โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Dark Souls ตำนานเนื้อเรื่องบทที่ 10 ชุมชนวิปลาส เเละผู้ใช้ศาสตร์แห่งความตาย

GameFever TH

อัพเดต 08 เม.ย. 2563 เวลา 13.25 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2563 เวลา 20.25 น. • GameFever.co

สวัสดีครับทุกท่าน! ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบ ซึ่งในที่สุดเราก็เดินทางกันมาถึงบทที่สิบกันจนได้…ตัวผมต้องขอขอบคุณทุกๆท่านเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นทั้งหน้าเก่าหรือหน้าใหม่ก็ตาม ผมต้องขอขอบคุณจริงๆที่อุตส่าห์อดทนติดตามมาจนถึงตอนนี้ เอาละ!เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราก็มาเริ่มต้นกันเลยกับ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบ “ชุมชนวิปลาส เเละผู้ใช้ศาสตร์แห่งความตาย”

( ภาพประกอบ : ในยุคที่ความมืดกำลังใกล้เข้ามา เหล่าอารยธรรมมากมายต่างพยายามขวนขวายเพื่อค้นหาหนทางหลุดพ้นจาก Curse of Undead ..เเต่สุดท้ายมันก็ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี )

 

< ลิงค์บทความก่อนหน้า > 

บทที่หนึ่ง l บทที่สอง l บทที่สาม l บทที่สี่

บทที่ห้า l บทที่หก l บทที่เจ็ด l บทที่เเปด

บทที่เก้า

 

หมู่บ้านที่ถูกทอดทิ้ง

         ณ ยามเช้าที่ดวงตะวันได้ท่อแสงส่องสว่างและส่งไออุ่นให้กับทุกชีวิตในดินเเดน Lordran ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่พระเอกของเราอย่าง Undead นิรนามได้กำลังตระเตรียมสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการเดินทางสู่ระฆัง Bell of Awakening ใบที่สอง โดยเขาเลือกใช้เส้นทางที่จะต้องผ่านตัวเมืองส่วนล่างของ Undead Burg ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นขุมนรกบนดินไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะว่าพวกพวกอสูรแห่ง Izalith ได้ทำการยกพลขึ้นมายังตัวเมืองส่วนล่าง เพื่อสะกัดเส้นทางไม่ให้เหล่าผู้กล้าสามารถทำตามคำทำนายของเทพเจ้าได้สำเร็จ และประกอบกับในเวลานั้นได้เกิดความขัดแย้งภายในเมือง Undead Burg จึงทำให้ผู้ปกครองเมืองในตอนนั้นได้เลือกที่จะทำการตรึงกองกำลังของพวกอสูรเอาไว้ในตัวเมืองส่วนล่าง ซึ่งส่งผลให้ผู้อาศัยมากมายที่ในตัวเมืองส่วนล่างถูกตัดหางปล่อยวัดและต้องมีชีวิตอยู่กันแบบตามดีตามเกิด แต่สิ่งที่แย่ไปกว่านั่นก็คือแม้แต่ความตายเองก็ไม่อาจปลดปล่อยความทรมานของผู้คนเหล่านี้ไปได้ อันเป็นผลกระทบที่มาจาก Curse of Undead!

( ภาพประกอบ : บรรยากาศในตัวเมืองส่วนล่างของ Undead Burg ที่ภายนอกนั้น ดูเหมือนว่าจะถูกทิ้งร้างไร้ผู้คนเเต่ความจริงเเล้วเหล่าผู้อาศัยยังคงหลบซ่อนอยู่ตามอาคารบ้านเรื่อน เเละคอยจับตาเหล่าคนนอกที่บังอาจย่างกรายเข้ามาอย่างไม่ระวัง  )

จนเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า มันก็ได้ทำให้ทั้งตัวเลขของเสบียงอาหารและความตื่นกลัวค่อยๆพุ่งเข้าสู่จุดวิกฤติมากขึ้น ความดิบเถื่อนได้กลายเป็นตัวเลือกของเหล่าผู้คนที่ถูกทอดทิ้งจนเริ่มสติแตกและหันมาฆ่ากันเองเพื่อแย่งชิง Humanity (หรือ Dark Soul ในตัวมนุษย์) ซึ่งมันเปรียบได้กับยาชั้นดีที่จะช่วยทุเลาไม่ให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะ Hollow ไปมากกว่านี้…. แต่โดยทั่วไปแล้วการซึมซับ Humanity เข้าสู่ร่างกายจะกระทำได้ด้วยการใช้มือบีบพลังงานจนแตกออกหรือดันให้กระทบกับหน้าอกของตนเพื่อให้อณูวิญญาณพุ่งเข้าไปรวมร่างกับ Soul ภายในตัวของผู้ใช้

( ภาพประกอบ : ทั้งสุนัขเเละหนูซึ่งอาศัยอยู่ใน Undead Burg ได้กินซากศพของมนุษย์เป็นอาหารจึงทำให้มันได้รับ Humanity ผ่านการกินเข้าไปด้วย ) 

เเม้จะฟังดูง่ายเเต่มันก็ติดปัญหาอยู่หนึ่งอย่างก็คือพลังงาน Humanity บริสุทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งเสียเหลือเกิน ซึ่งต่อฆ่ามนุษย์ไปถึงสิบคนก็จะมีเพียงแค่สองถึงสามศพเท่านั้นที่จะมีพลังงาน Humanity หลังไหลออกมาจากร่างเพียงน้อยนิด จนกระทั้งได้มีคนอุตริไปพบว่าการกินเนื้อและดื่มเลือดจากศพของมนุษย์จะช่วยทำให้สามารถซึมซับ Humanity ได้ดีขึ้น ซึ่งมันก็ดันบ้าจี้ได้ผลดีเกินคาด…ดีซะจนทำให้เหล่าผู้อาศัยในตัวเมืองส่วนล่างของ Undead Burg หันมากินเนื้อมนุษย์เพื่อความอยู่รอด แต่ทว่าการกิน Dark Soul เข้าสู่ร่างกายโดยตรงแบบนี้มันก็มีผลข้างเคียงอยู่เหมือนกัน เพราะมันจะเข้าไปรวมกับทั้ง Soul, ทั้งเลือดเนื้อ, ตลอดจนสมองซึ่ง0tทำให้คนๆนั้นมีนิสัยที่ก้าวร้าวมากขึ้นตามไปด้วย 

