โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องกล้วยใครว่าจะกล้วยๆ : ว่าด้วยเรื่องโรค-แมลงศัตรูกล้วยที่ต้องเฝ้าระวัง!

รักบ้านเกิด

อัพเดต 19 ส.ค. 2563 เวลา 07.30 น. • เผยแพร่ 19 ส.ค. 2563 เวลา 07.30 น. • รักบ้านเกิด.คอม

ตั้งแต่จำความได้(อีกแล้ว)ก็ไม่อาจจะสาวถึงต้นตอของคนที่นำคำว่า "กล้วย" มาใช้นิยามแทนคำว่า "ง่าย" ได้เสียที แต่ที่เห็นชัดเลยก็คือ คนไทยนิยมใช้คำว่ากล้วยในสำนวนที่สื่อถึงความง่ายดาย เช่น "ง่ายดังปอกกล้วยเข้าปาก" หรือ "เรื่องกล้วยๆ" กันมานานหลายชั่วอายุคน จนผู้เขียนเองก็เผลอเชื่อไปได้อย่างสนิทใจว่า อะไรที่เกี่ยวกับกล้วยนั้นคือความง่ายดาย และดันคิดไปเองเสียอีกไกลว่า กล้วยนั้นปลูกไม่ยาก และ โรค-แมลงก็ไม่น่าจะมีมากด้วย แต่ทว่า ไม่ใช่เลย เพราะพออากาศอยู่ในช่วงครึ่มฟ้าครึ้มฝนหรือช่วงปลายฝนต่อร้อน-แล้ง ก็จะพบว่ากล้วยที่ปลูกไว้นั้นมีอาการของโรค ใบจุดประปราย นานๆ ไปก็จะมี โรคซิกาโทกา(ใบจุดอีกชนิดหนึ่ง) เข้ามาเยี่ยมเยือนบ้าง และมีหนอนม้วนใบมาพักอาศัยอยู่ชั่วครู่ชั่วยาม แต่ที่จะพบบ่อยที่สุดก็คือโรคตายพรายหรือโรคเหี่ยว(ใบไหม้จากขอบ และต้นหรือก้านใบหักพับกลางลำ) ที่ล้วนแล้วแต่ทำให้กล้วยที่ปลูกไว้ไม่โต และไม่สวยอย่างที่ใจแอบมโนไปไกล

Hilight-Kaset/7_1_P1050376.JPG

การรับมือกับเชื้อราสาเหตุโรคพืชเบื้องต้น : สิ่งที่ผู้เขียนจะนำมาใช้ปฏิบัติการกับสวนกล้วยรอบบ้านที่ปลูกไว้ก็คือ การนำวิธีกลมาจัดการก่อนเป็นอันดับแรก เพราะสามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนอะไร แค่ใช้แรงงานตัดแต่งกิ่งก้านที่เป็นโรค ใบจุด ใบไหม้ หรือ ส่วนของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายทิ้งให้ไกลๆ พื้นที่ของตัวเอง และเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ เช่น มีดที่ใช้ตัดแต่งกิ่งใบ จอบ พลั่ว ฯลฯ ที่จะกลายเป็นพาหะของโรค ที่นำโรคจากต้นที่เป็นโรคไปสู่กล้วยต้นอื่นๆ จากนั้นผู้เขียนจึงนำความรู้พื้นๆ เข้ามาจัดการเป็นลำดับถัดไป เอาแบบเลี่ยงการใช้สารเคมีให้มากที่สุด โดยใช้ปูนแดงหรือปูนที่กินกับหมาก อัตราส่วนตามใจชอบ (ประมาณ 1 กำมือ ) ผสมกับน้ำสะอาด 15-20 ลิตร แล้วนำมีดที่ใช้ตัดแต่งกล้วยจากต้นหนึ่งเสร็จแล้ว จุ่มแช่ลงในกระป๋องน้ำละลายปูนกินหมากไว้ประมาณ 1 นาที (หรือนับแค่ 1-100 ในใจเร็วๆ) ก่อนจะนำมีดขึ้นมาใช้ตัดแต่งกิ่งก้านต้นกล้วยที่เป็นโรคต้นถัดไปทิ้ง และทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยเปลี่ยนน้ำปูนแดง เพียง 2 -3 ครั้งเท่านั้น(กล้วยไม่เยอะมากค่ะ) ส่วนน้ำที่ต้องเททิ้งก็นำไปราดรดลงดินบริเวณต้นที่มีอาการตายพรายที่ผู้เขียนขุดแบบถอนรากถอนโคนออกไปเผาทิ้งให้ชุ่ม ซึ่งก็เป็นการป้องกันกำจัดเชื้อราในดินในเบื้องต้นที่ได้ผลเช่นกัน
ซึ่งขณะนั้นผู้เขียนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องใช้ปูนแดง ที่คนไทยสมัยก่อนนิยมนำมาทานกับหมาก แต่เมื่อสมัยเรียนจบใหม่ๆ ได้มีโอกาสไปดูแลแปลงกล้วยไม้ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แล้วมีโอกาสได้อ่านตำราของ ศ.ดร.ระพี สาคริก เกี่ยวกับวิธีการจัดการโรคกล้วยไม้ โดยใช้ปูนแดงมาร่วมกำจัด จึงลองนำมาทำกับสวนกล้วยตัวเองดู ซึ่งก็ได้ผลดีตรงที่ไม่มีการระบาดต่อในวงกว้าง สามารถหยุดการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่จะติดไปกับอุปกรณ์ได้ โดยเฉพาะโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เนื่องจากปูนแดงนั้นทำมาจากหินปูน/เปลือกหอยแครง(สมัยก่อนและมีน้อยในปัจจุบัน) เมื่อนำมาละลายน้ำแล้วจะได้น้ำที่มีค่าความเป็นด่าง จึงใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคพืชได้ดี ด้วยความที่เชื้อราจะเจริญได้ดีในสภาพที่เป็นกรด เมื่อเอาความเป็นด่างเข้าไปแทนที่ความเป็นกรดก็จะเจือจางลง จึงทำให้กิจกรรมในกระบวนการต่างๆ ของเชื้อราไม่สามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม สุดท้ายเชื้อราก็จะตายแบบอยู่ไม่ได้ไปเอง
วันนี้ผู้เขียนเห็นกระแสผู้คนหลั่งไหลมาปลูกกล้วยกันเยอะมากในปัจจุบัน หลังจากกล้วยตายไปมากเพราะภัยแล้งปี 2558 และ เกิดโรคระบาด ดังจะเห็นได้จากที่มีเกษตรกรหลายรายโทรเข้ามาสอบถามกันมาก เรื่องกล้วย ผ่านสายด่วน *1599 ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร(Farmer Info) ที่เป็นบริการความร่วมมือระหว่าง Rakbankerd.com กับ dtac ในการให้บริการข้อมูลข่าวสารทางการเกษตร แบบสายด่วนออนไลน์ (โทรฟรี สำหรับลูกค้า dtac ) นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 เป็นต้นมาผู้เขียนจึงขอใช้โอกาสนี้หันมาทบทวนพร้อมเรียนรู้เพิ่มเติมในสิ่งที่ผู้เขียนยังไม่ได้เรียนรู้อย่างจริงจังเกี่ยวกับกล้วยกันอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องของ "โรค-แมลงศัตรูกล้วย" เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดจากการไม่รู้จักสิ่งที่ทำดีพอ ด้วยกล้วยเป็นพืชที่มีโรคและแมลงรุม เช่นเดียวกับพืชชนิดอื่น หากเจ้าของไม่ใส่ใจ ก็จะเกิดปรากฎการณ์ ด้วงงวงเข้าทำลาย หรือ เกิดโรคระบาดอย่างโรคตายพรายที่ทำกล้วยตายยกสวนกันมาแล้ว ในช่วงปลายปี พ.ศ.2558 ถึงต้นปี 2559 ดังนั้น ผู้เขียนจึงอาจหาญกล้ากล่าวได้ว่า การปลูกกล้วยนั้นไม่กล้วยเหมือนคำฮิตติดปากที่คนไทยเราใช้สื่อถึงคำว่า "ง่าย" แน่ๆ
 

