โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ : ชาวโรมันดวงตกในอียิปต์ กับประวัติศาสตร์ของทาสแมว

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 ก.พ. 2563 เวลา 04.15 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2563 เวลา 04.15 น.

ในหมู่ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ทาสแมว” นั้น มักจะมีการยกประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งที่ชวนให้เชื่อกันว่า มนุษย์นั้นเป็นทาสของแมวมานานแล้ว

โดยเรื่องของเรื่องนั้นมีอยู่ว่า มีชาวโรมันดวงตกคนหนึ่ง ได้พลั้งมือทำแมวตัวหนึ่งตายลงไป ประเด็นสำคัญก็คือ ชาวโรมันไม่ทราบทั้งเพศและอายุคนนี้เผลอไปทำให้แมวตายที่ไหนไม่ทำ ดันไปทำเอาที่อียิปต์ ในยุคที่ยังปกครองกันด้วยระบบฟาโรห์นี่แหละ

ทีนี้ก็เป็นเรื่องเลยสิครับ เพราะพวกอียิปต์โบราณเขามีธรรมเนียมปฏิบัติว่า ถ้ามนุษย์หน้าไหนกล้าดีไปทำให้ “แมว” เสียชีวิตแล้วละก็ โทษนั้นคือ “ตาย” สถานเดียวเท่านั้น

และก็เป็นด้วยเหตุผลเช่นนี้เอง ที่ทำให้มวลมหาประชาชนชาวอียิปต์ในยุคนั้น ได้ทำการรุมประชาทัณฑ์ชาวโรมันคนที่ว่ากันจนเสียชีวิตตามแมวไปภายในบ้านของเขาเองนี่แหละ

 

ในช่วงเวลานั้น อียิปต์มีกษัตริย์ผู้ปกครองที่ทรงพระนามว่า ฟาโรห์ทอเลมีที่ 12 (Ptolemy XII, ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.463-492) ซึ่งไม่ได้มีบรรพชนเป็นชาวอียิปต์แต่อย่างใด เพราะสืบเชื้อสายความเป็นกรีก

มาจากมาซิดอน (Macedon, คือบริเวณประเทศมาซิโดเนียในปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นปริมณฑลทางวัฒนธรรมของกรีกโบราณ) อันเป็นลูกหลานของนายพลคนสนิทของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great, ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.207-220) ที่ได้รับความไว้วางพระทัยให้ปกครองอียิปต์ ต่างพระเนตรพระกรรณ หลังจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทรงยึดครองอียิปต์ได้ จนสืบทอดอำนาจต่อมากลายเป็น “ราชวงศ์ทอเลมี” (Ptolemy dynasty) ในที่สุด

ดังนั้น ฟาโรห์ทอเลมีที่ 12 จึงอาจจะไม่ได้ทรงพระ “อิน” กับวัฒนธรรมการบูชาแมว และบรรดาสัตว์ทั้งหลายของชาวอียิปต์เมื่อครั้งกระโน้นเท่าไหร่นัก

เมื่อเกิดเหตุรุนแรงดังนี้เข้า พระองค์จึงทรงพยายามที่จะเข้ามาแทรกแซง โดยส่งเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาไกล่เกลี่ย

แต่ก็ไม่เป็นผลหรอกครับ เจ้าหน้าที่นายนั้นเองก็คงจะทำได้แต่นิ่งงันในสถานการณ์ เพราะสุดท้ายชาวโรมันคนนั้นก็ต้องตายตามแมวตัวนั้นไปอยู่ดี

 

เหตุการณ์ทั้งหมดที่ผมเล่ามานี้มาจากปากคำของนักประวัติศาสตร์เชื้อสายกรีกรุ่นเก่า ระดับเก๋ากึ้กอีกคนหนึ่งที่ชื่อ ดิโอดอรุส ซิคุลุส (Diodorus Siculus, พ.ศ.453-513)

โดยท่านได้บันทึกเหตุการณ์เอาไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนา ระดับคัมภีร์มหากาพย์ ที่ชื่อว่า “Bibliotheca historica” หรือที่รู้จักในโลกภาษาอังกฤษว่า “Historical Library” โดยอาจจะแปลหนังสือชื่อเป็นภาษาไทยได้ว่า “ห้องสมุดประวัติศาสตร์”

ซิคุลุสยังย้ำไว้ด้วยว่า เหตุการณ์ประชาทัณฑ์สะเทือนขวัญที่ว่านี้ เป็นสิ่งที่ท่านได้เห็นมากับตาของตัวเอง ระหว่างที่ท่องเที่ยวอยู่ในอียิปต์อีกด้วย

