โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

66 ปี บังคับสูญหาย หะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ โต๊ะมีนา ผู้นำทางศาสนาและการเมืองคนสำคัญของปาตานี

Khaosod

อัพเดต 13 ส.ค. 2563 เวลา 07.08 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2563 เวลา 07.08 น.

66 ปี บังคับสูญหาย หะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ โต๊ะมีนา ผู้นำทางศาสนาและการเมืองคนสำคัญของปาตานี

  • เรื่องโดย ธันยพร บัวทอง ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • วิดีโอโดย ราชพล เหรียญศิริ ผู้สื่อข่าววิดีโอบีบีซีไทย

"พี่จากน้องไป คือเพื่อไปศึกษาหาความรู้นอกประเทศเพื่อรักษาศาสนาและประเทศชาติซึ่งที่เรารัก ในการจากไปนั้น ในขณะนี้ก็กำลังเรียนที่มหาวิทยาลัยบางขวาง เมื่อไม่สำเร็จครูก็ยังไม่ให้เราออกจากเรียน เมื่อสำเร็จแล้ว เราก็ได้ออกกลับมาสอนลูก ๆ หลาน ๆ เราไปเพื่ออนาคต" ข้อความในจดหมายฉบับหนึ่งของหะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ โต๊ะมีนา ผู้นำทางศาสนาและการเมืองคนสำคัญของปาตานี ที่เขียนถึงภรรยา เมื่อ 25 ส.ค. 2493 จากเรือนจำบางขวาง จ.นนทบุรี ส่งถึงบ้านที่ปัตตานี

จดหมายของหะยีสุหลงจากเรือนจำบางขวาง จ.นนทบุรี ที่เขียนส่งถึงครอบครัวที่ จ.ปัตตานี เมื่อ 25 ส.ค. 2493 เป็นหนึ่งในจดหมายกว่า 20 ฉบับ ที่ส่งมาถึงครอบครัวระหว่างต้องโทษในข้อหากบฏในราชอาณาจักรระหว่างปี 2491-2495 / มูลนิธิอาจารย์ฮัจยีสุหลง อับดุลกอเดร์ โต๊ะมีนา

กระดาษเก่าสีน้ำตาลบรรจุเนื้อความจดหมายที่เขียนเป็นภาษาไทยข้างต้น เป็นหนึ่งในจดหมายกว่า 20 ฉบับ ที่ส่งมาถึงครอบครัวระหว่างต้องโทษในข้อหากบฏในราชอาณาจักรระหว่างปี 2491-2495 ไม่นานหลังจากยื่นข้อเสนอ 7 ประการ เพื่อสิทธิทางการปกครองและวัฒนธรรมของคนปาตานี

หลบเข้ามาไม่กี่ก้าวจากถนนรามโกมุทกลางย่านเก่ากลางเมืองปัตตานีอันจอแจ บ้านของหะยีสุหลงซึ่งได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ไม่กี่ปีมานี้ตั้งอยู่อย่างสงบเงียบ ที่นี่คือสถานที่ประวัติศาสตร์ที่หะยีสุหลงใช้จัดทำข้อเสนอ 7 ประการ ซึ่งนักวิชาการผู้ศึกษาความเป็นไปในชายแดนใต้คนหนึ่ง บอกว่าเป็นรากฐานการเรียกร้องอิสรภาพทางวัฒนธรรมของชาวมลายูมุสลิมในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ในบริเวณเดียวกันมีสุเหร่าที่เดิมเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งแรกที่ก่อตั้งโดยเขาด้วย

ชีวิตและการต่อสู้ของหะยีสุหลง โลดแล่นอยู่ในช่วง 2470-2497 ก่อนประวัติศาสตร์บันทึกฉากสุดท้ายว่าเป็นผู้ที่ถูก "รัฐ" อุ้มฆ่า บังคับสูญหายที่ทะเลสาบสงขลา พร้อมบุตรชายคนโตและเพื่อนรวม 4 คน เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2497