Hilight-Kaset/7_2_7_Agri_15 (1)_2.jpg

สามเหลี่ยมของการเกิดโรค (Disease triangle)

 

*ภาพ :http://www.natres.psu.ac.th*

1.โรคพืชเกิดขึ้นได้อย่างไร
2. โรคกล้วยที่สำคัญ
โรคตายพราย/โรคเหี่ยว(Banana Fusarium wilt/Panama disease)
โรคซิกาโทก้า (Sigatoka)
โรคแอนแทรคโนส(Anthracnose)
โรคใบจุดกระ (Banana freckle )
3. แมลงศัตรูกล้วยที่สำคัญ
หนอนปลอก
หนอนม้วนใบ
ด้วงงวง
 

โรคพืชเกิดขึ้นได้อย่างไร

ผู้เขียนขอสอดแทรกความรู้และข้อคิดเห็นส่วนตัวสลับกับการหยิบยกบทความทางวิชาการ เกี่ยวกับโรคกล้วยมาอธิบายพร้อมภาพประกอบจาก Internet เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการป้องกันกำจัดหรือจัดการกับกล้วยที่ปลูกไว้ ไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ หรือ กล้วยอะไรก็ดี ให้พึงระลึกไว้ว่า ตราบใดที่ยังเป็นพืชตระกูลกล้วย(Musaceae) อาการของโรคและแมลงศัตรูพืชที่พบเข้าทำลายก็จะเป็นประเภทเดียวกันเหมือนดังเช่น ไข้หวัดคน ก็ต้องเกิดกับคน มีเชื้อโรคต่างไปจากไข้หวัดนก หรือ ไข้หวัดแมว นอกเสียจากว่าเชื้อโรคนั้นๆ จะมีการพัฒนาตัวเองให้แกร่งขึ้น(Adaptation) เหมือนเช่น โรคไข้หวัดนกที่ติดต่อสู่คนได้ อย่างไรก็ดี เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคกับพืชก็ไม่สามารถทำให้เกิดโรคชนิดเดียวกันกับ คน หรือ สัตว์ เนื่องจากพืชและสัตว์นั้นต่างอาณาจักร ต่างชั้น ต่างสายพันธุ์ ต่างสรีระวิทยา เคมี และ มีกระบวนการมีชีวิตอยู่ไม่เหมือนกัน โรคจากพืชจึงไม่สามารถถ่ายทอดสู่สัตว์ได้ เช่นเดียวกับที่โรคของสัตว์ก็ไม่สามารถถ่ายทอดสู่พืชได้เช่นกัน
สำหรับการเกิดโรคในพืชนั้นมีสาเหตุหลัก 2 ประการคือ
1. โรคพืชที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต (Biotic pathogen) เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส ไวรอยด์ ไส้เดือนฝอย ไฟโตพลาสมา นก หนู หรือสัตว์ อื่นๆ รวมไปถึงการเกิดกาฝากกับพืช เป็นต้น
2. โรคพืชที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต (Non-Biotic pathogen) เช่น ขาดธาตุอาหาร การจัดการที่ไม่ถูกต้อง(ให้ปุ๋ยมากไป /รดน้ำมากไป) แสงแดด อุณหภูมิ ลม น้ำ อากาศ ความชื้น มลพิษทางน้ำและอากาศ และ สภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน เป็นต้น
ปัจจัยที่ทำให้พืชเกิดโรค(Plant Disease) : การที่พืชจะเป็นโรคใดโรคหนึ่งได้นั้นต้องมีปัจจัยหลายๆ อย่างมาประกอบกัน(เหมือนเส้นแต่ละด้านในรูปสามเหลี่ยมด้านบนที่ต้องมาแตะต้องกัน) ในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมตามกฏของสามเหลี่ยมแห่งการเกิดโรค(Disease triangle) นั่นคือ จะต้อง มี 1. เชื้อสาเหตุ 2.พืชปลูก 3. สภาพแวดล้อม(ที่เหมาะสม) 4. เวลา ซึ่งถ้าขาดส่วนหนึ่งส่วนใดนี้ไปก็จะก่อให้เกิดโรคแก่พืชไม่ได้ (เรื่องนี้ผู้เขียนจำได้แม่นยำ เพราะพลาดสอบวิชาโรคพืชเบื้องต้นทำให้ต้องสอบทีหลังเพื่อน ด้วยชุดข้อสอบสุดหิน ทางแก้ผ้าเอาหน้ารอดของผู้เขียนคือการตื่นมาท่องจำทำความเข้าใจกับตำราเรียนตั้งแต่ ตี 3 - 6 โมงเช้าติดต่อกันเป็นสัปดาห์ ก่อนจะนัดอาจารย์ผู้สอนเพื่อทำการสอบใหม่) ซึ่งผู้เขียนจะขอขยายความเกี่ยวกับสามเหลี่ยมของการเกิดโรค(พืช) ไว้พอให้เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นสามเหลี่ยมด้วยภาษาที่อ่านง่ายไม่วิชาการจ๋ามาก จนต้องปีนบันใดขั้นสูงๆ อ่านกัน ดังนี้
