เรื่องกล้วยใครว่าจะกล้วยๆ : ว่าด้วยเรื่องโรค-แมลงศัตรูกล้วยที่ต้องเฝ้าระวัง!
ตั้งแต่จำความได้(อีกแล้ว)ก็ไม่อาจจะสาวถึงต้นตอของคนที่นำคำว่า "กล้วย" มาใช้นิยามแทนคำว่า "ง่าย" ได้เสียที แต่ที่เห็นชัดเลยก็คือ คนไทยนิยมใช้คำว่ากล้วยในสำนวนที่สื่อถึงความง่ายดาย เช่น "ง่ายดังปอกกล้วยเข้าปาก" หรือ "เรื่องกล้วยๆ" กันมานานหลายชั่วอายุคน จนผู้เขียนเองก็เผลอเชื่อไปได้อย่างสนิทใจว่า อะไรที่เกี่ยวกับกล้วยนั้นคือความง่ายดาย และดันคิดไปเองเสียอีกไกลว่า กล้วยนั้นปลูกไม่ยาก และ โรค-แมลงก็ไม่น่าจะมีมากด้วย แต่ทว่า ไม่ใช่เลย เพราะพออากาศอยู่ในช่วงครึ่มฟ้าครึ้มฝนหรือช่วงปลายฝนต่อร้อน-แล้ง ก็จะพบว่ากล้วยที่ปลูกไว้นั้นมีอาการของโรค ใบจุดประปราย นานๆ ไปก็จะมี โรคซิกาโทกา(ใบจุดอีกชนิดหนึ่ง) เข้ามาเยี่ยมเยือนบ้าง และมีหนอนม้วนใบมาพักอาศัยอยู่ชั่วครู่ชั่วยาม แต่ที่จะพบบ่อยที่สุดก็คือโรคตายพรายหรือโรคเหี่ยว(ใบไหม้จากขอบ และต้นหรือก้านใบหักพับกลางลำ) ที่ล้วนแล้วแต่ทำให้กล้วยที่ปลูกไว้ไม่โต และไม่สวยอย่างที่ใจแอบมโนไปไกล
การรับมือกับเชื้อราสาเหตุโรคพืชเบื้องต้น : สิ่งที่ผู้เขียนจะนำมาใช้ปฏิบัติการกับสวนกล้วยรอบบ้านที่ปลูกไว้ก็คือ การนำวิธีกลมาจัดการก่อนเป็นอันดับแรก เพราะสามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนอะไร แค่ใช้แรงงานตัดแต่งกิ่งก้านที่เป็นโรค ใบจุด ใบไหม้ หรือ ส่วนของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายทิ้งให้ไกลๆ พื้นที่ของตัวเอง และเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ เช่น มีดที่ใช้ตัดแต่งกิ่งใบ จอบ พลั่ว ฯลฯ ที่จะกลายเป็นพาหะของโรค ที่นำโรคจากต้นที่เป็นโรคไปสู่กล้วยต้นอื่นๆ จากนั้นผู้เขียนจึงนำความรู้พื้นๆ เข้ามาจัดการเป็นลำดับถัดไป เอาแบบเลี่ยงการใช้สารเคมีให้มากที่สุด โดยใช้ปูนแดงหรือปูนที่กินกับหมาก อัตราส่วนตามใจชอบ (ประมาณ 1 กำมือ ) ผสมกับน้ำสะอาด 15-20 ลิตร แล้วนำมีดที่ใช้ตัดแต่งกล้วยจากต้นหนึ่งเสร็จแล้ว จุ่มแช่ลงในกระป๋องน้ำละลายปูนกินหมากไว้ประมาณ 1 นาที (หรือนับแค่ 1-100 ในใจเร็วๆ) ก่อนจะนำมีดขึ้นมาใช้ตัดแต่งกิ่งก้านต้นกล้วยที่เป็นโรคต้นถัดไปทิ้ง และทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยเปลี่ยนน้ำปูนแดง เพียง 2 -3 ครั้งเท่านั้น(กล้วยไม่เยอะมากค่ะ) ส่วนน้ำที่ต้องเททิ้งก็นำไปราดรดลงดินบริเวณต้นที่มีอาการตายพรายที่ผู้เขียนขุดแบบถอนรากถอนโคนออกไปเผาทิ้งให้ชุ่ม ซึ่งก็เป็นการป้องกันกำจัดเชื้อราในดินในเบื้องต้นที่ได้ผลเช่นกัน