RACHAPHON RIANSIRI/BBC THAI

ปี 2563 ครบ66 ปีที่เขาถูกบังคับสูญหาย ภาพของหะยีสุหลงกลับมาปรากฏอีกครั้ง ผ่านป้ายประท้วงบนท้องถนนและสถานศึกษาในการชุมนุมแฟลชม็อบของคนรุ่นใหม่ เรียกร้องต่อผู้มีอำนาจเกี่ยวกับการอุ้มฆ่านอกกฎหมายนักเคลื่อนไหวหลายชีวิตที่พวกเขาเชื่อว่ากระทำโดยรัฐ

หะยีสุหลงอยู่ในทรงจำของผู้คนอย่างไร และเขาได้ทิ้งมรดกสำคัญอะไรไว้บ้าง บีบีซีไทยสนทนากับทายาทรุ่นที่สองและสามเล่าถึงชีวิตและความคิดของผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวปาตานี

ปฐมบทแห่งศรัทธา

"จริงๆ ก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรเลย สอนหนังสืออย่างเดียว เป็นห่วงชาวบ้านว่าไม่รู้ศาสนาอย่างจริงจัง"ในวัย 86 ปี เด่น โต๊ะมีนา บุตรชายคนที่สามและนักการเมืองคนสำคัญของชายแดนใต้ ย้อนเล่าถึงผู้เป็นพ่อที่เขาเห็นในช่วงวัยเยาว์และคำบอกเล่าที่ได้ยิน

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2470 หะยีสุหลงเดินทางกลับจากการเรียนวิชาศาสนาอิสลามที่นครเมกกะ เมื่อกลับมายังปาตานี ก็ได้เห็นผู้คนในบ้านเกิดยังมีความเชื่อเรื่องผีสางที่ห่างไกลจากศาสนาอิสลามที่ได้ร่ำเรียนมา หะยีสุหลงตระเวนดาวะห์ (อบรม) ชาวบ้านทั่วดินแดนปาตานี ตั้งแต่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ด้วยต้องการให้ชาวมลายูมุสลิมได้เข้าใจหลักศาสนาที่ถูกต้อง เด่นบอกว่าความฝันของบิดาในเวลานั้น คือ "ต้องให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้บ้างเรื่องศาสนา เลิกเชื่อภูตผี"

นอกจากได้รับเงินทุนส่วนหนึ่งจากพระยาพหลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎรแล้ว โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามของหะยีสุหลง ยังเคยรับการเยือนของนายปรีดี พนมยงค์ สมัยเป็น รมว.มหาดไทย / มูลนิธิอาจารย์ฮัจยีสุหลง อับดุลกอเดร์ โต๊ะมีนา

ความคิดเรื่องการก่อตั้งโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งแรกของประเทศเริ่มในช่วงปี 2472 หะยีสุหลงเลือกที่จะไม่สร้างเป็นปอเนาะซึ่งมีลักษณะเป็นส่วนบุคคล เพราะอยากให้เป็นโรงเรียนที่ไม่ได้สอนแต่ศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้การศึกษาที่เรื่องเศรษฐกิจสังคมด้วย

การก่อสร้างใช้งบประมาณราว 7,000 บาท ซึ่งได้รับเงินทุน 3,200 บาท จากพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎรและนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 หะยีสุหลงเดินทางด้วยรถไฟขึ้นไปที่กรุงเทพฯ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เมื่อสร้างเสร็จ พระยาพหลฯ ก็ได้เดินทางมาร่วมงานเปิดโรงเรียนด้วย

โรงเรียนสอนศาสนาแบบใหม่ที่ก้าวหน้าในยุคนั้นถูกให้ชื่อว่า "มัดราเซาะห์ อัลมูอารีฟ อัลว่าฏอนียะห์ ปัตตานี" เป็นศูนย์กลางที่ก่อกำเนิดศรัทธาเชื่อถือของผู้คนมลายูที่มีต่อตัวหะยีสุหลงเป็นอย่างมากในเวลาต่อมา

