โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต้าน "เซนทาโก" สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่แนะโรงงานพิจารณาใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ก.ค. 2563 เวลา 03.22 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2563 เวลา 02.52 น.
หวั่นกระทบ - ชาวบ้าน จ.สระบุรีได้ร่วมตัวกันร้องเรียนผู้แทนจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินถึงผลที่คาดว่าจะได้รับหากมีการก่อสร้างโรงงานไก่เซนทาโก

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่สร้างโรงงานไก่เซนทาโก จ.สระบุรี แนะบริษัทกลับไปพิจารณาใหม่ เหตุชาวบ้านคัดค้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม

หลังจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณตำบลหนองยาว และตำบลปากข้าวสาร จังหวัดสระบุรี ประมาณ 1,000 คน ได้ร่วมกันลงชื่อเพื่อคัดค้านและขอความเป็นธรรมไปยังศูนย์ดำรงธรรม จ.สระบุรี องค์การบริหารส่วนตำบลหนองยาว นายอำเภอเมือง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงอุตสาหกรรม คณะกรรมาธิการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ช่วยตรวจสอบกรณีบริษัท สยามเซ็นทาโกฟาร์ม จำกัด หนึ่งในผู้ประกอบการปศุสัตว์ครบวงจรได้ยื่นขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานฆ่าและชำแหละเนื้อไก่ โรงงานผลิตอาหารแปรรูป และอื่น ๆ มูลค่าหลายพันล้านบาท บนพื้นที่รวมเกือบ 300 ไร่ บริเวณติดริมถนนพหลโยธิน ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 102-103 อยู่ห่างจากใจกลางเมืองสระบุรีเพียง 2.5 กม. กินพื้นที่ 2 ตำบล คือ หนองยาว และปากข้าวสาร โดยชาวบ้านมีความกังวลต่อผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการใช้น้ำอุปโภค บริโภค ปัญหาน้ำเสียและกลิ่นเหม็นรุนแรงนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สตผ.) นำโดย นายสมศักดิ์ สุวรรณรุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมคณะได้ลงพื้นที่จังหวัดสระบุรี เพื่อเข้าประชุมร่วมกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ หน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง อบต.ปากข้าวสาร อบต.หนองยาว รวมถึงเจ้าหน้าที่บริษัทและตัวแทน เพื่อตรวจสอบกรณีคัดค้านการก่อสร้างโรงงานฆ่าชำแหละเนื้อไก่ของบริษัท สยามเซ็นทาโกฟาร์ม จำกัด และรับฟังสภาพปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งช่วงบ่ายมีการลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณที่มีการร้องเรียนบริเวณลำคลองหนองยาว อำเภอเมืองสระบุรี เพื่อรวบรวมข้อมูลที่จะมีการก่อสร้างโรงงานชำแหละไก่ และนำไปพิจารณาถึงผลกระทบทุกด้าน

นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี เขต 1 พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีการลงพื้นที่จังหวัดสระบุรี เพื่อเข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นระหว่างตัวแทนของบริษัท และตัวแทนชาวบ้าน ต.ปากข้าวสาร และ ต.หนองยาว ซึ่งในที่ประชุมได้ให้ทั้ง 2 ฝ่ายรายงานข้อมูลโครงการถึงปัจจุบัน โดยทางผู้ตรวจการได้ให้เจ้าหน้าที่จดบันทึกผลการประชุม รวมถึงประเด็นคำถามที่ทางบริษัทไม่สามารถตอบได้ ซึ่งส่วนใหญ่ ส.ส.ได้มีการตั้งคำถาม เช่น 1.โรงงานจะใช้แหล่งน้ำจากที่ใด 2.การปล่อยน้ำทิ้งจะปล่อยตรงบริเวณใด ถ้าหากมีการบำบัดแล้ว ชาวบ้านจะเชื่อใจได้อย่างไรว่าน้ำมีความสะอาด 3.ทางเข้าโรงงานจะมีการวิ่งรถวันละกี่เที่ยว เพราะปากทางอยู่ห่างจากโรงเรียนบ้านปากข้าวสาร ประมาณ 200 กว่าเมตร มีนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมต้น ตอนเช้าและตอนเย็นจะมีรถผู้ปกครองมารับนักเรียนเป็นจำนวนมาก จะทำอย่างไร ซึ่งทางโรงงานตอบได้เพียงว่า พื้นที่ดังกล่าวสามารถก่อสร้างได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่สีเขียว และเป็นโรงงานอุตสาหกรรมต่อยอดเกษตรแปรรูป แต่ถึงอย่างไรต้องหาข้อมติ เพราะตอนนี้โรงงานยังไม่มีการซื้อที่ดิน ยังไม่มีการดำเนินการ ซึ่งบริษัทสามารถโยกย้ายไปสร้างที่อื่นได้ เพราะยังไม่เสียหาย ตัวแทนต้องนำข้อมูลกลับไปพิจารณา