( ภาพประกอบ : การรับ Humanity เข้าสู่ร่างกายโดยผ่านการกินนั้นถือเป็นวิธีที่เสี่ยงมาก ซึ่งเเม้เเต่พวก Darkwraith เองก็ยังต้องอาศัยเครื่องมือเข้าช่วย )

จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดมันจึงทำให้ตัวเมืองส่วนล่างของ Undead Burg ได้กลายเป็นเขตพื้นที่งอันตรายเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกับเหล่านักเดินทางหน้าใหม่ที่มักจะถูกล่อลวงไปฆ่าได้ง่ายๆ…แต่ทว่านั่นก็ดูจะไม่เป็นปัญหาสำหรับพระเอกของเราเลยแม้แต่น้อย ซึ่งต้องขอขอบคุณประสบการณ์ที่ถูกลอบโจมตีมานับไม่ถ้วน ที่ทำให้เขายังคงรอดปล่อยภัยมาถึงทุกวันนี้อีกทั้งยังได้ช่วยชีวิตนักเวทย์คนหนึ่งนามว่า Griggs จากการถูกนำไปปรุงเป็นอาหาร โดย Griggs ได้เล่าว่าตนมาจากโรงเรียนเวทมนตร์ชื่อดังอย่าง Vinheim ซึ่งมาที่นี้ก็เพื่อตามหาอาจารย์ของเขาแต่ดูเหมือนว่าจะหลงทางเข้าเสียก่อนจนถูกจับตัวได้ พ่อมดน้อยได้กล่าวขอบคุณ Undead นิรนามและขอตัวเดินทางกลับไปยัง Firelink Shrine ทันทีด้วยความกลัว

( ภาพประกอบ : พ่อมดน้อย Griggs ได้รอดจากชะตากรรมอันหน้าสยดสยองมาได้เเบบฉิวเฉียด )

หลังจากช่วย Griggs ได้สำเร็จ Undead นิรนามก็ได้เดินลึกเข้าไปในตัวเมือง ซึ่งดูเหมือนว่ายิ่งเดินเข้าไปลึกมากเท่าไรทางเดินก็จะแคบลงเรื่อยๆมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั้งเขาได้ไปพบกับฝูงสุนัขซึ่งได้กลายพันธุ์จากการกิน Humanity เข้าไปแต่ทว่าสิ่งหนึ่งที่ขุ่นเคืองอยู่ในใจของ Undead นิรนามก็คือ ดูเหมือนว่าความดุร้ายของพวกมันจะมีผลแค่กับตัวเขาเพียงคนเดียวเท่าเท่านั้น ซึ่งเเตกต่างจากเหล่าโจรร้ายประจำเมืองที่ไม่มีทีท่าว่าจะโดนสุนัขพวกนี้รุมขย้ำเลยเเม้เเต่น้อย ราวกับว่ามันถูกฝึกมาให้แยกมิตรและศัตรูได้อย่างนั้นแหละ…เเต่ใครกันนะที่ใจกล้ามากเเละบ้ามากพอที่จะฝึกสัตว์ร้ายเหล่านี้ให้เชื่องได้? ซึ่งคำตอบของคำถามก็ได้ค่อยๆปรากฏตัวต่อหน้าพระเอกของเราซึ่งก็คือเจ้าอสูร Capra หรืออสูรหัวแพะ ซึ่งมันมีอาวุธประจำกายเป็นดาบคู่เล่มใหญ่ พร้อมกับเหล่าสุนัขจำนวนหนึ่งที่พร้อมใจเดินตามเจ้าอสูร Capra ด้วยท่าทีซึ่งอ้อนน้อมอันเป็นสัญลักษณ์ถึงการเคารพต่อจ่าฝูง

( ภาพประกอบ : เจ้าอสูร Capra ตัวนี้ได้รับการหมอบหมายให้ขึ้นมายังเมือง Undead Burg เพื่อขัดขวางทุกๆคนที่พยายามจะทำตามคำทำนายของผู้ถูกเลือก )

แม้ Undead นิรนามจะเคยต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งและมีพละกำลังมาแล้วมากมาย แต่ทว่าการที่ต้องสู้อยู่ในตรอกแคบๆแบบนี้มันก็ส่งผลทำให้การกลิ้งหลบของเขามีประสิทธิภาพที่ลดลง จนสุดท้ายเขาต้องใช้วิธีวิ่งหนีขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านที่อยู่ใกล้ๆเพื่อล่อให้เหล่าสุนัขวิ่งตามขึ้นไปจนต้องเบียดเสียดและชนกันเองซึ่งเป็นโอกาสให้ Undead นิรนามสามารถจัดการพวกมันได้ทีละตัวๆ และในเมื่อ“หมาหมู่”ถูกกำจัดไปหมดแล้วคิวต่อไปก็เป็นของเจ้าอสุรหัวแพะซึ่งถูกกำราบได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

( ภาพประกอบ : ในเกม Dark Souls มีระบบหนึ่งที่เรียกว่า Stunlock ซึ่งก็คือตราบใดที่ตัวละครของเรายังไม่ล้มมันก็ยังสามารถถูกโจมตีต่อไปได้เรื่อยๆ อันถือเป็นฝันร้ายสุดๆเมื่อต้องเจอกับศัตรูที่โจมตีเร็วหรือมีมากกว่าหนึ่งตัว เพราะมันเเทบจะการันตีเลยว่าถ้าหากคุณโดนดอกเเรก…ดอกที่สองเเละสามคุณก็จะโดนตามไปด้วย )