มูลเหตุของความหวาดระแวง และนโยบายสร้างชาติที่กดขี่ชาวมลายูมุสลิม

"ตอนนั้นทางการรู้สึกระแวงว่าใครที่ประชาชนนับถือมากก็กลัวหมด" เป็นทัศนะโดยสรุปจากเด่น โต๊ะมีนา ที่สะท้อนความเป็นไปในเมื่อหะยีสุหลงเริ่มมีบทบาทสำคัญขึ้นมาในหมู่ชาวมลายูมุสลิม

ทว่าเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยแรก (2481-2487) และเริ่ม "สร้างชาติ" ด้วยแนวทางชาตินิยมผ่านการประกาศรัฐนิยม 12 ฉบับ การขมวดรวมความเป็นชาติไทยได้บังคับให้คนในอาณาเขตรัฐไม่ว่าเชื้อชาติหรือศาสนาใดสำนึกความเป็นไทยด้วยการมีแบบแผนวิถีปฏิบัติแบบเดียวกัน

หนังสือเรื่อง "ความรุนแรงกับการจัดการความจริง : ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ" โดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อธิบายว่าข้อกำหนดรัฐนิยมที่ใช้ผ่าน พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติยุคนั้น ห้ามไม่ให้ชาวมลายูมุสลิมแต่งกายตามวัฒนธรรมมลายู ห้ามไม่ให้ตั้งชื่อและห้ามพูดภาษามลายู ห้ามนับถือศาสนาอิสลาม ทั้งยังปรากฏคำสั่งราชการบังคับให้กราบไหว้พระพุทธรูปในบางพื้นที่ หรือการใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดกและครอบครัว แทนที่การใช้กฎหมายอิสลามในศาลของสี่จังหวัดภาคใต้

นอกจากได้รับเงินทุนส่วนหนึ่งจากพระยาพหลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎรแล้ว โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามของหะยีสุหลง ยังเคยรับการเยือนของนายปรีดี พนมยงค์ สมัยเป็น รมว.มหาดไทย / มูลนิธิอาจารย์ฮัจยีสุหลง อับดุลกอเดร์ โต๊ะมีนา

การกดขี่อัตลักษณ์ของชาวมลายูหลายประการซึ่งนำมาสู่ข้อร้องเรียนเรื่องความไม่เป็นธรรมจากราษฎรในสี่จังหวัดอย่างกว้างขวางทำให้หะยีสุหลง ในฐานะประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ตัดสินใจยื่นข้อเสนอ 7 ประการต่อรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2490

"หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกฯ ตั้งกรรมการสอดส่องภาวะการณ์ใน 4 จังหวัดภาคใต้ ตอนนั้นปัญหาเยอะมาก คนเลวรีดไถ คนเดือดร้อนไม่รู้ไปหาใคร ประชาชนเดือดร้อนมาก… เมื่อหะยีสุหลงรู้ข่าวว่าจะมีคณะจากกรุงเทพฯ ก็เรียกประชุมประมาณ 100-200 คน ว่านี่ตัวแทนรัฐบาลมาแล้ว เราจะขออะไรบ้าง ก็เถียงกันไปเถียงกันมาก็ได้ 7 ข้อนี้ เป็นการเรียกร้องของประชาชน" เด่นเล่า

ข้อเสนอ 7 ประการ ของหะยีสุหลง เพื่อการปกครองในสี่จังหวัดภาคใต้

1. ขอให้มีการปกครอง ปัตตานี สตูล ยะลา และนราธิวาส โดยผู้มีตำแหน่งสูงสุดต้องเป็นมุสลิมใน 4 จังหวัดนี้ โดยได้รับเลือกจากชาวมุสลิมในพื้นที่ และมีอำนาจสูงสุดในการแต่งตั้งข้าราชการ