ซึ่งขณะนั้นผู้เขียนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องใช้ปูนแดง ที่คนไทยสมัยก่อนนิยมนำมาทานกับหมาก แต่เมื่อสมัยเรียนจบใหม่ๆ ได้มีโอกาสไปดูแลแปลงกล้วยไม้ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แล้วมีโอกาสได้อ่านตำราของ ศ.ดร.ระพี สาคริก เกี่ยวกับวิธีการจัดการโรคกล้วยไม้ โดยใช้ปูนแดงมาร่วมกำจัด จึงลองนำมาทำกับสวนกล้วยตัวเองดู ซึ่งก็ได้ผลดีตรงที่ไม่มีการระบาดต่อในวงกว้าง สามารถหยุดการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่จะติดไปกับอุปกรณ์ได้ โดยเฉพาะโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เนื่องจากปูนแดงนั้นทำมาจากหินปูน/เปลือกหอยแครง(สมัยก่อนและมีน้อยในปัจจุบัน) เมื่อนำมาละลายน้ำแล้วจะได้น้ำที่มีค่าความเป็นด่าง จึงใช้ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคพืชได้ดี ด้วยความที่เชื้อราจะเจริญได้ดีในสภาพที่เป็นกรด เมื่อเอาความเป็นด่างเข้าไปแทนที่ความเป็นกรดก็จะเจือจางลง จึงทำให้กิจกรรมในกระบวนการต่างๆ ของเชื้อราไม่สามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม สุดท้ายเชื้อราก็จะตายแบบอยู่ไม่ได้ไปเอง
วันนี้ผู้เขียนเห็นกระแสผู้คนหลั่งไหลมาปลูกกล้วยกันเยอะมากในปัจจุบัน หลังจากกล้วยตายไปมากเพราะภัยแล้งปี 2558 และ เกิดโรคระบาด ดังจะเห็นได้จากที่มีเกษตรกรหลายรายโทรเข้ามาสอบถามกันมาก เรื่องกล้วย ผ่านสายด่วน *1599 ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร(Farmer Info) ที่เป็นบริการความร่วมมือระหว่าง Rakbankerd.com กับ dtac ในการให้บริการข้อมูลข่าวสารทางการเกษตร แบบสายด่วนออนไลน์ (โทรฟรี สำหรับลูกค้า dtac ) นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 เป็นต้นมาผู้เขียนจึงขอใช้โอกาสนี้หันมาทบทวนพร้อมเรียนรู้เพิ่มเติมในสิ่งที่ผู้เขียนยังไม่ได้เรียนรู้อย่างจริงจังเกี่ยวกับกล้วยกันอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องของ "โรค-แมลงศัตรูกล้วย" เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดจากการไม่รู้จักสิ่งที่ทำดีพอ ด้วยกล้วยเป็นพืชที่มีโรคและแมลงรุม เช่นเดียวกับพืชชนิดอื่น หากเจ้าของไม่ใส่ใจ ก็จะเกิดปรากฎการณ์ ด้วงงวงเข้าทำลาย หรือ เกิดโรคระบาดอย่างโรคตายพรายที่ทำกล้วยตายยกสวนกันมาแล้ว ในช่วงปลายปี พ.ศ.2558 ถึงต้นปี 2559 ดังนั้น ผู้เขียนจึงอาจหาญกล้ากล่าวได้ว่า การปลูกกล้วยนั้นไม่กล้วยเหมือนคำฮิตติดปากที่คนไทยเราใช้สื่อถึงคำว่า "ง่าย" แน่ๆ
สามเหลี่ยมของการเกิดโรค (Disease triangle)
*ภาพ :http://www.natres.psu.ac.th*
1.โรคพืชเกิดขึ้นได้อย่างไร
2. โรคกล้วยที่สำคัญ
- โรคตายพราย/โรคเหี่ยว(Banana Fusarium wilt/Panama disease)
- โรคซิกาโทก้า (Sigatoka)
- โรคแอนแทรคโนส(Anthracnose)
- โรคใบจุดกระ (Banana freckle )
3. แมลงศัตรูกล้วยที่สำคัญ
- หนอนปลอก
- หนอนม้วนใบ
- ด้วงงวง
โรคพืชเกิดขึ้นได้อย่างไร