1.พืชปลูก หรือ พืชอาศัย (Host) เป็นสิ่งแรกเลยที่ต้องมี โดยพืชที่เราปลูกหรือแม้แต่ที่ไม่ได้ปลูกนั้นอยู่ในสภาพที่อ่อนแอพอที่เชื้อโรคจะเข้าทำลายได้ง่าย หรือ เป็นพาหะให้เชื้อโรคแฝงตัวอยู่
2.เชื้อสาเหตุ (Pathogen) เชื้อนี้ต้องอยู่ในสภาพที่แข็งแรง พร้อมแพร่พันธุ์ และ พร้อมลุยเพื่อความอยู่รอดของตนเองด้วย เช่น เชื้อนั้นยังเด็กยังไม่มีอวัยวะสืบพันธุ์หรือส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์(สปอร์) ก็จะไม่สามารถแพร่พันธุ์เชื้อร้ายไปกัดกินพืชปลูก
3.สภาพแวดล้อม (Environment) ปัจจัยนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งมนุษย์เราไม่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ ดังนั้น การที่มีฝนมากเกินไป ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงเกินไป(อากาศชื้นสูง เช่น ช่วงฝนตกติดๆ กันหลายวันหรือหลังฝนตกใหม่ๆ ) ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนของเชื้อโรคพืช เช่น เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ในดิน วัชพืช หรือ ไม้ยืนต้นอื่นๆ หากเมื่อใดก็ตามที่ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ขอให้ดูแลแปลงพืชปลูกเพิ่มขึ้น เช่นทำทางระบายน้ำ ตัดแต่งกิ่งก้านใบที่รกทึบออก สร้างทางลมให้อากาศระบายได้สะดวก พืชก็จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคน้อยลง
4. ระยะเวลา (Time) สิ่งนี้จะต้องทำให้ทั้งสามข้อที่กล่าวมานั้นสัมพันกัน จนก่อให้เกิดโรคได้ เช่น ระยะเวลาที่เชื้อโรคกับพืชนั้นสัมผัสกัน ในช่วงจังหวะที่สภาพแวดล้อมเหมาะสม เหมือนดั่งเส้นของรูปสามเหลี่ยมแห่งการเกิดโรค ตามภาพได้มาแตะหรือบรรจบกันทุกเส้นทุกมุมจนเกิดเป็นรูปสามเหลี่ยมดังกล่าว ภายใต้จังหวะเวลาที่เหมาะเจาะ ทั้งนี้ให้ลองนึกถึงตัวเองตอนที่อดนอนน้อย ทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ แล้วมาเจอกับลม ฝน และแอร์เย็นๆ ในออฟฟิศ ประจวบเหมาะกับคนในออฟฟิศเป็นหวัดอยู่ ก็จะทำให้เรามีโอกาสติดโรคหวัดนี้ได้ง่ายเช่นกัน เพราะได้จังหวะเวลาที่เหมาะสม องค์ประกอบครบ คือ มีความอ่อนแอ มีเชื้อโรค มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการแพร่ระบาดหรือขยายพันธุ์ในเวลาที่ประจวบเหมาะ
เมื่อเกิดความเข้าใจแล้วว่าอะไรที่ทำให้พืชปลูกเป็นโรคได้ ก็จะนำมาสู่การพิจารณาอาการ หรือการวินิจฉัยพืชปลูกว่าเป็นโรคอะไร ? แล้วจะป้องกันแก้ไขกันอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของผู้ปลูกน้อยที่สุดกันค่ะ
 

Hilight-Kaset/7_3_7_1111_3.jpg

อาการของกล้วยที่เป็นโรคตายพราย (Fusarium sp.)