2. ข้าราชการใน 4 จังหวัดให้มีชาวมลายู 80%

3. ให้ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาราชการควบคู่กับภาษาไทย

4. ให้มีการศึกษาภาษามลายูในโรงเรียนชั้นประถม

5. แยกศาลศาสนาออกจากศาลจังหวัด มีโต๊ะกาลีที่มีเสรีในการพิพากษาชี้ขาดความ

6. ผลประโยชน์ใด ๆ ทางภาษีให้ใช้ใน 4 จังหวัดนี้

7. ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีเอกสิทธิ์ออกระเบียบเกี่ยวกับปฏิบัติการศาสนาอิสลาม

ถูกกกล่าวหาเป็น "กบฏแบ่งแยกดินแดน"

เมื่อรัฐบาลได้รับข้อเสนอ 7 ข้อ รัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ มีมติในเดือน ก.ค.ปีเดียวกัน ให้กระทรวงมหาดไทยไปหารูปแบบการปกครองให้เหมาะสม แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอทั้งหมด เพราะเนื้อหาของข้อเสนอนั้นล้วนแต่เป็นการกระจายอำนาจและเรียกร้องอิสระทางวัฒนธรรมตามวิถีมลายูมุสลิม เด่น โต๊ะมีนา ได้ชี้ถึงการยอมต่อคำขอที่รัฐไทยให้ตอนนั้นว่า "ให้เล็ก ๆ ไม่กี่อย่าง" เช่น การเปิดสอนภาษามลายูในโรงเรียนประชาบาล หรือการเพิ่มสัดส่วนของข้าราชการมลายูมุสลิม

ข้อมูลจากหนังสือเรื่อง "ความรุนแรงกับการจัดการความจริง : ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ" ระบุว่า เมื่อข้อเสนอ 7 ข้อไม่ได้รับการตอบรับหะยีสุหลงได้ก่อตั้งกลุ่มเพื่อดำเนินงานให้ชาวมลายูมีสิทธิมีเสียงและก่อตั้งแคว้นมลายูตามขนบธรรมเนียมมลายูภายใต้ความคุ้มครองของรัฐบาลไทย

เมื่อการเมืองที่กรุงเทพฯ เกิดการรัฐประหารในวันที่ 8 พ.ย. 2490 นายควง อภัยวงศ์ ขึ้นเป็นนายกฯ รมว.มหาดไทยสมัยนั้น มีนโยบายชัดเจนว่าจะกำจัด "ตัวการที่คิดแบ่งแยกดินแดน" หลังจากนั้นไม่นานหะยีสุหลง และพวกได้ถูกจับกุมในเดือน ม.ค. 2491 และถูกฟ้องฐาน "ตระเตรียมและสมคบคิดกันคิดการจะเปลี่ยนแปลงราชประเพณีการปกครอง" ข้อมูลที่มูลนิธอาจารย์ฮัจยีห์สุหลงฯ บันทึกไว้ระบุว่า เขาถูกพิพากษาให้รับโทษจำคุก 4 ปี 8 เดือน ที่เรือนจำบางขวาง ในข้อหาดูหมิ่นรัฐบาล แต่ยกฟ้องข้อหาแบ่งแยกดินแดน

บังคับสูญหาย

หะยีสุหลงกลับสู่อิสรภาพอีกครั้งในวันที่ 15 มิ.ย. 2495 แต่ทว่าเป็นอิสรภาพที่ถูกจับตาจากรัฐก่อนถูกบังคับสูญหายในอีกสองปีต่อมา เด่นเล่าถึงเหตุการณ์วันสุดท้ายในเขาได้เจอผู้เป็นพ่อเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2497 เป็นช่วงเวลาที่เขากลับจากการเรียนที่รัฐกลันตันในชั้นมัธยมปลาย