ในหนังสือ “ห้องสมุดประวัติศาสตร์” ของซิคุลุสนั้น บันทึกเหตุการณ์เรื่องชาวโรมันดวงตกที่ไปทำเอาแมวตายคนนี้ไว้ในบรรพแรก จากจำนวน 40 บรรพของหนังสือเล่มนี้ และบรรพแรกที่ว่านี้ก็คือ บรรพที่ว่าด้วย อียิปต์ นั่นเอง

การที่ซิคุลุสยกเอาเรื่องราวของอียิปต์ขึ้นไว้เป็นบรรพแรกของหนังสือเล่มนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของอียิปต์ในสายตาของกรีก และน่าจะหมายรวมไปถึงชนชาติอื่นๆ ในยุคคลาสลิคของยุโรป โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาต่อไปว่าบรรพอื่นๆ ที่เหลือของหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วย บรรพที่ 2 ซึ่งว่าด้วยเรื่องของ เอเชีย (เนื้อหาส่วนใหญ่อุทิศให้อัสสิเรีย), บรรพที่ 3 ว่าด้วยแอฟริกา (เอธิโอเปีย, ลิเบีย, เหมืองทองในอียิปต์ และอ่าวเปอร์เซีย), บรรพที่ 4 เทพปกรณ์ต่างๆ ของกรีก, บรรพที่ 5 ยุโรป ซึ่งคุณทวดก็ได้พรรณนาถึงภูมิศาสตร์ของยุโรปทั้งในส่วนของภาคพื้นแผ่นดิน และหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คาบสมุทรไอบีเรีย คาบสมุทรอิตาลี และรวมถึงเกาะอังกฤษ, บรรพที่ 6-10 ว่าด้วยสงครามกรุงทรอย และประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ส่วนหลังจากบรรพที่ 11-40 นั้น ว่าด้วยเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ช่วงหลัง พ.ศ.63 เป็นต้นไป

จะเห็นได้ว่า ช่วงบรรพแรกๆ ในตำราประวัติศาสตร์เล่มดังกล่าว พูดถึงแอ่งอารยธรรมใหญ่ๆ ในสายตาของพวกกรีกยุคโน้น

ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ซิคุลุสจะพยายามรวบรวมเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับอารยธรรมเหล่านั้น รวมถึงเรื่องชาวโรมันดวงตกที่ว่า มารวมอยู่ในบรรพที่ว่าด้วยอียิปต์

ทั้งๆ ที่ถ้าจะนับกันจากปีศักราชที่เกิดเหตุนั้น เหตุการณ์นี้ก็ไม่น่าจะไปโผล่อยู่ในบรรพแรกสุดได้ เพราะเป็นเรื่องในสมัยของฟาโรห์ทอเลมีที่ 12 อันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลัง พ.ศ.63 (ซึ่งหากไล่เรียงตามลำดับเวลาแล้ว ก็ควรอยู่ในบรรพที่ 11 ลงมา มากกว่าจะเขียนไว้ในบรรพแรกสุด) มากถึง 400 ปีเศษเลยทีเดียว

ดังนั้น ซิลิคุสจึงพาดพิงเรื่องของชาวโรมันคนดังกล่าว เพื่อทำให้เห็นถึงภาพรวมของความเป็นอียิปต์ มากกว่าที่จะเล่าถึงมันในฐานะอื่นใด เพราะในหนังสือห้องสมุดประวัติศาสตร์เอง ก็ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์รุมประชาทัณฑ์ที่ว่ามากไปกว่านี้

 

แน่นอนว่าความเป็นอียิปต์ในกรณีนี้ก็คือ ความแปลกประหลาดพิกลของชาวอียิปต์ที่บูชาสัตว์ต่างๆ ราวกับเป็นเทพเจ้า โดยเฉพาะ เจ้าแมวตัวน้อย แต่เอาเข้าจริงแล้ว ชาวโรมันคนนั้นจะต้องตายเพราะไปทำเจ้าเหมียวตัวหนึ่งตายเพียงเท่านี้จริงๆ หรือครับ?