ผู้เขียนขอสอดแทรกความรู้และข้อคิดเห็นส่วนตัวสลับกับการหยิบยกบทความทางวิชาการ เกี่ยวกับโรคกล้วยมาอธิบายพร้อมภาพประกอบจาก Internet เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการป้องกันกำจัดหรือจัดการกับกล้วยที่ปลูกไว้ ไม่ว่าจะเป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ หรือ กล้วยอะไรก็ดี ให้พึงระลึกไว้ว่า ตราบใดที่ยังเป็นพืชตระกูลกล้วย(Musaceae) อาการของโรคและแมลงศัตรูพืชที่พบเข้าทำลายก็จะเป็นประเภทเดียวกันเหมือนดังเช่น ไข้หวัดคน ก็ต้องเกิดกับคน มีเชื้อโรคต่างไปจากไข้หวัดนก หรือ ไข้หวัดแมว นอกเสียจากว่าเชื้อโรคนั้นๆ จะมีการพัฒนาตัวเองให้แกร่งขึ้น(Adaptation) เหมือนเช่น โรคไข้หวัดนกที่ติดต่อสู่คนได้ อย่างไรก็ดี เชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคกับพืชก็ไม่สามารถทำให้เกิดโรคชนิดเดียวกันกับ คน หรือ สัตว์ เนื่องจากพืชและสัตว์นั้นต่างอาณาจักร ต่างชั้น ต่างสายพันธุ์ ต่างสรีระวิทยา เคมี และ มีกระบวนการมีชีวิตอยู่ไม่เหมือนกัน โรคจากพืชจึงไม่สามารถถ่ายทอดสู่สัตว์ได้ เช่นเดียวกับที่โรคของสัตว์ก็ไม่สามารถถ่ายทอดสู่พืชได้เช่นกัน
สำหรับการเกิดโรคในพืชนั้นมีสาเหตุหลัก 2 ประการคือ
1. โรคพืชที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต (Biotic pathogen) เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส ไวรอยด์ ไส้เดือนฝอย ไฟโตพลาสมา นก หนู หรือสัตว์ อื่นๆ รวมไปถึงการเกิดกาฝากกับพืช เป็นต้น
2. โรคพืชที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต (Non-Biotic pathogen) เช่น ขาดธาตุอาหาร การจัดการที่ไม่ถูกต้อง(ให้ปุ๋ยมากไป /รดน้ำมากไป) แสงแดด อุณหภูมิ ลม น้ำ อากาศ ความชื้น มลพิษทางน้ำและอากาศ และ สภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน เป็นต้น
ปัจจัยที่ทำให้พืชเกิดโรค(Plant Disease) : การที่พืชจะเป็นโรคใดโรคหนึ่งได้นั้นต้องมีปัจจัยหลายๆ อย่างมาประกอบกัน(เหมือนเส้นแต่ละด้านในรูปสามเหลี่ยมด้านบนที่ต้องมาแตะต้องกัน) ในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมตามกฏของสามเหลี่ยมแห่งการเกิดโรค(Disease triangle) นั่นคือ จะต้อง มี 1. เชื้อสาเหตุ 2.พืชปลูก 3. สภาพแวดล้อม(ที่เหมาะสม) 4. เวลา ซึ่งถ้าขาดส่วนหนึ่งส่วนใดนี้ไปก็จะก่อให้เกิดโรคแก่พืชไม่ได้ (เรื่องนี้ผู้เขียนจำได้แม่นยำ เพราะพลาดสอบวิชาโรคพืชเบื้องต้นทำให้ต้องสอบทีหลังเพื่อน ด้วยชุดข้อสอบสุดหิน ทางแก้ผ้าเอาหน้ารอดของผู้เขียนคือการตื่นมาท่องจำทำความเข้าใจกับตำราเรียนตั้งแต่ ตี 3 - 6 โมงเช้าติดต่อกันเป็นสัปดาห์ ก่อนจะนัดอาจารย์ผู้สอนเพื่อทำการสอบใหม่) ซึ่งผู้เขียนจะขอขยายความเกี่ยวกับสามเหลี่ยมของการเกิดโรค(พืช) ไว้พอให้เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นสามเหลี่ยมด้วยภาษาที่อ่านง่ายไม่วิชาการจ๋ามาก จนต้องปีนบันใดขั้นสูงๆ อ่านกัน ดังนี้
