โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พีพีทีวี ปีแห่งปรากฏการณ์ “ดูด“ บทพิสูจน์สถานะ “พลังเศรษฐี” ที่ยังรอความสำเร็จ

Positioningmag

อัพเดต 29 ธ.ค. 2561 เวลา 13.36 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2561 เวลา 09.58 น.

ปี 2018 ช่องพีพีทีวี ของกลุ่มปราสาททองโอสถ ตระกูลมหาเศรษฐีชั้นนำของไทย ได้สร้างความฮือฮาในวงการทีวีดิจิทัล ด้วยปรากฏการณ์ “ดูด” ทั้งรายการ ดารา กลายเป็นช่องพลังเศรษฐี ที่เข้ามาช่วยสร้างความหวังต่อลมหายใจ ให้กับบรรดาผู้ผลิตรายการในวงการ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง พีพีทีวี เป็นหนึ่งในช่องดิจิทัลทีวีกลุ่ม HD ที่มีมูลค่าการประมูลสูง ที่กลุ่มปราสาททองโอสถประมูลมาในมูลค่าถึง 3,460 ล้านบาท ด้วยความฝันของ นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ที่ต้องการมีทีวีดิจิทัลในมือเพื่อนจะสามารถช่วยต่อยอด พีอาร์ธุรกิจในกลุ่มทั้งโรงพยาบาล, โรงแรม , และสายการบินที่มีมูลค่ามหาศาลได้ เมื่อตอนเปิดตัวสถานทีในปี 2557 พีพีทีวีลงทุนหนัก ทั้งสร้างคอนเทนต์เอง ด้วยการผลิตละคร และรายการวาไรตี้ ซื้อลิขสิทธิ์ซีรี่ส์ต่างประเทศมากมาย แต่เมื่อทุ่มทุนในช่วงที่ช่องใหญ่ยังแข็งแรง ในฐานะช่องเล็กที่ยังไม่มีคนรู้จักมากนัก ผลตอบรับจึงยังไม่ชัดเจน จนพีพีทีวีค่อยๆขยายต่อไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลลีกต่างประเทศ กลายเป็นคอนเทนต์หลักของช่อง แต่สถานการณ์ความนิยมของช่องก็ยังไม่ดีนัก เรตติ้งอยู่ในกลุ่มท็อป 15 ของทีวีดิจิทัลทั้งหมด 25 ช่อง

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงเมื่อปลายปี 2560 เมื่อ “สุรินทร์ กฤติยาพงศ์พันธุ์” ผู้บริหารฝ่ายการตลาดมือดีของช่อง 3 โดน “หมอเสริฐ” ดึงตัวออกมาจากช่อง 3 มารับตำแหน่งใหญ่ กรรมการผู้จัดการคนใหม่ของพีพีทีวีอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กันยายน 2560 นับเป็นจุดเริ่มแห่งปฏิบัติการ “ดูด” ของช่องพีพีทีวี สุรินทร์ไม่ได้มาพีพีทีวีเพียงคนเดียว แต่ยังดึงมือการตลาดในทีมจากช่อง 3 ในช่วงที่กำลังเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารชุดใหม่พอดี ทำให้ง่ายต่อการดึงมือดีบางคน ออกมาอยู่พีพีทีวี ในขณะที่กลุ่มผู้บริหารใหม่ในช่อง 3 กำลังคนดันคนใหม่ๆจากกลุ่มเอไอเอสเข้ามาบริหารแทน หลังจากนั้นในเดือนเมษายน 2561 ก็ดึง “พลากร สมสุวรรณ” อดีตเอ็มดีช่อง 7 เข้ามาเป็นรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่พีพีทีวีอีกคน ทำให้พีพีทีวีกลายเป็นช่องที่รวมผู้บริหารจากทั้งช่อง 3 และช่อง 7 มารวมตัวกันได้เป็นครั้งแรก ในช่วงครึ่งปีแรก พีพีทีวีภายใต้การนำของ สุรินทร์ ประกาศว่า พีพีทีวีจะเดินหน้าสู่การเป็น World Class TV ด้วยการซื้อลิขสิทธิ์รายการบันเทิงต่างประเทศ, สารคดีอินเตอร์ และเริ่มผลิตรายการวาไรตี้ในประเทศ เข้ามาเสริมผังเพื่อค่อยๆปรับเปลี่ยนจากช่องเด่นด้านกีฬามาเป็นช่องวาไรตี้บันเทิงบ้าง แต่ผลตอบรับในช่วงแรกยังไม่ค่อยกระเตื้องขึ้นมากนัก เพราะรายการใหม่ๆที่จัดหา และผลิตมานั้นยังไม่สามารถเรียกผู้ชมได้ การถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกต่างประเทศ และรายการข่าว จึงยังคงเป็นรายการหลักของช่องที่เรียกความนิยมเรตติ้งได้มากที่สุด ตัวเลขเรตติ้งเฉลี่ยช่องลดลงจากอันดับที่ 11 ในเดือนพฤษภาคม ตกลงไปอยู่อันดับที่ 15 ในเดือนมิถุนายน และกรกฏาคม ก่อนกลับขึ้นมาในอันดับ 11 ในเดือนสิงหาคม ด้วยการได้สิทธิถ่ายทอดกีฬาเอเชียนเกมส์จากเวิร์คพอยท์

