โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ม.เกษตร’ มาเหนือ!! เสนอสูตรใหม่แก้ปัญหาเทอร์มินอล 2

The Bangkok Insight

เผยแพร่ 18 ต.ค. 2561 เวลา 10.34 น. • The Bangkok Insight

ไม่ต้องตามไอซีเอโอ! ไม่ต้องเข้าข้าง ทอท.! ม.เกษตร วาดสูตรใหม่แก้ปัญหาเทอร์มินอล 2 เสนอเวนคืนที่ดิน 1,200 ไร่สร้างรันเวย์ระยะไกล แล้วขยับเทอร์มินอล 2 ไปอยู่ระหว่างรันเวย์แทน

ดร.นวทัศน์ ก้องสมุทร อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 (Terminal 2) ตามแผนแม่บท (Master Plan) สนามบินสุวรรณภูมิฉบับใหม่ปี 2561 เนื่องจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่า ทำไมถึงเลือกแนวทางนี้ ทั้งนี้มีแนวทางตามมาสเตอร์แพลนฉบับเดิมอยู่แล้ว

ขณะเดียวกันก็พบว่าการสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ในทิศตะวันออกของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 ตามมาสเตอร์แพลนปี 2561 มีข้อเสีย 2 ด้าน

1) อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ไม่มีความสมดุลเรื่องความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและความสามารถในการรองรับเครื่องบิน เพราะ ทอท. ตั้งเป้าหมายจะให้อาคารหลังนี้รองรับผู้โดยสารได้ 30 ล้านคนต่อปี แต่มีหลุมจอดระยะประชิด (Contact Gate) แค่ 14 หลุมจอดเท่านั้น

ถ้าลองเปรียบเทียบกับสนามบินอื่น เช่น อาคารผู้โดยสารในสนามบินดอนเมือง ซึ่งก่อนหน้านี้วางแผนให้รองรับผู้โดยสารได้ 35 ล้านคนต่อปี ก็มีหลุมจอดระยะประชิดถึง 30 หลุมจอด แต่อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ในสนามบินสุวรรณภูมิ วางแผนจะก่อสร้างหลุมจอดระยะประชิดเพียง 14 หลุมจอด ซึ่งไม่เพียงพอต่อรองรับผู้โดยสารถึง 30 ล้านคนต่อปี

นอกจากนี้ การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ในบริเวณด้านทิศตะวันออก ติดกับอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 จะส่งผลให้สนามบินสุวรรณภูมิต้องเสียหลุมจอดเครื่องบินระยะไกล (Remote parking) และในแผนของ ทอท. ไม่มีการก่อสร้างหลุมจอดเครื่องบินระยะไกลขึ้นมาทดแทน

ทั้งนี้ หลุมจอดเครื่องบินระยะไกล มีความสำคัญสำหรับสายการบินที่มีฐานอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะเครื่องบินขนาดเล็กที่ต้องจอดพักค้างคืนหรือเที่ยวบินระยะไกล (Long Haul) ที่ต้องรอรับผู้โดยสาร ซึ่งปัจจุบันสายการบินที่ใช้พื้นที่ดังกล่าวคือ บางกอกแอร์เวย์สและการบินไทย

2) การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 ใช้วงเงินสูงถึง 42,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าการขยายอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 1 ด้านตะวันตกและด้านตะวันออก (West Wing &East Wing) ที่ใช้เงินลงทุนเพียง 10,000-20,000 ล้านบาท แต่ก็สามารถรองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน

ค้านเทอร์มินอล 2 ก็ไม่จำเป็นต้องเดินตามไอซีเอโอ

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เห็นด้วยกับการใช้มาสเตอร์แพลนขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่จัดทำไว้ตั้งแต่ปี 2554 เนื่องจากผลการศึกษาดังกล่าวจัดทำไว้ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งตอนนี้สมมุติฐานและตัวเลขต่างๆ ก็เปลี่ยนไปมากแล้ว