"เป็นช่วงที่ผมกลับมาบ้าน โรงเรียนปิดเทอม ทางตำรวจเรียกพ่อไปที่สงขลา พ่อก็เอาพี่ชายคนโตเป็นล่าม เพราะหะยีสุหลงพูดไทยไม่ได้เลย ลงบันไดตรงนี้แล้วแท็กซี่มารับไป นึกไม่ถึงเลยว่าเป็นวันสุดท้าย" เด่นเล่าภาพความทรงจำสุดท้ายที่ได้เห็นผู้เป็นพ่อในบ้านหลังเดิมเมื่อ 66 ปีที่แล้ว

หะยีสุหลง อะห์หมัด ลูกชายคนโต และเพื่อนอีกสองคน ออกจากบ้านในเช้าวันนั้นเพื่อไปพบหน่วยสันติบาลสงขลาที่ อ.เมือง จ.สงขลา เด่นกล่าวต่อไปว่า "รถแท็กซี่ส่งหะยีสุหลงที่ อ.โคกโพธิ์ เพื่อนั่งรถไฟไปลงที่หาดใหญ่ เมื่อถึงหาดใหญ่มีตำรวจรับตัว ถึงเวลาละหมาดก็พาละหมาด หลังจากนั้นพาไปสงขลา ตำรวจสอบเป็นพิธีสอบเป็นหลักฐานว่ามาสอบจริง พอเซ็นเสร็จ เพชรฆาตก็รออยู่ข้างนอกแล้ว"

ครอบครัวหะยีสุหลงออกตระเวนตามหาและค้นหาความจริงเกี่ยวกับการหายตัวไปของหะยีสุหลงและพวก ทั้งติดตามไปยังสันติบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ได้รับคำตอบว่า หะยีสุหลงกับพวกอยู่นอกประเทศ กระทั่งเมื่อเด่นและมารดาเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อขอเข้าพบจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่บ้านชิดลม แต่ได้พบกับท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงครามแทน คำตอบที่ภริยานายกฯ กล่าวกับเด่นในตอนนั้น เป็นจังหวะเวลาที่เด่นบอกว่า หมดหวังแล้วที่จะเจอผู้เป็นบิดาในขณะยังมีชีวิต

"พอได้เจอท่านผู้หญิงละเอียดก็จบเลย บอกว่าไม่ต้องไปหาหรอก ตายไปแล้ว…." เด่นย้อนความทรงจำช่วงก่อนปี 2500

"ความจริง" ที่ครอบครัวหะยีสุหลงตามหาที่มีน้ำหนักที่สุดถึงผู้ลงมืออุ้มฆ่าหะยีสุหลง เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนกลุ่มอำนาจหลังปี 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสะสางคดีนี้

"ความจริง" จากคณะกรรมการชุดนี้บอกว่า หะยีสุหลงกับพวก 2 คน และลูกชายถูกฆ่าตายในวันนั้น "โดยรัดคอตายแล้วผ่าศพผูกเสาซีเมนต์ไปทิ้งทะเลสาบสงขลา"

คำอธิบายจากมูลนิธิฮัจยีสุหลงฯ ยังบันทึกไว้ด้วยว่า อดีตรองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ นายตำรวจคนสำคัญในยุค พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้เขียนบันทึกไว้ในหนังสือ "บุรุษเหล็กแห่งเอเชีย" ว่ามีคำสั่งฆ่าหะยีสุหลงจริง

"รัฐไทยไม่เคยไม่รู้ แต่รัฐไทยอคติ"

ตลอด 66 ปี ของการบังคับสูญหายโดย "รัฐ" ความหวาดระแวงจากผู้ถืออำนาจรัฐต่อทายาทรุ่นถัดมาของหะยีสุหลง เหมือนวงล้อที่หมุนกลับ หะยีอามีน บุตรชายคนที่สองซึ่งได้รับเลือกเป็น ส.ส.ในปี 2500 ถูกตั้งข้อหาปลุกระดม แม้ได้รับการยกฟ้อง ต่อมาในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงใหญ่ที่มัสยิดกลางปัตตานีเมื่อปี 2518 จากกรณีฆ่าประชาชนและโยนศพทิ้งน้ำที่สะพานกอตอ หะยีอามีน ถูกเชิญไปสอบ และการอยู่ในพื้นที่การเมืองส่งผลให้เขาตัดสินใจลี้ภัยในปี 2525