เมื่อจัดการนายทวารอย่างเจ้าอสูรเเพะได้สำเร็จ Undead นิรนามก็ดึงกุญแจที่คาดอยู่ตรงเอวของมันออกมา เพื่อใช้มันเปิดประตูตามส่วนต่างๆของเมืองและใช้มันเดินทางต่อลงไปยังท่อระบายน้ำของเมือง Undead Burg ซึ่งมืดจนเกือบจะมองไม่เห็น จนตัวเขาได้บังเอิญเดินไปชนกับโต๊ะยาวหลายตัวที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างดี จึงทำให้เขาสามารถอนุมานได้ว่าที่แห่งนี้ก็คือห้องสำหรับรับประทานอาหารนั่นเอง ส่วนแสงไฟที่เห็นอยู่ไกลๆท่ามกลางความมืดมันก็คือคบเพลิงของเหล่าผีดิบโรคจิตที่กำลังรอรับประทานอาหารมื้อสำคัญอยู่….ใช่แล้วที่นี่ก็คือห้องครัวนรกแห่ง Undead Burg ที่ซึ่งผู้คนมากมายถูกพวกพ่อครัววิปลาสซึ่งมีสมยานามว่าจอมสับหรือเหล่า Butcher จะทำการแล่, สับ, เเละเลาะกระดูกของมนุษย์ผู้โชคร้ายเพื่อนำไปปรุงเป็นอาหารรสเลิศ(จะกินทั้งทีก็ต้องกินอร่อยๆหน่อยจริงไหม?) ส่วนพวกเนื้อที่ดูจะกินไม่ได้ Butcher ก็จะโยนมันทิ้งลงไปในท่อระบายน้ำทิ้งเพื่อเป็นอาหารให้กับบางสิ่งบางอย่างที่อาศัยอยู่ลึกลงไปยิ่งกว่า…

( ภาพประกอบ : เห็นหุ่นของ Butcher ล่ำแบบนี้ก็เถอะแต่ที่จริงแล้วพวกนี้เป็นผู้หญิงนะ… )

เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น Undead นิรนามจึงได้บุกทะลวงเข้าไปกลางดงของพวกผีดิบที่หิวโหย ซึ่งพวกมันก็ใช้ทั้งดาบเก่าๆทิ่มแทงเข้าตามร่างกายเเละบางส่วนก็ใช้คบเพลิงฟาดไปมาตามประสาคนไม่มีอะไรจะเสีย ซึ่งแม้มันจะดูไม่มีชั้นเชิงอะไรก็ตามแต่ถ้าหากอาศัยจำนวนกับความบ้าคลั่งเข้าสู้แล้วละก็ มันก็สร้างความเสียหายให้กับพระเอกของเราได้ไม่น้อยจนเขาต้องหยิบเอายารักษา Estus Flask มาดื่มจนเกือบหมด โดยเฉพาะกับเจ้า Butcher ที่มันสามารถฝากบาดแผลฉกรรจ์ให้กับเขาได้หลายแผลก่อนจะถูกจัดการลง ทว่าหลังจากที่เสร็จศึกตะลุมบอนไปได้ไม่นานอยู่ๆก็มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากห้องเก็บของซึ่งอยู่ทางด้านหลัง และเมื่อไปดูก็ได้พบกับพ่อมดเพลิง Laurentius ซึ่งถูกจับไว้จนเกือบจะต้องลงไปอยู่ในหม้อไฟซะแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นร่างกายของ Laurentius ก็อยู่ในสภาพที่บอบช้ำมากเกินไป จึงทำให้พระเอกของเราต้องพาพ่อมดเพลิงคนนี้กลับไปส่งยัง Firelink Shrine เสียก่อน

( ภาพประกอบ : พ่อมดไฟ Laurentius ได้ถูกใครบางคนหลอกให้เดินทางผ่านตัวเมืองส่วนล่างของ Undead Burg ที่อันตรายจนสุดท้ายก็เกือบจะกลายเป็นอาหารไปเช่นเดียวกัน )

เมื่อทั้งสองหนีออกมาจาก Undead Burg ได้สำเร็จ Laurentius ก็ได้กล่าวขอบคุณเเละขอไปตัวพักฟื้นร่างกายที่แสนบอบช้ำของเขา ซึ่งก็ยังไม่วายถูกเจ้า Crestfallen Warrior พูดจาเหน็บแนมดังเช่นเคยจนเกือบจะมีเรื่อง เเต่ก็ได้มีเสียงของใครคนหนึ่งคนตะโกนร้องเรียกพระเอกของเรา โดยไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นพ่อมดน้อย Griggs ที่ Undead นิรนามได้ช่วยเอาไว้ก่อนหน้านี้นั่นเองโดยเขาได้บอกว่าจะปักหลักอยู่ที่นี่ไปสักพักและในระหว่างนี้เขาจะช่วยสอนการใช้เวทมนตร์ขั้นพื้นฐานให้แก่พระเอกเราเพื่อเป็นการตอบเเทน!