ร่องรอยสำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่ควรจะมองข้ามไปก็คือ การที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในรัชกาลของฟาโรห์ทอเลมีที่ 12 นี่เอง เพราะฟาโรห์องค์นี้ถูกมองว่าเป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ เอาแต่พระทัยตนเอง ชมชอบในการเสวยน้ำจัณฑ์ และสนพระทัยแต่ในเรื่องของดนตรีการ

จนกระทั่งถูกตั้งพระฉายานามเป็นภาษากรีกอย่างเย้ยหยันว่า “อูเลเทส” (Auletes) แปลว่า “นักเป่าฟลุต” โดยสื่อถึงการใช้ชีวิตที่ห่วงแต่การเสวยสุขของพระองค์

แถมในช่วงระหว่างรัชกาลของพระองค์นั้น ฟาโรห์ทอเลมีที่ 12 ก็ทรงเคยลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่กรุงโรม และมีการขออำนาจของโรมให้ช่วยสนับสนุนพระองค์อีกด้วย

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ฟาโรห์องค์นี้ยังทรงเป็นพระราชบิดาของฟาโรห์สาวสวย ที่มีชื่อเสียงที่สุดองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์อียิปต์อย่าง “พระนางคลีโอพัตรา” (Cleopatra, ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.492-531 แต่บ้างก็ว่าครองราชย์ถึง พ.ศ.533)

ซึ่งหากใครพอทราบถึงประวัติของพระนางอยู่บ้าง ก็คงจะเห็นได้ชัดถึงอิทธิพลโรมันที่คุกคามเข้ามาในอียิปต์ ในช่วงรอยต่อระหว่างรัชสมัยของฟาโรห์ทอเลมีที่ 12 มาจนถึงสมัยของฟาโรห์สาวสวยคลีโอพัตรา

ดังนั้น เหตุการณ์รุมประชาทัณฑ์ชาวโรมันดวงตกคนนี้ จึงอาจจะไม่เกี่ยวกับการที่ชาวอียิปต์โบราณบูชาแมวเป็นเทพเจ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจจะมีนัยยะทางการเมืองที่ผสมผเสอยู่ด้วย

 

และอันที่จริงแล้ว ธรรมเนียมการชดใช้ชีวิตให้กับสัตว์ ซึ่งชาวอียิปต์ถือว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็ไม่ได้มีเฉพาะกับแมวเท่านั้นหรอกนะครับ พยานอยู่ในหนังสือ “Historiai” หรือที่รู้จักกันในโลกภาษาอังกฤษว่า “The Histories” ของบุคคลระดับที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์โลกอย่าง “เฮโรโดตุส” (Herodotus, พ.ศ.58-118) เพราะท่านได้บันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“สัตว์ทุกตัวนั้น พวกอียิปต์ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สัตว์บางชนิดอยู่กับคน บางชนิดไม่อยู่กับคน แต่ถ้าข้าพเจ้าจะพูดถึงเหตุผลว่า ทำไมสัตว์เหล่านี้จึงถูกเทิดทูนว่าศักดิ์สิทธิ์ ก็จะกลายเป็นการพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเทพยดาไป ซึ่งข้าพเจ้าประสงค์เป็นอย่างยิ่งที่จะไม่พูดถึงสิ่งเหล่านี้…ถ้าผู้ใดฆ่าสัตว์เหล่านี้แม้แต่ตัวเดียว โดยถ้ากระทำโดยเจตนาโทษก็คือความตาย แต่ถ้ากระทำโดยไม่เจตนา โทษก็จะถูกกำหนดตามแต่พวกนักบวชจะเห็นควร ส่วนผู้ใดที่ฆ่านกช้อนหรือฆ่าเหยี่ยว ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ โทษทัณฑ์จะมีแต่ความตายเพียงสถานเดียวเท่านั้น”

ดังนั้น ต่อให้เจ้าสัตว์ที่ชาวโรมันคนนั้นพลั้งมือฆ่าไปนั้นไม่ใช่แมว แต่เป็นหมู หมา กา ไก่ นกช้อน เหยี่ยว หรือสารพัดสัตว์ตัวไหน ชาวโรมันดวงตกคนนี้ก็คงไม่แคล้วที่จะโดนประชาทัณฑ์ไปได้อยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อเหตุเกิดในช่วงเวลาที่อำนาจจากโรมได้ยื่นขยายเข้าไปในแผ่นดินอียิปต์

ในกรณีนี้เจ้าแมวตัวที่ตายจึงอาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับบังหน้า มากกว่าที่จะแสดงให้เห็นว่า มนุษย์นั้นเป็นทาสของแมวมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยอียิปต์ ยังปกครองกันด้วยฟาโรห์ไม่ใช่หรือครับ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...