 

ภาพ :http://www.plantwise.org

 

โรคกล้วย

สำหรับโรคกล้วยที่ควรเฝ้าระวังและป้องกันกำจัด เพื่อลดความเสียหายต่อพืชปลูก มีดังนี้
 

1.โรคตายพราย/โรคเหี่ยว(Banana Fusarium wilt/Panama disease)

ในประเทศไทยมีการแพร่ระบาดของโรคนี้เป็นวงกว้าง พบในหลายพื้นที่ หรือ เกือบทุกจังหวัดในประเทศ และพบว่ากล้วยน้ำว้านั้นอ่อนแอต่อโรคนี้มากที่สุด โดยเฉพาะกล้วยที่มีอายุอยู่ระหว่าง 4-5 เดือน โดยเชื้อสามารถติดต่อแพร่กระจายได้ดี ทางดิน น้ำและลม ในพื้นที่ที่ดินเป็นกรดอย่างในเขต อ.องครักษ์ จ.นครนายก ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผู้เขียนนั้นจะพบการระบาดของโรคนี้มากที่สุด ซึ่งโรคนี้มีการระบาดในประเทศไทยมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535 และ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2558 ก็พบว่ามีการแพร่ระบาด สร้างความเสียหายต่อกล้วยที่ปลูกไว้ได้มากมายหลายพื้นที่
สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อรา Fusalium oxysporum f.sp. cubense
ลักษณะการแพร่ระบาด : มักจะแพร่ระบาดไปกับกล้วยที่ปลูกในดินเหนียวหรือในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำไม่ดี เชื้อราจะมีอยู่มากบนผิวของเหง้าที่เป็นโรค โดยจะเห็นว่ามีส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรา(สปอร์)ติดอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น การแพร่ระบาดจึงเป็นไปได้ทั้งการใช้หน่อที่มีเชื้อ ,ทางดิน ,การให้น้ำ และ การใช้วัสดุ-อุปกรณ์ร่วมกัน
อาการของพืชที่เป็นโรค :
1. เชื้อราจะเข้าทำลายทางรากพืช แล้วไปเจริญอยู่ในท่อน้ำท่ออาหารของเหง้าและโคนต้น ทำให้ท่อน้ำท่ออาหารเกิดอุดตัน และเน่าเป็นสีน้ำตาล ตัดกับเนื้อเยื่อของกาบกล้วยหรือลำต้นเทียมสีขาว หากมีการผ่าตัดขวางลำต้นที่ความสูง 50-100 ซม. ออก จะเห็นเส้นท่อน้ำมีสีน้ำตาล-แดง-ดำ ได้ชัดเจน
2. เมื่อท่อน้ำถูกทำลายโดยเชื้อรา Fusarium sp. การส่งน้ำจากรากไปสู่ใบจึงเป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย พืชจึงแสดงอาการเหี่ยวเฉาเหมือนขาดน้ำในเบื้องต้น ก่อนจะแสดงอาการที่หนักกว่านี้นั่นคือ ใบเหี่ยวและกิ่งหักพับลู่ลงมา วิธีการทดสอบ เมื่อพบว่ากล้วยมีการเหี่ยวเฉาเหมือนขาดน้ำ ให้เกษตรกรทำการให้น้ำกล้วยกอนั้นให้ชุ่มชื้นและเฝ้าดูว่า ภายใน 30 นาที - 1 ชม. นั้นพืชมีอาการฟื้นตื่่นจากสภาพที่สลดเหี่ยวเฉาแล้วกลับมาดีดังเดิมหรือไม่ หากยังเหี่ยวเฉาอยู่ให้สันนิษฐาน(คาดเดา)ไปเลยว่าเป็นโรคเหี่ยวเพราะเชื้อรา Fusarium sp. ชัวร์ ให้ลองขุดต้นออกมาตัดดูว่าท่อน้ำเสียหายหรือไม่ หากพบสัญญาณของโรคให้นำไปเผากำจัดทิ้ง โดยอย่าทิ้งลงในแหล่งน้ำหรือฝังดิน เพราะนั่นยิ่งเป็นหนทางให้เชื้อโรคขยายจำนวนและแพร่ระบาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