1.พืชปลูก หรือ พืชอาศัย (Host) เป็นสิ่งแรกเลยที่ต้องมี โดยพืชที่เราปลูกหรือแม้แต่ที่ไม่ได้ปลูกนั้นอยู่ในสภาพที่อ่อนแอพอที่เชื้อโรคจะเข้าทำลายได้ง่าย หรือ เป็นพาหะให้เชื้อโรคแฝงตัวอยู่
2.เชื้อสาเหตุ (Pathogen) เชื้อนี้ต้องอยู่ในสภาพที่แข็งแรง พร้อมแพร่พันธุ์ และ พร้อมลุยเพื่อความอยู่รอดของตนเองด้วย เช่น เชื้อนั้นยังเด็กยังไม่มีอวัยวะสืบพันธุ์หรือส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์(สปอร์) ก็จะไม่สามารถแพร่พันธุ์เชื้อร้ายไปกัดกินพืชปลูก
3.สภาพแวดล้อม (Environment) ปัจจัยนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งมนุษย์เราไม่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ ดังนั้น การที่มีฝนมากเกินไป ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงเกินไป(อากาศชื้นสูง เช่น ช่วงฝนตกติดๆ กันหลายวันหรือหลังฝนตกใหม่ๆ ) ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนของเชื้อโรคพืช เช่น เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ในดิน วัชพืช หรือ ไม้ยืนต้นอื่นๆ หากเมื่อใดก็ตามที่ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ขอให้ดูแลแปลงพืชปลูกเพิ่มขึ้น เช่นทำทางระบายน้ำ ตัดแต่งกิ่งก้านใบที่รกทึบออก สร้างทางลมให้อากาศระบายได้สะดวก พืชก็จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคน้อยลง
4. ระยะเวลา (Time) สิ่งนี้จะต้องทำให้ทั้งสามข้อที่กล่าวมานั้นสัมพันกัน จนก่อให้เกิดโรคได้ เช่น ระยะเวลาที่เชื้อโรคกับพืชนั้นสัมผัสกัน ในช่วงจังหวะที่สภาพแวดล้อมเหมาะสม เหมือนดั่งเส้นของรูปสามเหลี่ยมแห่งการเกิดโรค ตามภาพได้มาแตะหรือบรรจบกันทุกเส้นทุกมุมจนเกิดเป็นรูปสามเหลี่ยมดังกล่าว ภายใต้จังหวะเวลาที่เหมาะเจาะ ทั้งนี้ให้ลองนึกถึงตัวเองตอนที่อดนอนน้อย ทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ แล้วมาเจอกับลม ฝน และแอร์เย็นๆ ในออฟฟิศ ประจวบเหมาะกับคนในออฟฟิศเป็นหวัดอยู่ ก็จะทำให้เรามีโอกาสติดโรคหวัดนี้ได้ง่ายเช่นกัน เพราะได้จังหวะเวลาที่เหมาะสม องค์ประกอบครบ คือ มีความอ่อนแอ มีเชื้อโรค มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการแพร่ระบาดหรือขยายพันธุ์ในเวลาที่ประจวบเหมาะ
เมื่อเกิดความเข้าใจแล้วว่าอะไรที่ทำให้พืชปลูกเป็นโรคได้ ก็จะนำมาสู่การพิจารณาอาการ หรือการวินิจฉัยพืชปลูกว่าเป็นโรคอะไร ? แล้วจะป้องกันแก้ไขกันอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของผู้ปลูกน้อยที่สุดกันค่ะ
อาการของกล้วยที่เป็นโรคตายพราย (Fusarium sp.)