พลิกกลยุทธ์ “ดูด” สร้างประเด็น  talk of the town 

เมื่อรูปแบบการซื้อรายการดังจากต่างประเทศมาออนแอร์ที่ช่อง ยังไม่ได้ผล พีพีทีวีเริ่มคิดหากลุยุทธ์ใหม่ ผนวกกับสภาวะเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญทำให้บรรดาผู้ผลิตรายการจากช่องใหญ่ ที่เจอพิษเศรษฐกิจ การหาสปอนเซอร์ในแต่ละรายการเป็นได้ยากมากขึ้น ผู้ผลิตหลายรายจึงต้องเล็งหาที่ใหม่ ที่มีกำลังมากพอที่จะให้การช่วยเหลือได้ จึงมาลงตัวที่พีพีทีวี

The Face Men ซีซัน 2  จากค่ายกันตนาเป็นรายการแรกที่มาตกลงกับช่องพีพีทีวี หลังจากไม่สามารถตกลงกับช่อง 3 ได้ มาในช่วงที่พีพีทีวีกำลังหารายการบันเทิงมาเพิ่มฐานคนดูให้ช่อง อีกทั้งยังตอบโจทย์ กลุ่มผู้ชมระดับ World Class ให้ช่องได้ แต่พลังของ The Face ยังไม่มีมากพอที่จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับช่องได้มาก เพราะเป็นรายการเจาะเฉพาะกลุ่ม ยังไม่ Mass พอ จากผลการออกอากาศในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม มีเรตติ้งเฉลี่ยทั้งรายการอยู่ที่ 0.222 เมื่อเทียบกับซีซันแรก ออกอากาศที่ช่อง 3 ได้เรตติ้งเฉลี่ย 1.380 แต่หากเทียบกับเรตติ้งเฉลี่ยของช่องช่วง 11 เดือนของปีนี้ ที่อยู่ในระดับ 0.161 ก็นับได้ว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง

ประเด็น Talk of the town แสดงถึงพลังการดูดครั้งแรก คือ การดึงรายการ The Vocie  Thailand ซีซัน 7 ออกมาจากช่อง 3 ได้สำเร็จ

กรณี The Voice เป็นปัญหาจากสภาวะเศรษฐกิจ ผู้ผลิตรายการหารายได้จากสปอนเซอร์ได้ยากลำบากมากขึ้นจากโมเดล การให้เช่าเวลาของช่อง 3 แม้ว่าในการเจรจาช่วงแรก ช่อง 3 ยินยอมลดราคาค่าเช่าเวลาให้เป็นกรณีพิเศษ แต่ผู้ผลิตรายการก็ยังไม่สามารถอยู่ได้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงสปอนเซอร์หลัก เมื่อพีพีทีวียื่นมา จึงเกิดการย้ายข้ามช่องอย่างกระทันหัน

รายการ The Voice เริ่มออกอากาศทางช่องพีพีทีวี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ออกอากาศไปแล้ว 5 ตอน ได้เรตติ้งเปิดตัวที่ 0.575 และสูงสุดในชณะนี้อยู่ที่ 0.969 ในตอนที่ 4 แม้จะเทียบกับเรตติ้งที่ออกอากาศในช่อง 3 ไม่ได้ แต่ก็กลายเป็นรายการบันเทิงในประเทศที่มีเรตติ้งสูงสุดของช่องแล้ว