“ตอนนี้ทุกคนพยายามอ้างอิงไอซีเอโอ แต่ต้องเรียนว่าไอซีเอโอศึกษา ในฐานะที่ปรึกษา ไม่ได้ศึกษาในฐานะหน่วยงานสากลที่จะมาบอกเราว่าอะไรถูกอะไรผิด แล้วก็ศึกษาเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ด้วยสมมุติฐานเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยถึงเราจะไม่ด้วยกับการสร้างเทอร์มินอล 2 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำตามสิ่งที่ไอซีเอโอทำไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว” ดร.นวทัศน์กล่าว

สำหรับผลการศึกษาของไอซีเอโอ แม้จะเสนอให้ก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารเทียบเครื่องบิน A ขนาดย่อม (Concourse A Anex) ในบริเวณดังกล่าว ไม่ใช่โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 แต่ก็พบว่าแบบของไอซีเอโอสามารถพัฒนาเป็นอาคารผู้โดยสารได้และส่วนตัวก็เห็นด้วยกับการก่อสร้างในบริเวณดังกล่าว แต่ปัญหาคือ ไอซีเอโอระบุให้อาคารรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 10 ล้านคนต่อปีเท่านั้น ไม่ใช่ 30 ล้านคนต่อปี ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งนี้ด้วย 2 สาเหตุข้างต้น จึงเห็นว่าไม่ควรเดินหน้าโครงการนี้ต่อ

หนุนขยายอาคารผู้โดยสารเดิมก่อน

ดร.นวทัศน์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันแม้อาคารผู้โดยสารแห่งที่ 1 ในสนามบินสุวรรณภูมิ จะมีจำนวนผู้โดยสารถึง 60 ล้านคนต่อปี มากกว่าความสามารถในการรองรับซึ่งอยู่ที่ 45 ล้านคนต่อปี แต่ในเชิงปฏิบัติแล้ว ปริมาณผู้โดยสารก็ไม่ได้ล้นตลอดเวลา จึงยังพอรองรับผู้โดยสารได้ในระดับหนึ่ง

ในระหว่างนี้ ทอท. จึงควรขยายการขยายอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 1 ด้านตะวันตกและด้านตะวันออก ตามมาสเตอร์แพลนฉบับเดิมก่อน เนื่องจากอาคารถูกวางแผนมาเช่นนั้นตั้งแต่แรก ทำให้มีความลงตัว สมดุล และเพียงพอต่อความต้องการใน 5-10 ปีข้างหน้า

อีกทั้งเป็นโครงการที่ควรลงทุนก่อน เพราะถ้า ทอท. เดินหน้าพัฒนาอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 ในตอนนี้ ก็ต้องลงทุนสร้างระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automated People Mover: APM) และระบบสายพานลำเลียงกระเป๋า. (Baggage Handling System: BHS) ใหม่ทั้งหมด

เสนอเวนคืน 1,200 ไร่ ปรับแผนรันเวย์ 4

อย่างไรก็ตาม สนามบินสุวรรณภูมิยังมีประเด็นใหญ่ ที่ต้องเร่งแก้ไขมากกว่า คือเรื่องความสามารถในการรองรับเครื่องบินที่ไม่เพียงพอและเกิดคอขวดในเขตการบิน (Airside) ซึ่งก็ทำให้สนามบินเกิดความแออัดเช่นกัน โดยมาสเตอร์แพลนปี 2561 กำหนดให้สนามบินสุวรรณภูมิมีรันเวย์ 4 แห่ง ได้แก่ รันเวย์ที่ 1 ด้านทิศตะวันตกและรันเวย์ที่ 2 ด้านทิศตะวันออก ซึ่งในอนาคตก็จะมีการก่อสร้างรันเวย์ที่ 3 ในฝั่งตะวันตก และรันเวย์ที่ 4 ในฝั่งตะวันออก คู่ขนานและอยู่ใกล้เคียงกับรันเวย์เดิม

แผนดังกล่าวจะรองรับเที่ยวบินได้ 134 เที่ยวบินต่อชั่วโมง หรือคิดเป็นปริมาณผู้โดยสารราว 120-130 ล้านคนต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายในการขยายสนามบินสุวรรณภูมิให้รองรับผู้โดยสารได้ถึง 150 ล้านคนต่อปี โดยส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่มีเพียงพอต่อการขยายสนามบินสุวรรณภูมิในเฟส 4 ที่จะมีการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 2 (Satellite) เพิ่มเติมด้วย

