โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สำรวจความเปลี่ยนแปลงของ “ปากพนัง” อู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของภาคใต้

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 ต.ค. 2566 เวลา 08.49 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2563 เวลา 18.28 น.
“กระถางต้นไม้ที่สูงที่สุดในโลก” หรือ ปล่องโรงสีข้าวเก่าที่กลายเป็นแลนด์มาร์คริมแม่น้ำปากพนัง (ภาพจาก https://localguide.thailandtourismdirectory.go.th)

“ปากพนัง” เป็นชื่อของแม่น้ำและอำเภอ แม่น้ำปากพนังมีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร ไหลผ่านพื้นที่ 3 จังหวัด พัทลุง, ตรัง, และนครศรีธรรม แม่น้ำปากพนังไหลขึ้นเหนือ และออกทะเลที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในตำแหน่งที่ตรงกับแม่น้ำเจ้าพระยา (ไหลลงใต้) ออกทะเลที่อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

แม่น้ำปากพนังเป็นแม่น้ำสายสำคัญซึ่งหล่อเลี้ยงผู้คนและไร่นา, เป็นเส้นทางคมนาคม นั้นทำให้ปากพนังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สมัยในอดีต

เมื่อประมาณ พ.ศ. 2448 ข้าวพันธุ์พื้นชื่อ “นางพญา” ของปากพนังมีชื่อจนส่งไปขายไกลถึงมาเลเซีย, สิงคโปร์, อังกฤษ ฯลฯ มาแล้ว แม้ไม่มีบันทึกปริมาณการส่งออกข้าวของปากพนัง แต่จำนวนโรงสีไฟในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้กลับมีถึง 14 โรง ซึ่งยังไม่นับรวมโรงสีด้วยมืออีกนับสิบแห่ง พอช่วยให้จินตนาการได้ว่าแต่ละปีปากพนังมีผลผลิตข้าวมากเพียงใด

นอกจากนี้ ความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวเสด็จประพาสปากพนัง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2448 บันทึกว่า “วันที่ 8 เวลา 3 โมง ได้ลงเรือมาต ไม่ใช่เพราะน้ำตื้น เพราะเพื่อจะหาความสุขถึงปากพนัง แม่น้ำโตราวสักแม่น้ำเจ้าพระยากรุงเทพฯ…

ถึงโรงสีไฟจีนโก๊หักหงีซึ่งตั้งใหม่ มีความปรารถนาจะให้ไปเปิดโรงสีนั้น เมื่อไปถึงจีนหักหงีน้องแลบุตรหลายคน และราษฎรซึ่งอยู่ในคลองริมโรงสีนั้นเปนอันมาก ได้ต้อนรับโดยแขงแรง เวลาบ่าย 3 โมงครึ่ง จึงได้ลงเรือกลับมาถึงเรือมหาจักรี..

อำเภอปากพนังนี้ โดยทราบอยู่แล้วว่าเปนที่สำคัญอย่างไร แต่เมื่อไปถึงที่ยังรู้สึกว่าตามที่คาดคะเนนั้นผิดไปมาก…ในลำน้ำนั้น มีเรือกำปั่นแขก สำเภาจีนค้าขาย ทอดอยู่กลางน้ำเกือบ 31 ลำ แต่เปนเรือตรังกานู 18 ลำ สินค้าไม่มีอื่นเท่าข้าว…

เมื่อจะคิดดูว่าตำบลนี้มีราคาอย่างไรเทียบกับเมืองสงขลา เงินผลประโยชน์แต่อำเภอเดียวนี้ น้อยกว่าเมืองสงขลาอยู่ 20,000 บาทเท่านั้น บรรดาเมืองท่าในแหลมมลายูฝั่งตะวันออกเห็นจะไม่มีแห่งใดดีเท่าปากพนัง…”

แม้ปากพนังจะมีโรงสีข้าวจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ในหนังสือ “100 ปีโรงเรียนปากพนัง” ปี พ.ศ. 2462 ในภาคใต้มีโรงสีไฟขนาดใหญ่ 7 โรง ในจำนวนนั้นอยู่ในอำเภอปากพนัง 3 โรง

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2482) รัฐบาลผูกขาดการค้าข้าว ด้วยการจัดตั้งบริษัทข้าวไทยขึ้นเป็นผู้ดูแลการค้าข้าวของประเทศ พร้อมกับกฎเกณฑ์การค้าอื่น ประกบการสร้างทางหลวงหมายเลข 4 และการสร่งทางรถไฟสายใต้ ที่ทำให้ศูนย์กลางการคมนาคมเปลี่ยนจากปากพนังเป็นทุ่งสง การดำเนินชีวิตของคนเปลี่ยนจากชาวน้ำเป็นชาวบก และวาตภัยจากพายุโซนร้อนแฮร์เรียตที่แหลมตะลุมพุก (พ.ศ. 2505)

ทั้งหมดนี้คือแรงผลักที่ทำให้ปากพนังเปลี่ยนแปลง

โรงสีไฟจำรวนมากเลิกกิจการไป ปล่องไฟโรงสีที่ทิ้งร้างจนมีต้นไม้เล็กๆ งอกขึ้นอนุสรณ์รำลึกถึงยุคทองของเมือง ซึ่ง ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช เรียกว่า “กระถางต้นไม้ที่สูงสุดในโลก” และเป็นสิ่งที่ยืนยันความเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำของปากพนัง

ข้อมูลจาก

วิภา จิรภาไพศาล. “บันทึกการเดินทางที่ปากพนัง”, ศิลปวัฒนธรรม สิงหาคม 2548

100 ปี โรงเรียนปากพนัง, โรงพิมพ์เลิฟแอนด์ลิพเพรส พ.ศ. 2542

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 มิถุนายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...