( ภาพประกอบ : Griggs สามารถสอนเวทย์ให้กับตัวละครของเราได้หลายอย่างตั้งเเต่เวทย์โจมตีอย่าง Soul Arrow, เเละ Homing Soulmass ไปจนถึงเวทย์ป้องกันอย่าง Magic Shield )

การเรียนรู้เวทมนตร์ของ Undead นิรนามนั้นเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์เฉียดตายทั้งหลายที่ผ่านมามันได้สั่งสอนให้เขาเป็นคนที่ใช้สมองมากกว่าอาศัยดาบและโล่ในการพิชิตศัตรู และในเวลาต่อมาเมื่อพ่อมดเพลิงอาการดีขึ้น Laurentius ก็ได้เข้ามาประสมโรงเเละอาสาที่จะสอนศาสตร์แห่งเพลิงให้กับ Undead นิรนามด้วยเช่นกัน โดยทั้งสามได้ใช้เวลาในการเสวนาหาเรื่องของเวทมนตร์ซะจนเมื่อรู้ตัวอีกทีตะวันก็ได้ตกลับขอบฟ้าไปแล้ว เหล่าสหายทั้งสามจึงได้ใช้เวลาที่เหลือนั่งล้อมวงและคุยเรื่องสัพเพเหระต่อกันก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนอน อาทิเช่นเรื่องของ Griggs ที่เขามายังดินแดน Lordran แห่งนี้ก็เพื่อตามหาอาจารย์ของเขานามว่า Logan ผู้ปราถนาในศาสตร์ความรู้ของจ้ามังกรไร้เกล็ด Seath ซึ่งเป็นบิดาของเหล่าจอมเวทย์ทั้งปวง หรือจะเป็น Laurentius ซึ่งเดิมทีเขามีบ้านเกิดอยู่ที่ Blight Town โดยที่นั่นเป็นเหมือนกับสลัมของเหล่ามนุษย์ที่ถูกเทพเจ้าทอดทิ้ง แต่ตัวเขาโชคดีกว่าคนอื่นเพราะได้ถูกชุบเลี้ยงโดยกลุ่มคนผู้ใช้ศาสตร์เพลิงที่อาศัยอยู่ใกล้บึงพิษบริเวณใกล้ๆ จนทำให้เขาเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้เเละได้ออกเดินทางผจญภัยไปเรื่อยจนกระทั้งชะตาขาดและอยากจะกลับไปยัง Blight Town เพื่อไปพบหน้าเหล่าอาจารย์ผู้มีพระคุณของเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะ Hollow

( ภาพประกอบ : เวทมนตร์ Iron Flesh คือหนึ่งในเวทย์ไม่กี่อย่างซึ่งไม่ใช่สายโจมตีที่ Laurentius สามารถสอนได้  )

เช้าวันรุ่งขึ้น ในขณะที่ Undead นิรนามของเรากำลังเตรียมข้าวของสำหรับการเดินทางอีกครั้ง เขาก็ได้สังเกตเห็นถึงกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่กำลังเดินไปมาอยู่ในโบสถ์ร้าง ด้วยความสงสัยเขาจึงได้ไปถาม Griggs ซึ่งได้ความว่าคนเหล่านี่ก็คือพวกนักบวชของศาสนา Way of White และถ้าหากจะให้เดาเเล้วละก็นักบวชพวกนี้ก็คงจะมาทำภารกิจเพื่อตามหา Rite of Kindling อันเป็นเครื่องมือวิเศษที่จะช่วยให้สามารถแปลเลี่ยนแสงสว่างจาก Bonfire ออกมาใช้เป็นพลังงานได้ในปริมาณที่มากขึ้น(สรุปง่ายๆก็คือมันจะเพิ่มจำนวนของ Estus Flask ได้มากขึ้น) แต่ว่าอุปสรรคที่สำคัญที่สุดก็คือ Rite of Kindling มันได้ถูกผู้ปกครองแห่งสุสานใต้ดิน Catacomb ถือคลองเอาไว้ อีกทั้งยังเล่ากันภายในนั้นมีสิ่งอันตรายมากมายแฝงเเละไม่มีใครเคยกลับออกมาจากที่นั่นได้เลย!… เมื่อได้ฟังความเช่นนั้น Undead นิรนามก็ถึงกับหูผึ่งเพราะว่าเขากำลังคิดไม่ตกกับปัญหาในเรื่องที่ยา Estus Flask ไม่พอใช้อยู่พอดี

( ภาพประกอบ : Estus Flask รักษาครอบจักรวาลแต่ใช้ได้กับแค่เฉพาะพวก Undead เท่านั้น คนเป็นๆห้ามแตะ! )

Undead นิรนามเล็งเห็นว่าตนมีความต้องการเดียวกับนักบวชพวกนี้ จึงได้เดินเข้าไปหมายที่จะขอร่วมเดินทางไปด้วย แต่ทว่าเพียงแค่เห็นหน้ากันกลุ่มคนพวกนี้ก็ชักอาวุธขึ้นมาและตั้งท่าเหมือนจะต่อสู้ จนพระเอกของเราต้องยกมือขึ้นสองข้างและร้องบอกเสียงดังว่าให้ใจเย็นๆเพราะตนเป็นแค่ Undead ธรรมดาๆซึ่งยังไม่ได้ Hollow…เมื่อได้ฟังความดังนั้นเหล่านักบวชที่สวมชุดคล้ายกับนักรบก็เริ่มมีท่าทีที่เป็นมิตรมากขึ้น โดยเฉพาะกับ Petrus ที่เมื่อเขามองดีๆก็จำพระเอกของเราได้เพราะว่าเคยเจอกันมาแล้วตอนที่ Undead นิรนามมาถึงยังFirelink Shrine ได้ใหม่ๆ  เมื่อรู้ว่าไม่ใช่คนอื่นคนไกล Petrus จึงเล่าว่าในระหว่างที่พระเอกของเราไม่อยู่ที่ Firelink Shrine เขาก็ได้ไปรับนักบวชสาวนามว่า Reah และผู้ติดตามอีกสองคน ซึ่งเดินทางมาจากเมือง Thorolund เพื่อมาทำภารกิจในการตามหา Rite of Kindling ตามที่ได้รับมอบหมาย