ดังนั้น จึงเสนอให้ ทอท. ปรับแผนสร้างรันเวย์แห่งที่ 4 ให้อยู่ห่างจากรันเวย์แห่งที่ 2 เพิ่มขึ้นจาก 400 เมตร เป็น 1,100 เมตร เพราะจะทำให้เครื่องบินสามารถขึ้นลงรันเวย์แห่งที่ 4 ได้อย่างอิสระ ส่งผลให้ความสามารถในการรองรับเครื่องบินเพิ่มขึ้นอีก 30 เที่ยวบินต่อชั่วโมง

การปรับแผนรันเวย์นี้เป็นเรื่องจำเป็นและเร่งด่วนมากกว่าการขยายอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 เพราะต้องใช้เวลาเตรียมพื้นที่หลายปีและต้องเวนคืนที่ดินจากประชาชนอีก 1,200 ไร่ ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังมีบ้านเรือนไม่หนาแน่น แต่ 5 ปีหลังจากนี้คงมีความหนาแน่นมากขึ้นและไม่สามารถดำเนินการได้โดยง่าย

สูตรใหม่! สร้างเทอร์มินอล 2 ระหว่างรันเวย์

ถ้าสามารถปรับแผนการก่อสร้างรันเวย์แห่งที่ 4 ให้ห่างออกไปได้ตามแนวทางดังกล่าว ทอท. ก็สามารถสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 ในทิศตะวันออกได้ แต่ควรเปลี่ยนที่ตั้ง ให้มาอยู่ระหว่างรันเวย์ที่ 2 และรันเวย์ที่ 4 แทน เพราะจุดนี้จะทำให้อาคารรองรับผู้โดยสารได้ถึง 30 ล้านคนต่อปีอย่างเป้าหมาย เพราะจะไม่เกิดคอขวดในเขตการบินอย่างแน่นอน

การสร้างอาคารในจุดใหม่ ยังส่งผลดีต่อการขึ้นลงของเครื่องบินและลดการเสียเวลาบนทางวิ่ง (Taxi Way) ให้น้อยลง เพราะจุดนี้อยู่ทางทิศเหนือ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสลมของสนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 ทางทิศใต้ ตามมาสเตอร์แพลนฉบับเดิม ก็สามารถทำได้ แต่ก็ให้เลื่อนการลงทุนจากเฟส 5 เป็นไปเฟส 6 แทน

เสนอรัฐบาลรื้อมาสเตอร์แพลนสุวรรณภูมิใหม่

ดร.นวทัศน์ กล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้นำเสนอแนวคิดทั้งหมด ให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและกระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว โดยแนบอยู่ในผลการศึกษาแผนแม่บทสนามบินทั้งประเทศ

แต่ยอมรับว่าการปรับแผนรันเวย์ที่ 4 และปรับที่ตั้งอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 ตามแนวคิดดังกล่าว เป็นไปได้ยากในขณะนี้ เพราะโครงการก่อสร้างรันเวย์แห่งที่ 3 และแห่งที่ 4 ขออนุมัติรายงานวิเคราะห์ทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) มา 4 ปีแล้วและยังไม่ได้รับความเห็นชอบ ถ้าหากปรับแบบรันเวย์แห่งที่ 4 ในตอนนี้ ก็เท่ากับว่าต้องเสนอขออนุมัติ EHIA ใหม่ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เห็นว่า ทอท. ควรทบทวนมาสเตอร์แพลนครั้งใหญ่ คือปรับสมมุติฐานใหม่ทั้งหมด แล้วเลือกข้อดีข้อเสีย เพื่อกำหนดแนวทางที่ดีที่สุดในการพัฒนาสนามบิน โดย ทอท. จะศึกษาเองก็ได้ หรือจะจ้างที่ปรึกษาใหม่ หรือจะหยิบยกข้อเสนอดังกล่าวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปพิจารณาก็ได้ แต่ควรทำให้ลึกซึ้งและชัดเจน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...