เมื่อถามว่าอะไรคือสิ่งที่รัฐไทยไม่เคยเรียนรู้เลยนับตั้งแต่การเคลื่อนไหวของหะยีสุหลงจนถึง พ.ศ.นี้ เด่น ตอบอย่างชัดเจนในถ้อยคำว่า "ผมว่ารัฐไทยไม่เคยไม่รู้ แต่รัฐไทยอคติ"

บุตรชายคนที่สามของหะยีสุหลงในวัย 86 ซึ่งเคยเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองระบอบรัฐสภาในฐานะผู้แทนราษฎร 8 สมัย รัฐมนตรี และสมาชิกวุฒิสภา บอกว่า "รัฐไทยรู้ดี ผู้ปกครองรู้ทุกอย่าง แต่ไม่เคยทำอะไร" เขายกตัวอย่างการปรับระเบียบพิธีให้สอดรับกับวิถีปฏิบัติของศาสนาอิสลาม ซึ่งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) รวบรวมแนวทางโดยจุฬาราชมนตรีไว้ ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่กลับไม่ได้มีการปรับใด ๆ

ความเห็นของเด่น โต๊ะมีนาต่อการแก้ปัญหาไฟใต้

ข้อเสนอ 7 ประการของหะยีสุหลงประกอบกับการเป็นตระกูลการเมืองที่มีบทบาทในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้คนในตระกูลโต๊ะมีนามักถูกตั้งคำถามถึงความเห็นต่อสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร และกระบวนการสันติสุขที่กำลังดำเนินอยู่ว่าควรจะเป็นไปในทิศทางใด

เด่น โต๊ะมีนา ซึ่งติดตามกระบวนการพูดคุยสันติสุขอยู่ห่าง ๆ ในเวลานี้ บอกว่า "ชาวบ้านเงี่ยหูฟังกระบวนการนี้" ข้อเท็จจริงบนโต๊ะเจรจาพูดคุยต้องเปิดให้ประชาชนทั่วไปรับรู้ถึงข้อต่อรองและผลการพูดคุย ดังเช่นการพูดคุยเมื่อปี 2556 ที่ข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็น 5 ข้อ ถูกรับรู้อย่างแพร่หลายต่อสาธารณะ นอกจากนี้เด่นได้ชี้ว่า การมี "คนกลางในการพูดคุยเจรจา" เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การเจรจาเดินหน้าได้เร็วขึ้น

นักการเมืองชายแดนใต้วัย 86 ปี ยังแสดงทัศนะอีกว่า ข้อเสนอสูงสุดที่จะเป็นทางออก คือ การให้สิทธิการปกครองตนเอง ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ในกรอบของรัฐธรรมนูญตามที่ฝ่ายรัฐบาลย้ำมาโดยตลอด

"มีคนตั้งคำถามแล้วแก้ปัญหาอย่างไร ผมบอกว่าในเอกสารมีหมดแล้ว เอาเฉพาะเรื่องที่กรรมาธิการสภาเสนอ เยอะแยะเลยข้อเสนอไม่ทำสักอย่าง ผมเลยบอกว่าแก้ไม่ได้แล้วเพราะไม่ยอมแก้ ให้สิทธิปกครองตนเองก็จบ ไม่ใช่แบ่งแยกนะ ผมไม่เห็นด้วย แบ่งแยกแค่นี้เองจะอยู่อย่างไร"

พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ทายาทรุ่นที่สาม: หะยีสุหลงคือผู้ที่มีความคิดล้ำหน้าเกินไปในยุคนั้น