( ภาพประกอบ : Petrus ชายที่ดูใจดีเเละอาศัยอยู่ใน Firelink Shrine มาเนินนานก่อนที่ Undead นิรนามจะปรากฏตัวออกมาเสียอีก…เเต่ทำไมกันนะเขาถึงมีชีวิตรอดจากภารกิจที่คร่าชีวิตของเหล่านักบวชไปเเล้วมากมายมาได้? น่าสงสัย )

( ภาพประกอบ : ด้วยความกลัว Undead เป็นทุนเดินอยู่เเล้วจึงส่งผลให้เหล่าคณะเดินทางของ Way of White ต้องมีการระมัดระวังตัวมากเป็นพิเศษ  )

เดิมทีศาสนา Way of White ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการล้างสมองของมนุษย์ที่หวาดกลัวต่อการกลายเป็น Undead เพื่อหลอกใช้ให้ทำตามประสงค์ของเทพเจ้าแห่ง Anor Londo แต่ทว่าในยุคปัจจุบันศาสนา Way of White ก็ได้เเปรเปลี่ยนเป็นเเค่เพียงอาวุธทางการเมืองที่ชนชั้นสูงมักจะใช้สาดโคลนเข้าใส่กัน โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือนักบวชสาว Reah นี่แหละ ที่แต่เดิมตอนที่ยังมีชีวิตอยู่นางมีฐานะเป็นถึงชนชั้นสูงในเมือง Thorolund กันเลยทีเดียว แต่ทว่าอยู่มาวันหนึ่งนางก็ตายอย่างเป็นปริศนา…และตามธรรมเนียมของการเป็น Undead ในศาสนา Way of White ก็ได้บีบบังคับให้นางต้องอุทิศตนทำภารกิจต่างๆอย่างเช่นการตามหา Rite of Kindling…อันเป็นภารกิจที่เป็นเหมือนการเนรเทศเสี้ยนหนามทางการเมือง

( ภาพประกอบ : เเม้ Reah จะเดินทางมาทำภารกิจเพื่อ Way of White…เเต่ลึกๆภายในใจนางก็ยังถวิลหาครอบของตัวเองที่เมือง Thorolund  )

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาจึงทำให้ Undead นิรนามของเราไม่เป็นที่ต้อนรับมากเท่าไรนัก เขาถูกผู้ติดตามของ Reah ยืนทำหน้าที่เป็นไม้กันหมาซะจนแทบไม่ได้พูดคุยอะไรกัน จนสุดท้ายพระเอกของเราก็ถอดใจพร้อมกับนึกสงสารเหล่านักบวชพวกนี้ที่ถูกปลูกฝังความกลัวในตัว Undead ไว้มากเสียเหลือเกินมากซะจนไม่อาจกำจัดอคติภายในใจของตัวเองได้(ช่างน่าเวทนายิ่งนัก) Undead นิรนามจึงได้ตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังสุสานใต้ดิน Catacomb ด้วยตัวเองคนเดียวโดยอาศัยเส้นทางบริเวณด้านหลังของโบสถ์นี้ซึ่งรายทางก็เต็มไปด้วยเหล่าผีโครงกระดูกมากมายที่ลุกขึ้นมาจากหลุม โดยหมายจะจัดการทุกคนที่จะล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่อันแสนสงบสุขของคนตาย…ทุกย่างก้าวที่เขาเดินไปมันเหมือนกับว่าเสียงของธรรมชาติในยามเช้าจะค่อยๆเงียบสนิทลงตามทุกฝีก้าว จนแม้แต่สายลมและแสงตะวันก็ยังขยาดที่จะสาดส่องลงมายังสุสานคนของตายแห่งนี้

( ภาพประกอบ : ตั้งเเต่อดีตมีผู้คนมากมายนำร่างของญาติพี่น้องมาฝังไว้ในภายใน Catacomb เพราะมีความเชื่อว่าคนที่ตายไปเเล้วจะได้พักผ่อนอย่างสงบสุขเมื่ออยู่ใกล้กับเทพเจ้าเเห่งความตายนามว่า Nito เเละต่อมาภายหลังเมื่อพื่นที่ภายในไม่มีเหลืออีกเเล้ว ผู้คนจึงหันมาฝังศพตรงบริเวณทางเข้าเเทน Catacomb เเทน  )

 

บาปของบิดา

….กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีชายผู้ทรงภูมิอยู่คนหนึ่ง เขาได้อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆอันแสนสงบสุข และมีหน้าที่คอยเป็นหมอรักษาโรคร้ายให้กับเหล่าชาวเมืองจนผู้คนกล่าวสรรเสริญเขาว่าเป็น “เอกบุรุษ” หรือชายผู้ประเสริฐ เเต่มันกลับทำให้ตัวเขาแทบจะไม่มีเวลาให้กับภรรยาและลูกเลย แม้แต่เวลากินข้าวที่ทุกคนในบ้านควรจะต้องอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันซึ่งเขาก็มักจะมาไม่ทันเสมอๆ และได้แต่พูดปลอมใจครอบครัวว่าทุกสิ่งที่เขาทำทั้งหมดก็เพื่อความหมั่นคงแก่ภรรยาและลูก เป็นแบบนี้ทุกวันๆจนกระทั้งค่ำคืนหนึ่งที่เขากำลังทำงานล่วงเวลาดังเช่นเคย ก็ได้ม้าเร็ววิ่งมาส่งข่าวว่าภรรยาและลูกของเขาได้ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต…ทั้งความเจ็บปวด, ความตกใจ, และการสูญเสียมันได้ถาโถมเข้ามาสู่ตัวเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำมาทั้งหมดอะไรเมื่อสิ่งเดียวที่เขารักมากที่สุดกลับรักษาไว้ไม่ได้

( ภาพประกอบ : Mask of Mother หรือหน้ากากของผู้เป็นมารดาซึ่งมีพลังในการเพิ่มพลังชีวิต ซึ่งเปรียบได้กับอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นของมารดา )

ความตายได้พรากสิ่งที่สำคัญที่สุดไปจากชายคนนี้ ไม่มีเเม้เเต่โอกาสที่จะเล่านิทานกล่อมลูกเเละส่งเจ้าตัวน้อยเข้านอน ไม่เคยแม้แต่จะอยู่ทานอาหารพร้อมหน้าและบอกภรรยาว่าเขานั้นรักเธอมากแค่ไหน “ไม่ ไม่… มันจะจบแบบนี้ไม่ได้!” ด้วยทิฐิที่มีอยู่เเต่เดิมเขาได้ใช้ความรู้ที่มีทั้งหมดเพื่อทุ่มให้กับการค้นหาวิธีซึ่งจะนำเอาลูกและภรรยากลับคืนมา จนกระทั้งเขาได้ไปอ่านเจอเข้าบันทึกโบราณเล่มหนึ่งซึ่งกล่าวถึงศาสตร์แห่งความตายหรือ Necromancy ที่สามารถฟื้นคืนชีพให้แก่คนตายได้…

( ภาพประกอบ : Mask of Child หรือหน้ากากของบุตรมีพลังในการฟื้นฟูอาการเหนื่อยล้า ซึ่งเปรียบได้กับเด็กน้อยที่เต็มไปด้วยความร่าเริงแจ่มใส )

เมื่อเวลาผ่านไปชาวเมืองเริ่มสะกิดใจกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเอกบุรุษคนนี้ จึงได้รวมตัวกันเพื่อเดินทางไปที่บ้านของเขาซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นคฤหาสน์เก่าๆที่มีสภาพรกร้างไปเเล้ว และเมื่อเปิดประตูเข้าไปข้างในทุกคนๆก็ได้เห็นภาพอันน่าสยดสยองอย่างที่สุด ซึ่งก็คือซากศพมากมายที่ถูกแขวนอยู่จนดูเหมือนว่าเพดานถูกปูด้วยศพของคนตาย ส่วนที่พื้นก็เต็มไปด้วยหนังสือที่กองเป็นพะเนินมากมาย แต่สิ่งที่น่าตื่นตกใจมากที่สุดกลับไม่ใช่ทั้งซากศพหรือว่ากองหนังสือแต่กลับเป็นอดีตนายแพทย์ประจำเมืองที่ตอนนี้ร่างกายของเขาไม่เหลือเค้าโครงความเป็นมนุษย์อีกแล้ว เพราะที่ด้านหลังของชายคนนี้ได้มีร่างที่น่าจะตายไปแล้วของลูกและภรรยาถูกผ่าตัดเย็บเข้ากับตัว…ใช่แล้ว!เขาได้ค้นพบวิธีการฟื้นชีพให้กับคนตายได้สำเร็จแต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยการที่เขาต้องผ่าตัดเอาร่างของทั้งลูกเเละภรรยาเข้ากับตนเองเพื่อถ่ายทอดพลังวิญญาณให้ และเป็นเหมือนการบอกเป็นการบ่งบอกว่านับแต่นี้เป็นต้นไป ตัวเขาจะไม่ยอมทอดทิ้งภรรยาและลูกให้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายอีกเเล้ว…เหล่าชาวบ้านต่างหวาดกลัวกับภาพที่ได้เห็นและได้วิ่งหนีเพื่อไปแจ้งเรื่องทั้งหมดให้กับเหล่าทหารประจำเมือง แต่ทว่าเมื่อเดินทางกลับมาถึงยังคฤหาสน์ก็ต้องพบว่าเจ้าตัวประหลาดนั่นได้หนีไปเสียแล้ว

( ภาพประกอบ : Mask of Father หรือหน้ากากของบิดาที่มีพลังทำให้ผู้ที่สวมใส่สามารถยกสิ่งของเเละสัมภาระได้มากขึ้น ซึ่งเปรียบได้กับผู้เป็นพ่ออันมีหน้าที่ปกป้องเเละอุ้มชูทุกคนในครอบครัว )

หลังจากเรื่องแดงขึ้นมาบิดาผู้เสียสละคนนี้ก็มิอาจจะกลับไปเข้าสังคมดังเช่นปุถุชนทั่วไปได้อีกแล้ว เขาได้เดินแบกร่างของลูกและภรรยาลงไปยังสุสานใต้ดิน Catacomb ซึ่งในตอนนั้นยังคงเป็นที่อันเงียบสงบของเหล่าคนตายอยู่ เพื่อไปพบกับหนึ่งในสามเทพพระเจ้าผู้บุกเบิกยุคแห่งเพลิงซึ่งก็คือ Nito เทพเจ้าแห่งความตาย! ผู้เป็นบิดาได้เสนอว่าจะนำเอาความรู้และสติปัญญาของตนทวายงานเป็นข้ารับใช้ให้แก่เทพแห่งความตาย Nito เพื่อเเลกเปลี่ยนกับการเรียนรู้ศาสตร์ Necromancy อันเป็นศาสตร์นอกรีตที่จะเล่นแร่แปลธาตุกับชีวิตหลังความตายซึ่งเป็นเป็นเรื่องต้องห้ามในหมู่สังคมของมนุษย์ จากนั้นเขาก็ได้สร้างหน้ากากขึ้นมาสามชิ้นเพื่อใช้แทนตัวตนของทุกคนในครอบครัวและใช้นามเรียกตัวเองว่า Pinwheel

( ภาพประกอบ : Pinwheel ยอมรับใช้ Nito เพื่อแลกกับการเรียนรู้ศาสาตร์เเห่งความตาย ซึ่ง Pinwheel เชื่อว่ามันจะเป็นหนทางที่ทำให้ได้ร่างกายที่สมบูรณ์ของบุตรและภรรยากลับคืนมา )