อีกรายการที่เป็น Talk of the town คือ การดูด “กิ๊ก ดู๋” จากรังช่อง 7 ชนิดที่เกิดดราม่าตามมามากมาย แต่อย่างไรก็ตาม เทปแรกของ “กิ๊ก ดู๋” ในช่องพีพีทีวี จะเริ่ม 8 มกราคมปีหน้า โดยเป็นการประเดิมด้วย “ตูน บอดี้แสลม” โดยที่ช่องคาดหวังสูงมากว่า อย่างน้อยต้องได้เรตติ้งเกิน 1

ดูดต่อเนื่อง ดึงดาราเข้าสังกัด

ไม่จบแค่ดูดรายการ เมื่อมีรายงานข่าวว่า พีพีทีวีกำลังเจรจากับนักแสดงดังหลายราย ที่อยู่ในสังกัดช่องใหญ่ทั้งช่อง 7 และช่อง 3 แต่ก็มีข้อสรุปในเบื้องต้นกับ “ปุ๊กลุก-ฝนทิพย์ วัชรตระกูล” จากช่อง 7 เป็นคนแรก เหตุผลทำไม พีพีจึงต้อง “ดูด” นักแสดง มาจากแผนการเริ่มต้นผลิตละคร ทันทีที่พีพีทีวีประกาศแผน มีผู้จัดละคร จากช่องใหญ่เข้ามารุมล้อมมากมาย แต่ปัญหาหลักที่ได้รับฟีดแบคจากบรรดาผู้จัด คือ หานักแสดงแม่เหล็กมาเล่นไม่ได้ เมื่อไม่มีนักแสดงของตัวเอง จึงจำเป็นต้องดึงดาราดังๆที่กำลังหมดสัญญากับช่องใหญ่มาเป็นนักแสดงในสังกัด เพราะมีความเชื่อมั่น นักแสดงดัง และรายการดัง คือก้าวแรกของการสร้างชื่อเสียงให้กับช่องใหม่อย่างพีพีทีวี และจะช่วยดึงฐานคนดูชุดใหม่มาเข้าช่องได้ ทั้งนี้พีพีทีวี ได้เริ่มทยอยเปิดละครไปแล้วหลายเรื่อง โดยคาดหมายว่าจะเริ่มออนแอร์ได้ในกลางปีหน้า โดยวางผังไว้ในช่วงเวลาทองหลังข่าว ในวันพุธ-ศุกร์ ชนิดที่พร้อมชนกับละครทุกช่องที่มีอยู่ในตลาด การที่จะสู้กับทุกช่องได้ นอกเหนือจากเรื่อง บท แล้ว ดารานำ จึงเป็นเรื่องใหญ่ ที่พีพีทีวีต้องใช้พลังเงินในการลงทุนอย่างเต็มที่

ทุ่มทุนหนักปีละ กว่าพันล้าน

ในระดับสเกลการลงทุนจากพลังดูดเหล่านี้ คาดการณ์ว่าพีพีทีวีจะใช้เงินไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท เริ่มจากรายการ The Voice ที่ซื้อลิขสิทธิ์ และจ้างผลิตเป็นเวลา 3 ปี มูลค่า 500 ล้านบาท สำหรับการทำปีละ 3 รายการ ตั้งแต่ The Voice Thailand, The Voice Junior และ The Vocie Senior  ออกอากาศทุกวันจันทร์หลังข่าว , กิ๊ก ดู๋ ทำสัญญาระยะยาว 2 ปี ออกอากาศต่อเนื่องทุกวันอังคารหลังข่าว ย่อมเป็นหลักร้อยล้านบาท และยังมีการผลิตละครอีกหลายเรื่อง ที่ต้นทุนแต่ละเรื่องไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ในขณะที่รายการกีฬาหลักๆที่เป็นจุดเด่นของช่อง ทั้งฟุตบอลลีกต่างประเทศ และอีกหลายชนิดกีฬา ที่มีข่าวว่าพีพีทีวีจะยังคงทุ่มทุนซื้อลิขสิทธิ์ต่อเนื่อง ก็คาดว่าจะต้องใช้เงินหลักร้อยล้านบาท นี่ยังไม่รวมการผลิตรายการอื่นๆในช่องอีกมากมาย การลงทุนหนักขนาดนี้ หากไม่ใช่ช่องเศรษฐีจริงๆ ก็คงทำไม่ได้ แต่คำถามที่ตามมาคือ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พีพีทีวีได้ทุ่มทุนหนักระดับพันล้านไปทุกปี ดูดเงินจากผู้ถือหุ้นใหญ่ไปมาก แต่ก็ยังสถานะเป็นช่องในกลุ่ม HD ที่มีเรตติ้งต่ำสุดในกลุ่มนี้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...