ภาพ :http://www.plantwise.org
โรคกล้วย
สำหรับโรคกล้วยที่ควรเฝ้าระวังและป้องกันกำจัด เพื่อลดความเสียหายต่อพืชปลูก มีดังนี้
1.โรคตายพราย/โรคเหี่ยว(Banana Fusarium wilt/Panama disease)
ในประเทศไทยมีการแพร่ระบาดของโรคนี้เป็นวงกว้าง พบในหลายพื้นที่ หรือ เกือบทุกจังหวัดในประเทศ และพบว่ากล้วยน้ำว้านั้นอ่อนแอต่อโรคนี้มากที่สุด โดยเฉพาะกล้วยที่มีอายุอยู่ระหว่าง 4-5 เดือน โดยเชื้อสามารถติดต่อแพร่กระจายได้ดี ทางดิน น้ำและลม ในพื้นที่ที่ดินเป็นกรดอย่างในเขต อ.องครักษ์ จ.นครนายก ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผู้เขียนนั้นจะพบการระบาดของโรคนี้มากที่สุด ซึ่งโรคนี้มีการระบาดในประเทศไทยมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535 และ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2558 ก็พบว่ามีการแพร่ระบาด สร้างความเสียหายต่อกล้วยที่ปลูกไว้ได้มากมายหลายพื้นที่
สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อรา Fusalium oxysporum f.sp. cubense
ลักษณะการแพร่ระบาด : มักจะแพร่ระบาดไปกับกล้วยที่ปลูกในดินเหนียวหรือในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำไม่ดี เชื้อราจะมีอยู่มากบนผิวของเหง้าที่เป็นโรค โดยจะเห็นว่ามีส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรา(สปอร์)ติดอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น การแพร่ระบาดจึงเป็นไปได้ทั้งการใช้หน่อที่มีเชื้อ ,ทางดิน ,การให้น้ำ และ การใช้วัสดุ-อุปกรณ์ร่วมกัน
อาการของพืชที่เป็นโรค :
1. เชื้อราจะเข้าทำลายทางรากพืช แล้วไปเจริญอยู่ในท่อน้ำท่ออาหารของเหง้าและโคนต้น ทำให้ท่อน้ำท่ออาหารเกิดอุดตัน และเน่าเป็นสีน้ำตาล ตัดกับเนื้อเยื่อของกาบกล้วยหรือลำต้นเทียมสีขาว หากมีการผ่าตัดขวางลำต้นที่ความสูง 50-100 ซม. ออก จะเห็นเส้นท่อน้ำมีสีน้ำตาล-แดง-ดำ ได้ชัดเจน
2. เมื่อท่อน้ำถูกทำลายโดยเชื้อรา Fusarium sp. การส่งน้ำจากรากไปสู่ใบจึงเป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย พืชจึงแสดงอาการเหี่ยวเฉาเหมือนขาดน้ำในเบื้องต้น ก่อนจะแสดงอาการที่หนักกว่านี้นั่นคือ ใบเหี่ยวและกิ่งหักพับลู่ลงมา วิธีการทดสอบ เมื่อพบว่ากล้วยมีการเหี่ยวเฉาเหมือนขาดน้ำ ให้เกษตรกรทำการให้น้ำกล้วยกอนั้นให้ชุ่มชื้นและเฝ้าดูว่า ภายใน 30 นาที - 1 ชม. นั้นพืชมีอาการฟื้นตื่่นจากสภาพที่สลดเหี่ยวเฉาแล้วกลับมาดีดังเดิมหรือไม่ หากยังเหี่ยวเฉาอยู่ให้สันนิษฐาน(คาดเดา)ไปเลยว่าเป็นโรคเหี่ยวเพราะเชื้อรา Fusarium sp. ชัวร์ ให้ลองขุดต้นออกมาตัดดูว่าท่อน้ำเสียหายหรือไม่ หากพบสัญญาณของโรคให้นำไปเผากำจัดทิ้ง โดยอย่าทิ้งลงในแหล่งน้ำหรือฝังดิน เพราะนั่นยิ่งเป็นหนทางให้เชื้อโรคขยายจำนวนและแพร่ระบาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
3. อีกอาการหนึ่งที่สังเกตุได้เด่นชัดในกล้วยที่อยู่ในระหว่างการเจริญเติบโต(ต้นเล็ก)ก็คือ ส่วนใบยอดหรือใบธง เป็นสีขาวอมเหลืองซีด ชูตั้งตรงอยู่บนยอด แต่ส่วนของกาบใบนั้นกลับหลุดออกหลวมๆ(เหมือนล่อนออกมา) หากกล้วยอยู่ในระยะของการเจริญเติบโตทางลำต้น จะหยุดชะงักการเจริญเติบโต-ไม่ออกปลีหรือตกเครือ
ข้อสังเกตุ : ทั้งต้นแก่และต้นอ่อนเมื่อผ่าลำต้นตรวจดูตามขวาง จะพบกาบที่อยู่ภายนอกมีเนื้อเยื่อสีเหลือง แต่กาบถัดเข้าไปเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแดง
++ สรุปอาการของกล้วยที่เป็นโรคตายพราย ++
ระยะเริ่มแรก :ใบมีสีเหลือง 3-4 ใบและหักพับตรงโคนก้านใบ ทำให้ใบห้อยลู่ลงมาขนานกับลำต้นเทียม*
*ลำต้นเทียม คือ สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นต้นกล้วย แต่จริงๆ แล้วคือกาบใบ
ระยะรุนแรง :ใบกล้วยมีสีเหลืองเหี่ยวหลายใบ และหักพับลงมาคลุมลำต้นเทียม
ระยะสุดท้าย :ใบกล้วยเหี่ยวแห้งทั้งต้นและยืนต้นตาย
การป้องกันกำจัด :
- ใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ปลอดโรค
- ทำลายต้นกล้วยที่เป็นโรค
- ห้ามขุดย้ายหน่อที่เป็นโรคไปปลูก
- ทำความสะอาดเครื่องมือ
- เมื่อขุดต้นที่เป็นโรคทิ้งแล้ว ควรใส่ปูนขาว 1-2 กก./หลุม
- ก่อนปลูกควรแช่หน่อพันธุ์ด้วยสารเคมีกำจัดเชื้อรา เช่น คาร์เบนดาซิม
- ราดโคนต้นที่เป็นโรคให้ชุ่มด้วยสารเคมี เช่น แคปแทน อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
- ฉีดสารเคมี คาร์เบนดาซิม เข้มข้น 2% จำนวน 3ม.ล./ต้น ทุก 5, 7 และ 9 เดือน
- ใช้สารเคมีราดบริเวณที่เป็นโรค
- ปล่อยน้ำให้ท่วมแปลงปลูก
- จัดระบบน้ำที่เหมาะสม
- ใช้เชื้อรา Trichoderma เข้ามาควบคุม