 

เคหสถานของคนตาย

         กลับมายังสถานการณ์ปัจจุบันที่ Undead นิรนามของเราได้เดินทางลงไปยังสุสาน Catacomb โดยลำพังซึ่งพื้นที่โดยรอบก็มีสภาพไม่ต่างอะไรกับป่าช้าที่กำลังถูกรื้อถอน เพราะถูกลิ่วล้อของ Pinwheel อย่างพวก Necromancer คอยขุดศพขึ้นมาเเละใช้วิชาควบคุมให้ทำตามคำสั่ง

( ภาพประกอบ : พวก Necromancer จะขึ้นตรงต่อ Pinwheel ซึ่งเเตกต่างจาก Gravelord Servant ที่เป็นข้ารับใช้สำหรับ Nito )

Pinwheel ได้เปลี่ยนที่นี่จากสุสานอันแสนสงบของโลกหลังความตายให้กลายเป็นทุ่งสังหารที่คนตายถูกบังคับให้ลุกขึ้นมาจากหลุมและไล่ล่าคนเป็นเยี่ยงสุนัขป่ากระหายเลือด จนโทสะของเหล่าคนตายได้รวมตัวกันเป็นก้อนพลังที่เรียกว่า Wiisp ซึ่งจะเปล่งเสียงกรีดร้องโหยหวนเพื่อบอกเล่าความเจ็บปวดให้แก่เหล่าคนเป็นๆได้รับรู้…

( ภาพประกอบ : รูปร่างของผี Wisp )

Pinwheel ได้ตั้งตนเป็นเจ้าแห่งความตายอย่างลับๆอยู่ข้างหลังโดยที่ Nito ไม่รู้…หรืออาจจะรู้แต่ Nito ไม่สนใจ(Nito เป็นเทพอินดี้) ทั้งความรู้ตลอดจนทรัพย์สินบางส่วนของ Nito ล้วนแต่ถูกเจ้า Pinwheel มันหุบเอาไว้ใช้เองเสียเอง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Rite of Kindling นั่นเอง

( ภาพประกอบ Rite of Kindling ได้ตกมาอยู่ในมือของ Pinwheel หลังจากที่เขาได้อาสากับ Nito ว่าจะไปเอามันคืนมาจากคนที่ขโมยไป…เเต่เมื่อได้มาเขากลับเก็บมันไว้ใช้เอง)

แต่แม้พวก Necromancer จะสามารถปลุกโครงกระดูกของคนตายขึ้นมาใช้งานได้อย่างไม่รู้จบแต่มันก็ไม่เป็นปัญหากับ Undead นิรนามเลย ซึ่งต้องขอขอบคุณตาเฒ่า Andre ที่ช่วยตีอาวุธศักดิ์สิทธิ์ให้แก่เขาจึงช่วยให้การเดินทางง่ายขึ้นพอสมควร จนทำให้พวก Necromancer จำต้องเปิดแน่บเมื่อเห็นว่าในมือของ Undead นิรนามถือดาบศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้มาด้วย….แต่จะว่าไปก็เหมือนเรื่องตลกเพราะอุปสรรคที่เดียว Undead นิรนามเจอกลับมาจากคนเป็น ซึ่งไม่รู้เพราะเป็นโชคชะตาหรือบุญกรรมทำไว้แต่ชาติบางใด เพราะขณะที่ Undead นิรนามกำลังจะเดินข้ามสะพานที่ทอดยาวเชื่อมต่อระหว่างภูเขา Undead นิรนามก็ดันบังเอิญเหลือบไปเห็นว่ามีชายหัวล้านคนหนึ่งกำลังเฝ้ามองตนจากที่ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก โดยนามของไอ้หมอนี่ก็คือสัจจะบุรุษ Patches…หรืออีกชื่อก็คือไอ้ไฮยีน่า Patches

( ภาพประกอบ : โฉมหน้าของเจ้า Patches ชายผู้มีความสุขกับความสิ้นหวังของผู้อื่น )

Patches กล่าวทักทายเพราะเอกของเราอย่างสุภาพและบอกว่าเขาไม่ค่อยจะเห็นคนทั่วไปอย่างลงมาที่นี่สักเท่าไร ส่วนมากก็มักจะเป็นเหล่านักบวชของ Way of White เเละบอกให้พระเอกของเราระวังเท้าให้ดีๆเดียวจะไปเหยียบโดนของไม่พึงประสงค์เข้า จากนั้นก็หัวเราะเสียงดังจนทำให้ Undead นิรนามเลือกที่จะขอตัวเดินทางต่อไปตามทางของตน…แต่ในขณะที่เขากำลังข้ามสะพานฉับพลันอยู่ๆพื้นก็ลาดเอียงและหมุนจนทำให้ Undead นิรนามตกลงไปตายยังก้นเหว

( ภาพประกอบ : สะพานหมุนที่เจ้า  Patches จะเเกล้งกดสวิทช์เพื่อให้คนที่กำลังข้ามไปตกลงไปตาย  )