ทั้งนี้ หลังจากลงพื้นที่บริเวณ ต.ปากข้าวสาร และ ต.หนองยาว ทางผู้ตรวจการมองเห็นว่าประชาชนมีความเดือดร้อนจริง ๆ และมั่นใจว่าไม่ได้เป็นการจ้างมาแน่นอน ซึ่งได้คุยกับตัวแทนของบริษัทว่า ให้นำข้อมูลในส่วนนี้กลับไปพิจารณา และถ้าหากยืนยันที่จะทำการก่อสร้างคงจะเป็นเรื่องยาก เพราะชาวบ้านมีการคัดค้านเป็นจำนวนมาก

“ข้อมูลทั้งหมดทางผู้ตรวจการจะมีการสรุปว่า โรงงานตอบได้หรือไม่ สภาพพื้นที่มีความเหมาะสมหรือไม่ คาดว่าไม่เกิน 10 วัน จะสามารถสรุปข้อมูล และแจ้งมาทางผู้ว่าราชการจังหวัด และกระจายไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเพื่อเป็นข้อมูลบันทึกแนบในการตัดสินใจที่จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้มีการก่อสร้างโรงงาน”

สำหรับประเด็นเรื่องที่ดินนั้น ทางบริษัทได้มีการซื้อขายเฉพาะทางเข้าโรงงานพื้นที่ประมาณ 3 งาน เพราะตอนแรกโรงงานจะใช้ถนนส่วนบุคคลของชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านไม่ยอม โรงงานจึงไปซื้อพื้นที่เพื่อทำทางเข้า ซึ่งหากทางโรงงานจะขาย ชาวบ้านพร้อมซื้อคืน ส่วนพื้นที่ 287 ไร่ ยังไม่มีการซื้อขาย เข้าใจว่ามีการวางมัดจำบางส่วน”

นายประธีป นิลมูล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ต.หนองยาว อ.เมือง จ.สระบุรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมได้มีการชี้แจงให้กับผู้ตรวจการได้รับทราบถึงการดำเนินการของบริษัทที่ผ่านมา แม้ว่าทางบริษัทจะชี้แจงว่ามีระบบการบำบัดน้ำเสียต่าง ๆ ที่จะไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชน แต่ทางชาวบ้านไม่มีความเชื่อมั่น และยังเดินหน้าคัดค้านต่อไป ซึ่งทางผู้ตรวจการได้พูดกับทางบริษัทว่า ต้องทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้ดีกว่านี้ เพราะสิ่งแวดล้อมอย่างแหล่งน้ำเป็นหัวใจหลักของชาวบ้านที่ต้องใช้ในการอุปโภค บริโภค ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านอย่างมาก

“ส่วนพื้นที่ในการก่อสร้างนั้น ที่ดินจังหวัดแจ้งว่ามีการซื้อขายที่ดินและมีการโอนกรรมสิทธิ์ เพียง 3 งาน ปากทางเข้าโรงงาน แต่พื้นที่ 287 ไร่ที่จะทำการก่อสร้างโรงงานนั้นเป็นแค่การวางมัดจำ เราก็แจ้งไปว่าถ้าต้องการขาย ชาวบ้านพร้อมจะซื้อคืน แต่ทางบริษัทยังไม่ได้รับปากว่าจะขายคืนแต่อย่างใด ส่วนที่ดินก่อสร้างโรงงานมีเพียงการวางมัดจำ ซึ่งในใบสัญญามัดจำพื้นที่ไม่มีวันหมดอายุ ทางบริษัทจะทำการซื้อขายเมื่อไหร่ก็ได้ คาดว่าอีกนานปัญหานี้จะยืดยาวชาวบ้านต้องสู้กันต่อไป”

นายประธีป นิลมูล กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มีการเสนอแนะให้ทางบริษัทจัดทำประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็นของประชาชน อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และให้หน่วยงานราชการเป็นแม่งาน ถ้าผลมติอออกมาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก่อนการก่อสร้างโรงงานก็ให้ยึดเสียงข้างมาก ซึ่งทางบริษัทไม่ได้รับปากแต่อย่างใด ส่วนการเปิดรับฟังความเห็นของชาวบ้านเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ทางชาวบ้านบางส่วนได้มีการไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ และทำหนังสือยื่นที่ศูนย์ดำรงธรรมของอำเภอและจังหวัดว่าการประชุมในวันดังกล่าวนั้นเป็นการจัดประชุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการจัดขึ้นโดยบริษัท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...