3. อีกอาการหนึ่งที่สังเกตุได้เด่นชัดในกล้วยที่อยู่ในระหว่างการเจริญเติบโต(ต้นเล็ก)ก็คือ ส่วนใบยอดหรือใบธง เป็นสีขาวอมเหลืองซีด ชูตั้งตรงอยู่บนยอด แต่ส่วนของกาบใบนั้นกลับหลุดออกหลวมๆ(เหมือนล่อนออกมา) หากกล้วยอยู่ในระยะของการเจริญเติบโตทางลำต้น จะหยุดชะงักการเจริญเติบโต-ไม่ออกปลีหรือตกเครือ
ข้อสังเกตุ : ทั้งต้นแก่และต้นอ่อนเมื่อผ่าลำต้นตรวจดูตามขวาง จะพบกาบที่อยู่ภายนอกมีเนื้อเยื่อสีเหลือง แต่กาบถัดเข้าไปเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแดง
++ สรุปอาการของกล้วยที่เป็นโรคตายพราย ++
ระยะเริ่มแรก :ใบมีสีเหลือง 3-4 ใบและหักพับตรงโคนก้านใบ ทำให้ใบห้อยลู่ลงมาขนานกับลำต้นเทียม*
*ลำต้นเทียม คือ สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นต้นกล้วย แต่จริงๆ แล้วคือกาบใบ
ระยะรุนแรง :ใบกล้วยมีสีเหลืองเหี่ยวหลายใบ และหักพับลงมาคลุมลำต้นเทียม
ระยะสุดท้าย :ใบกล้วยเหี่ยวแห้งทั้งต้นและยืนต้นตาย
การป้องกันกำจัด :
- ใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ปลอดโรค
- ทำลายต้นกล้วยที่เป็นโรค
- ห้ามขุดย้ายหน่อที่เป็นโรคไปปลูก
- ทำความสะอาดเครื่องมือ
- เมื่อขุดต้นที่เป็นโรคทิ้งแล้ว ควรใส่ปูนขาว 1-2 กก./หลุม
- ก่อนปลูกควรแช่หน่อพันธุ์ด้วยสารเคมีกำจัดเชื้อรา เช่น คาร์เบนดาซิม
- ราดโคนต้นที่เป็นโรคให้ชุ่มด้วยสารเคมี เช่น แคปแทน อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
- ฉีดสารเคมี คาร์เบนดาซิม เข้มข้น 2% จำนวน 3ม.ล./ต้น ทุก 5, 7 และ 9 เดือน
- ใช้สารเคมีราดบริเวณที่เป็นโรค
- ปล่อยน้ำให้ท่วมแปลงปลูก
- จัดระบบน้ำที่เหมาะสม
- ใช้เชื้อรา Trichoderma เข้ามาควบคุม
- ปลูกกล้วยอื่นแทนกล้วยน้ำว้า
- หรือ ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายมาปรามโรค ซึ่งแก้ได้ทั้งโรคตายพราย(กล้วย),โรคไวรัสด่างวงแหวน(มะละกอ),โรคแคงเกอร์(มะนาว,ส้ม,มะกรูด),รากเน่า-โคนเน่า(ทุเรียน),แอนแทรคโนส,หน้ายางตาย ฯลฯ เพียงใช้ จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายราดลงไปที่โคนต้นพืชโดยตรงอัตรา 1 แก้วกาแฟ แล้วรดน้ำตาม 20 ลิตร หรือ จะใช้ผสมน้ำราดทุก 7 วัน ไม่นานพืชจะมีอาการใบเขียวขึ้นและแข็งแรงขึ้น กรณีใช้รักษาโรคหน้ายางตาย(เป็นไม่เยอะ) ให้ใช้ในอัตราจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย 5 ช้อนแกง / น้ำ 20 ลิตร ทาหน้ายางและราดโคนต้น แต่ถ้าเป็นเยอะ ให้ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย อัตรา 200 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ทาหน้ายางและรดโคนต้น เพียงแป้บเดียวใบจะเขียว หน้ายางจะกลับมานิ่มกรีดได้เหมือนเดิม ซึ่งเรียกว่าสูตรน็อคเอ้าท์
 