เมื่อกลับไปเกิดใหม่พระเอกของเราก็รู้สึกงงงวยเป็นอย่างมากว่าทำไมอยู่ๆสะพานมันถึงหมุนได้ พอกลับเข้าไปใน Catacomb เขาก็ตรงไปถามเจ้าไฮยีน่า Patches ทันทีซึ่งมันก็เอาเเต่บอกว่าไม่ได้ทำลูกเดียว(น่าเชื่อมาก) แต่เพื่อสยบโทสะของ Undead นิรนามเจ้าไฮยีน่าจึงได้มอบHumanity ให้แก่ Undead นิรนามของเราเพื่อแทนคำขอโทษจากใจพร้อมกับหัวเราะ… เมื่อบรรยากาศที่กำลังคุกรุ่นเริ่มเย็นลง Undead นิรนามจึงได้เดินทางต่อไปด้วยอารมณ์ที่หุนหวย เพราะลำพังแค่จะต้องมานั่งรับมือกับผีโครงกระดูกและพวก Necromancer ก็ปวดหัวมากพออยู่แล้ว แต่นี่ยังจะต้องมาคอยระวังพวกมนุษย์ด้วยกันเองอีกทั้งกับดักมากมายที่ซ่อนอยู่ตามมุมมืดต่างๆภายใน Catacomb ราวกับว่ายิ่งเขาอยู่ในนี้นานมากเท่าไร ก็ยิ่งเหมือนกับว่าตัวเขากำลังถูกสถานที่นี้กลืนกินให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสุสานใต้ดินแห่งนี้

( ภาพประกอบ : หนึงในกับดักใน Catacomb ก็คือรูปปั้นหน้ากากมารดาเเละลูก ที่จะมีหนามเเหลมๆพุ่งออกมาทิ่มเเทงเมื่อมีคนเดินผ่าน )

Undead นิรานามได้เดินทางลึกเข้าไปจนได้พบกับบันไดวนที่ทอดยาวลึกลงไปจนมองไม่ด้านล่าง ซึ่งสร้างความลังเลให้กับพระเอกของเราเป็นอย่างมากว่าจะเดินลงไปดีหรือไหม ซึ่งเขาไม่รู้ตัวเลยว่าที่ด้านหลังได้มีโครงกระดูกที่กำลังฟื้นคืนชีพ จากนั้นมันก็ได้พุ่งชนตัวเขาจนล่วงตกลงไปยังข้างล่างและกระแทกเข้ากับพื้นอิฐอย่างรุนแรงจนขาหักทั้งสองข้าง ด้วยความเจ็บปวดพระเอกของเราได้พยามใช้มือเอื้อมไปคว้ายารักษา Estus Flask ออกมาใช้ ซึ่งสำหรับอาการบาดเจ็บขนาดนี้ก็คงจะต้องอาศัยยเวลามากพอสมควรในการรอให้แผลหายดีเเละกลับไปเดินได้ โดยในระหว่างนั้น Undead นิรนามก็ได้สอดสายตาไปรอบๆเพื่อมองดูว่าตนนั้นตกลงมายังที่ไหน ซึ่งสถานที่แห่งนี้ดูคล้ายกับห้องเก็บศพแต่สิ่งที่ดูแปลกตาก็คือทุกศพดูเหมือนจะถูกบรรจุอยู่ในโรงหินชั้นดีอีกทั้งยังถูกจัดเรียงให้มีช่องเป็นของตนเองอย่างมีระเบียบเรียบร้อย ซึ่งต่างจากที่ผ่านที่ศพมักจะถูกฝังอย่างตามดีตามเกิดหรือไม่ก็ถูกเหล่า Necromancer รื้อศพออกมาลองวิชากันจนหมด เขาจึงสามารถอนุมานได้ว่าตนได้ตกลงมายังที่ฝังศพของชนชั้นสูงในอดีต…. แต่ฉับพลันภายใต้ความมืดอยู่ๆก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นเเละฟังดูเหมือนว่ามันกำลังใกล้เข้ามาทางพระเอกของเราซึ่งร่างกายยังไม่ฟื้นหายดี  ในตอนนั้นสิ่งเดียวที่อยู่ในหัวของ Undead นิรนามก็คือเขาจะต้องใช้มือที่ยังพอขยับได้พยุงเอาครึ่งตัวส่วนบนลากไปตามพื้นอิฐเพื่อให้ตัวเองออกห่างจากเสียงปริศนานั่นให้เร็วที่สุด…..

( ภาพประกอบ : วัตถุปริศนาที่กำลังเดินเข้ามาหา Undead นิรนามจากความมืด )

 

คุยกันหลังเรื่องเล่า

         ก็จบกันลงไปแล้วนะครับกับ Lore และตำนานภายในเกม Dark Souls บทที่สิบ “ชุมชนวิปลาส เเละผู้ใช้ศาสตร์แห่งความตาย” ผมต้องขอบอกตามตรงเลยว่าเนื้อหาในบทนี้มันค่อนข้างที่จะฟังดูดาร์กๆอยู่ไม่น้อยเลย ซึ่งส่วนตัวผมก็ไม่ค่อยชอบเขียนเนื้อหาที่น่าสะอิดสะเอียนมากเท่าไรนัก(แต่จะทำยังไงได้เพราะเนื้อเรื่องภายในเกมมันปูมาทางนี้) แต่สำหรับผู้อ่านบางท่านที่เคยเล่นเกมนี้มาแล้วก็อาจจะพอเดาถึงตอนจบของด่าน Catacomb ได้กันอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงได้เน้นการเล่าเรื่องที่ผ่านสิ่งของหรือบรรยากาศในสถานที่นั้นเเทน เเละประกอบกับด่าน Catacomb ที่มันถูกออกแบบมาให้ผู้เล่นสามารถกระโดดข้ามไปมาระหว่างหน้าผาเพื่อข้ามไปยังห้องของ Boss ประจำด่านได้อย่างรวดเร็ว จึงอาจจะทำให้หลายคนพลาดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของเนื้อเรื่องไปโดยไม่ตั้งใจ          เอาเป็นว่าในบทต่อไปเราก็จะมาลุยกันต่อกับสุสานคนตายแห่งนี้…และผลการตอบแทนของการเป็นคนดีว่ามันจะทำให้ Undead นิรนามไปเจอกับอะไร

( ภาพประกอบ : ภายใต้ความมืดที่ลึกลงไป ยังคงมีสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายอีกมากมายได้กำลังรอจะฉีกร่างของเหล่าผู้กล้าออกเป็นชิ้นๆ )

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...