"หมอ…เรามาลืมกันเรื่องอดีตได้ไหม แล้วเรามาเริ่มต้นกันใหม่" นี่คือคำพูดของเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่ง ที่กล่าวกับ พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ทายาทรุ่นที่สามของหะยีสุหลง เมื่อครั้งเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนใต้ระลอกใหม่เกิดขึ้นเมื่อปี 2547

"ถ้าเป็นครอบครัวของคุณเอง แล้วคนในครอบครัวของคุณถูกอุ้มหายไป คุณจะรู้สึกอย่างไร" บุตรสาวของเด่น โต๊ะมีนา ตอบกลับ

บทสนทนาที่ชวนให้คนในครอบครัวหะยีสุหลงลืมอดีตที่ขมขื่นนี้น่าจะบอกได้ชัดว่า บาดแผลจากการอุ้มฆ่าหะยีสุหลง ยังเป็นเชื้อไฟในประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อความเป็นไปในปัจจุบันของปัญหาไฟใต้

RACHAPHON RIANSIRI/BBC THAI

ในสายตาของรัฐไทย หะยีสุหลง คือ กบฏ แต่ในสายตาของชาวมลายูมุสลิมชายแดนใต้ หะยีสุหลง คือผู้นำทางจิตวิญญาณที่ยึดแนวทางสันติวิธี แม้หลายคนบอกว่า "ในเมื่อที่ผ่านมาใช้วิธีอย่างสันติ แล้วถูกอุ้มหายอย่างนี้ บทเรียนอันนี้ คนรุ่นใหม่จะใช้แบบเดียวกัน หรือใช้ความรุนแรงเพื่อนำไปสู่สิ่งที่เขาอยากได้ แต่ครอบครัวหะยีสุหลง โต๊ะมีนา ยืนยันว่าสนับสนุนว่าการใช้สันติวิธี" พญ.เพชรดาวกล่าว

นอกจากแนวทางการต่อสู้สันติวิธีที่เป็นมรดกทางความคิดที่สำคัญของหะยีสุหลงแล้ว พญ.เพชรดาวกล่าวว่า ข้อเสนอ 7 ประการของหะยีสุหลง ถ้าใช้แว่นตาของการเมืองการปกครองปัจจุบันมอง ข้อเรียกร้องเหล่านั้น คือ หลักการกระจายอำนาจที่ลงไปสู่ท้องถิ่น ทั้งทางนิติบัญญัติ ตุลาการและการบริหารปกครอง

"คนยุคนั้นเราเกิดไม่ทันว่าหะยีสุหลงคิดได้ไกลถึงปัจจุบันนี้ถึง 66 ปี เป็นความคิดที่ล้ำหน้าไปมากกว่ายุคนั้นเลยมีข้อที่บอกว่าเป็นคนที่ริเริ่มแบ่งแยกดินแดนและเราก็ถูกมองว่าเป็นลูกหลานกบฏ"

ผู้แทนราษฎรหญิงมุสลิม ชี้อีกว่าข้อเรียกร้อง 7 ข้อของหะยีสุหลงเมื่อปี 2490 กับข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็น 5 ข้อ มีหลายเรื่องที่ประสานสอดคล้องกัน แต่สิ่งสำคัญคือคำตอบคำอธิบายต่อข้อเรียกร้องของฝ่ายผู้เห็นต่าง รัฐจะต้องตอบบนโต๊ะเจรจาว่าข้อเรียกร้องใดได้หรือไม่ได้เพราะอะไร

"สิ่งที่เราจะฝากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายรัฐและฝ่ายที่คิดเห็นต่างจากรัฐ เราต้องมองถึงเด็กในพื้นที่เด็กและเยาวชน ต้องเอาเขาเป็นตัวต้นเรื่องที่จะเดินต่อไป และเรื่องของเขาต้องอยู่โต๊ะเจรจาพูดคุยให้ได้"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...