Hilight-Kaset/7_4_7_ซิกาโทก้า_4.jpg

อาการของกล้วยที่เป็นโรคซิกาโทก้า (Yellow sigatoka disease)

 

ภาพ :http://www.cpsskerala.in

 

2. โรคซิกาโทก้า (Yellow sigatoka disease)

เป็นอีกหนึ่งโรคที่ผู้เขียนพบเห็นว่ามีการมาเยือนแปลงกล้วยของผู้เขียนบ่อยครั้ง แต่ละครั้งก็ลุกลามไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะเชื้อโรคปลิวไปกับแรงลม ซึ่งอาการของโรคนี้จะเห็นได้ชัดบนใบกล้วย ในระยะรุนแรงจะดูคล้ายกับโรคตายพรายมาก(ยอดเหี่ยวแห้ง แต่ไม่หักพับ) หากไม่ได้สังเกตุอาการผิดปกติที่เกิดกับพืชมาก่อนหน้านี้ผู้ปลูกก็อาจวินิจฉัยโรคผิดและเลือกใช้วิธีการกำจัดที่ผิดพลาดไปด้วย แต่อาการเริ่มต้นของโรคซิกาโทก้า ที่สังเกตุเห็นได้เด่นชัดก็คือ ใบกล้วยมีแผลเป็นทางใหญ่ไปตามแนวเส้นใบ ดูเต็มพรืดไปหมด (ดังรูป)
สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อรา Cercospora musae
การแพร่ระบาด : ทางลม ฝน และ การให้น้ำ โดยสปอร์และวัสดุอุปกรณ์รวมถึงคนก็สามารถนำพาเชื้อโรคจากต้นหนึ่งไปสู่อีกต้นได้ด้วยเช่นกันค่ะ
ลักษณะอาการของพืชที่เป็นโรค :
1. ใบกล้วยจะเป็นจุดเล็ก ๆ สีเหลืองก่อน โดยอาการของโรคจะเกิดจากใบล่างไล่ขึ้นไปด้านบน ต่อมาจุดแผลจะขยายใหญ่เป็นขีดสีเหลืองขนานไปตามเส้นใบตามขวาง และขนาดของแผลจะโตขึ้นมีรูปร่างยาวรี แผลตรงกลางเป็นสีน้ำตาลแห้ง/สีน้ำตาลเข้ม/น้ำตาลไหม้ จะเห็นใบรอบๆ ขอบแผลเป็นสีเหลืองสด ในระยะที่มีอาการรุนแรงจะเห็นแผลรูปวงรี ยาวเรียงติดต่อกัน (ดังรูป)
2. โรคซิกาโทกานี้ จะเข้าทำลายใบตั้งแต่ที่ยังไม่แก่แล้วจะเกิดเป็นแผลเชื่อมต่อกันไปบนผืนใบ เมื่อกล้วยเป็นโรคนี้มากจะทำให้เจริญเติบโตไม่เต็มที่ ใบจะเหลืองแห้ง กล้วยออกดอก-ผลได้ไม่ดี ถ้าเป็นในช่วงตกเครือ ผลกล้วยที่ได้จะเล็ก แกร็น ไม่โต โรคนี้จึงจัดว่าเป็นโรคที่สำคัญของกล้วยอีกโรคหนึ่งไม่แพ้โรคตายพราย เพราะกระทบต่อผลผลิตที่จะได้รับมากพอสมควร
การป้องกันกำจัด :
- ตัดแต่งใบที่มีอาการของโรคไปเผาไฟทิ้งนอกแปลงปลูกพืช ในทิศทางใต้ลม
- ใช้สารคาร์เบนดาซิม 50% WP อัตรา 10-12 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น และก่อนพ่นสารเคมีดังกล่าว ควรผสมสารจับใบที่สามารถหาได้ง่ายๆ เช่น น้ำยาล้างจาน หรือ ผงซักฟอก ลงไปด้วย 1-2 ช้อนโต๊ะเพื่อให้สารเคมีดังกล่าวจับค้างอยู่บนใบพืชที่เป็นโรคได้นานขึ้น ทำให้ออกฤทธิ์กำจัดโรคพืชได้ดีขึ้นด้วย
 

Hilight-Kaset/7_5_7_แอนแทรคโนส_5.jpg

ผลกล้วยที่เป็นโรคแอนแทรคโนส

 

ภาพ :http://www.ctahr.hawaii.edu

 

3. โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)

เป็นอีกหนึ่งโรคที่สำคัญของกล้วยทุกชนิดพันธุ์ มักพบเข้ามาสร้างปัญหาหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต หรือ ระยะระหว่างรอการจำหน่ายผลผลิต มักพบอาการของโรคที่ผลมากกว่าส่วนอื่นๆ
สาเหตุของการเกิดโรค : เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum musarum
การแพร่ระบาด : เกิดจากการปลิวไปของสปอร์ โดยลมฝน ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิตหรือหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว
ลักษณะอาการของพืชที่เป็นโรค :
1. ผลกล้วยจะถูกเชื้อราเข้าทำลายในระยะแก่เต็มที่หรือใกล้จะสุก โดยสปอร์ของเชื้อราสาเหตุจะไปตกติดอยู่บนปลายสุดของผล เมื่อได้รับความชื้นก็จะงอกและเข้าทำลายปลายผลก่อนจนมองเห็นเป็นจุดสีดำ ฉ่ำน้ำ แล้วขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่เนื้อเยื่อภายในทำให้เนื้อในผลเน่ายุ่น และ เปลือกเป็นสีดำคล้ำหรือน้ำตาลดำ(ดังรูป)
2. ขนาดและรูปร่างของแผลที่เกิดโรคนั้นไม่แน่นอน หากขยายด้วยกำลังกล้องที่มีความละเอียดสูงจะเห็น ผิวผลสีน้ำตาลดำที่เป็นโรคนั้นมีตุ่มนูนสีน้ำตาลเข้มขนาดเล็กๆ อยู่ทั่วไป
3. โรคนี้เป็นได้ทั้งก่อนและหลังเก็บเกี่ยว หากผลกล้วยเป็นโรคแล้วจะเน่าลุกลาม สร้างความเสียหายได้เร็วมาก
การป้องกันและกำจัด :
- ฉีดพ่นด้วยคาร์เบ็นดาซิม 50 % W/V SC อัตรา 10-20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เบนโนมิล 50% WP อัตรา 5-15 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
- ชุบสารละลายขมิ้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยการแช่ในน้ำผสมผงขมิ้นนาน 10 นาทีแล้วผึ่งให้แห้ง
- ตัดแต่งกิ่งก้านให้โปร่งโล่งพร้อมกำจัดเศษซากพืชและกาบกล้วยที่เหี่ยวแห้งออกจากแปลงพืช
- เลือกไว้ต้นที่แข็งแรง และควรไว้ต้นเพียง 3-4 ต้นต่อกอ
- กำจัดวัชพืชออกจากแปลงปลูก เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค หรือเชื้อโรคไปอาศัยอยู่
- บำรุงพืชปลูกให้แข็งแรงด้วยน้ำและปุ๋ยและคลุมดินด้วยเศษฟาง
- สร้างทางระบายน้ำในแปลงปลูกพืช เพื่อลดการท่วมขังหลังการให้น้ำหรือฝนตก
 

Hilight-Kaset/7_6_7_capture-20160930-110734_6.jpg

ลักษณะของกล้วยที่เป็นโรคใบจุดกระ

 

ภาพ : https://en.wikipedia.org

 

4.โรคใบจุดกระ (Banana freckle )

เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบเห็นได้มากในแปลงปลูกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ดินเปรี้ยว ซึ่งจะพบเห็นอาการของโรคได้ชัดเจนบนใบ และ ผล บางครั้งจะเห็นจุดกระนี้ลุกลามไปสู่กลีบดอก เส้นกลางใบ และ ตามกิ่งก้านของเครือและผลกล้วยด้วยเช่นกัน โรคนี้จะพบมากในกล้วยเล็บมือและกล้วยหอม มีรายงานว่ามีการพบโรคใบจุดกระนี้ ใน 27 ประเทศ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนีย และ อินเดีย
สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อรา Phyllosticta cavendishii
การแพร่ระบาด : เชื้อโรคจะอาศัยอยู่พืชในสกุลกล้วยทุกชนิด(Musa Species) เชื้อโรคสามารถแพร่ระบาดได้ โดยการขยายพันธุ์และพาหะที่นำส่วนของกล้วยที่เป็นโรคไปสู่กล้วยต้นอื่นๆ เช่น คน นก หนู แมลง ลม ฝน น้ำ ความชื้น ฯลฯ เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายไปได้ไกลหรือติดไปกับการขนย้ายใบและผลที่เป็นโรค
ลักษณะอาการ :
อาการที่เกิดกับใบ - เชื้อราสาเหตุจะเข้าทำลายได้ทั้งใบแก่และใบอ่อน พืชที่เป็นโรคเริ่มแรกจะแสดงอาการเป็นจุดเล็กมากๆ(เล็กกว่า 1 มม.) สีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ โดยทั่วไปจะมองเห็นอาการด้านบนใบมีลักษณะคล้ายเขม่าสีดำ(Figuro 1)ซึ่งเกิดจากสปอร์ของเชื้อรา และจากจุดเริ่มต้นนี้เชื้อราจะแพร่กระจายออกไปบนผิวใบจนมองเห็นเป็นจุดกระทั่วใบ เมื่อสัมผัสจะรู้สึกสากมือ ทั้งนี้การเกิดจุดบนพืช สามารถเกิดเป็นกระจุก เป็นแนวเส้นยาว ๆ แนวทแยงมุม หรือแนวนอนทั่วแผ่นใบ ในบางกรณี จะเห็นเป็นกระจุกสีดำเป็นพรืดจากเส้นกลางใบลงไปตามแนวยาวของเส้นใบจนชนขอบใบ เมื่้อมีอาการของโรครุนแรงจะเห็นแผ่นใบเป็นสีเหลือง(Figuro 2)
อาการของโรคใบจุดอีกแบบหนึ่ง(ใบจุดสีเทา) จะเห็นเป็นจุดขนาดใหญ่ขึ้น (เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 4 มม.) เป็นสีน้ำตาลดำ-สีดำ โดยตรงกลางจุดนั้นอาจมองเห็นเป็นสีเทาตรงกลาง และสามารถแพร่กระจายไปรวมกันมองเห็นเป็นจุดสีดำใหญ่ๆ หรือ เห็นเป็นจุดแผลใหญ่ตามแนวยาวของเส้นใบ โดยอาการใบจุดลักษณะนี้สัมผัสแล้วจะสากมือเมื่ออาการเริ่มลุกลามจะเห็นเนื้อเยื่อรอบๆ แผลเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจากนั้นใบจะเริ่มเหี่ยวเฉาและหักพับ(กรณีที่มีการระบาดหนัก) แล้วเชื้อโรคจะแพร่กระจายสู่ใบล่างๆ และ ผล
อาการที่เกิดกับผล - ผลจะอ่อนแอต่อโรคนี้ และเชื้อโรคสามารถเข้าทำลายผลได้ทุกระยะ นับตั้งแต่ตกเครือไปจนถึงเก็บเกี่ยว หากเป็นในผลอ่อนจะพบว่ามีจุดเล็กมาก ขึ้นกระจายอยู่ทั่วผล มองเห็นเป็นสีน้ำตาลแดง รอบๆ เนื้อเยื่อที่ถูกเชื้อโรคทำลายจะเป็นจุดฉ่ำน้ำ และอาการของโรคจะรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อผลสุกแก่ใกล้เก็บเกี่ยว (Figuro 3)
การป้องกันการแแพร่ระบาด : การป้องกันที่ดีที่สุดต้องเริ่มจากการป้องกันไม่ให้มีชิ้นส่วนของพืชที่เป็นโรคเข้ามาในแปลงปลูก
1. ห่อเครือด้วยถุงกระดาษ หากพบการแพร่ระบาดช่วงที่กล้วยเริ่มจะให้ผลผลิต เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดจากใบ ไปสู่เครือ การควบคุมการแพร่ระบาดจากต้นสู่ผล และจากผลสู่ต้นอื่นๆ
2. ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคด้วยการตัดแต่งกิ่งและส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายและปลูกในพื้นที่ที่ไม่เคยพบการแพร่ระบาดของโรคมาก่อน
3. ในประเทศฟิลิปปินส์ควบคุมโรคด้วยวิธีการตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคไปทำลาย ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค
4. การทำความสะอาดแปลงปลูก เช่น การจัดการวัชพืช การปรับค่า pH ของดินให้เป็นกลาง และการทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกครั้ง เป็นกันป้องกันการแพร่ระบาดได้อีกทางหนึ่ง
5. ใช้สารเคมี ป้องกันกำจัด ในประเทศฮาวายมีการใช้สาร Maneb ฉีดพ่นตามอัตราที่กำหนดทุก 2 สัปดาก์ หรือเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี ช่วยยับยั้งการเกิดโรคจุดกระอย่างได้ผล ในประเทศไต้หวันใช้สาร Phaltan, Orthocide, Chlorothalonil, Dithiocarbamates, and Propiconazole ฉีดพ่น ทุก 2 สัปดาห์ พบว่าสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้ ในประเทศฟิลิปปินส์ มีการควบคุมโรคนี้และโรคซิกาโทก้า ด้วยสาร Mancozeb, Triazoles, Tridemorph, and Strobilurin ซึ่งพบว่า Mancozeb สามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด สำหรับการนำไปใช้ยับยั้งโรคจุดกระในฮาวายและฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทยมีการแนะนำให้ใช้สารแคปแทน 50% WP อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้อย่างสมบูรณ์ แต่จะไปช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค ทำให้เชื้อโรคนั้นสร้างความเสียหายให้แก่ผลผลิตได้น้อยลง จึงลดการสูญเสียผลผลิตและยับยั้งการแพร่ระบาดไปสู่พืชต้นอื่นๆ ใกล้เคียงได้
 

Hilight-Kaset/7_7_7_ม้วนใบ_7.jpg

ลักษณะการเข้าทำลายของหนอนม้วนใบ

 

ภาพ :https://en.wikipedia.org

ด้านแมลงที่สร้างความเสียหายให้แก่กล้วยได้ในระดับปกติจนถึงเสียหายล้มตายได้นั้น ผู้เขียนหรือแม้แต่ตัวผู้ปลูกเองจะพบเห็นกันอยู่ไม่กี่ชนิด ซึ่งผู้เขียนจะขอไล่ลำดับนับจากทำความเสียหายน้อยไปสู่การสร้างความเสียหายได้มากจนต้องตัดตอนต้นกล้วยทิ้งมีดังนี้
 

1. หนอนปลอกกล้วย

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Opogona subcervinella (Walker) เป็น ผีเสื้อตัวเต็มวัยขนาด 2 x 8 มม. สีน้ำตาลอ่อน มักจะวางไข่เป็นกลุ่ม 15-30 ฟอง จากไข่เป็นตัวหนอนใช้เวลา 14 วัน เมื่อเป็นหนอนตัวอ่อน จะชักใยหุ้มตัวมีลักษณะเป็นปลอกม้วนตัวทั้งปลอก และทำลายพืชโดยการเข้ากัดกินผิวใบ เพื่อเข้าดักแด้ ในระยะดักแด้จะฟักออกเป็นตัวแก่ภายใน 12 วัน ซึ่งหนอนปลอกนั้นมีหลายสกุล มักพบว่ามีการแพร่ระบาดในหลายพืชสำคัญ เช่น กล้วย อ้อย ข้าวโพด ปาล์ม มะพร้าว ฯลฯ และเป็นศัตรูพืชที่รู้จักกันดีในพื้นที่เขตร้อนทั่วโลก
พืชอาหาร : พืชสกุลปาล์ม พืชสกุลกล้วย ผกากรอง อะกาเว ปรง กลอย เล็บครุฑ เป็นต้น
ลักษณะการทำลาย : หลังจากตัวหนอนฟักออกจากไข่ ตัวหนอนจะสร้างเส้นใยขึ้นปกคลุมมองเห็นเป็นปลอก แล้วโผล่หัวออกมากัดแทะเล็มผิวใบกล้วยทำให้ใบเป็นแผลลอก -แห้งเป็นสีขาวนวล-สีน้ำตาลอ่อน จากนั้นหนอนจะเคลื่อนตัวเองไปเรื่อยๆ จึงมองเห็นใบกล้วยถูกหนอนปลอกเข้าทำลายเป็นหย่อมๆ
การป้องกันกำจัด : ใช้สารเคมี Carbaryl (เซฟวิน) ฉีดพ่นเพื่อการป้องกันกำจัด
 

2. หนอนม้วนใบ

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Erionota thrax เป็นหนอนผีเสื้อ ตระกูล Hesperiidae ถูกพบมากในประเทศอินเดีย,เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ,ปาปัวนิวกินี ในภาคเหนือของประเทศจีนและมีหลากหลายสายพันธุ์ในหมู่เกาะแปซิฟิค รวมถึงหมู่เกาะโซโลมอนและฮาวาย สำหรับตัวเต็มวัยของหนอนม้วนใบกล้วยนั้นเป็นผีเสื้อขนาด 70-77 มม. สามารถขยายพันธุ์ได้หลายครั้งต่อปี ตัวหนอนจะอาศัยกัดกินและอาศัยอยู่ที่ใบกล้วย นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเข้าทำลายมะพร้าวและพืชตระกูลปาล์มอีกด้วย
พืชอาหาร : กล้วย,มะพร้าว และ พืชตระกูลปาล์ม
ลักษณะการทำลาย : หนอนม้วนใบกล้วย E. thrax จะกัดกินใบและก้านใบอ่อน โดยใบและก้านใบจะแหว่ง หรือฉีกข

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...