- ปลูกกล้วยอื่นแทนกล้วยน้ำว้า
- หรือ ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายมาปรามโรค ซึ่งแก้ได้ทั้งโรคตายพราย(กล้วย),โรคไวรัสด่างวงแหวน(มะละกอ),โรคแคงเกอร์(มะนาว,ส้ม,มะกรูด),รากเน่า-โคนเน่า(ทุเรียน),แอนแทรคโนส,หน้ายางตาย ฯลฯ เพียงใช้ จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยายราดลงไปที่โคนต้นพืชโดยตรงอัตรา 1 แก้วกาแฟ แล้วรดน้ำตาม 20 ลิตร หรือ จะใช้ผสมน้ำราดทุก 7 วัน ไม่นานพืชจะมีอาการใบเขียวขึ้นและแข็งแรงขึ้น กรณีใช้รักษาโรคหน้ายางตาย(เป็นไม่เยอะ) ให้ใช้ในอัตราจุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย 5 ช้อนแกง / น้ำ 20 ลิตร ทาหน้ายางและราดโคนต้น แต่ถ้าเป็นเยอะ ให้ใช้จุลินทรีย์หน่อกล้วยสูตรขยาย อัตรา 200 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ทาหน้ายางและรดโคนต้น เพียงแป้บเดียวใบจะเขียว หน้ายางจะกลับมานิ่มกรีดได้เหมือนเดิม ซึ่งเรียกว่าสูตรน็อคเอ้าท์
อาการของกล้วยที่เป็นโรคซิกาโทก้า (Yellow sigatoka disease)
ภาพ :http://www.cpsskerala.in
2. โรคซิกาโทก้า (Yellow sigatoka disease)
เป็นอีกหนึ่งโรคที่ผู้เขียนพบเห็นว่ามีการมาเยือนแปลงกล้วยของผู้เขียนบ่อยครั้ง แต่ละครั้งก็ลุกลามไปได้อย่างรวดเร็ว เพราะเชื้อโรคปลิวไปกับแรงลม ซึ่งอาการของโรคนี้จะเห็นได้ชัดบนใบกล้วย ในระยะรุนแรงจะดูคล้ายกับโรคตายพรายมาก(ยอดเหี่ยวแห้ง แต่ไม่หักพับ) หากไม่ได้สังเกตุอาการผิดปกติที่เกิดกับพืชมาก่อนหน้านี้ผู้ปลูกก็อาจวินิจฉัยโรคผิดและเลือกใช้วิธีการกำจัดที่ผิดพลาดไปด้วย แต่อาการเริ่มต้นของโรคซิกาโทก้า ที่สังเกตุเห็นได้เด่นชัดก็คือ ใบกล้วยมีแผลเป็นทางใหญ่ไปตามแนวเส้นใบ ดูเต็มพรืดไปหมด (ดังรูป)
สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อรา Cercospora musae
การแพร่ระบาด : ทางลม ฝน และ การให้น้ำ โดยสปอร์และวัสดุอุปกรณ์รวมถึงคนก็สามารถนำพาเชื้อโรคจากต้นหนึ่งไปสู่อีกต้นได้ด้วยเช่นกันค่ะ
ลักษณะอาการของพืชที่เป็นโรค :
1. ใบกล้วยจะเป็นจุดเล็ก ๆ สีเหลืองก่อน โดยอาการของโรคจะเกิดจากใบล่างไล่ขึ้นไปด้านบน ต่อมาจุดแผลจะขยายใหญ่เป็นขีดสีเหลืองขนานไปตามเส้นใบตามขวาง และขนาดของแผลจะโตขึ้นมีรูปร่างยาวรี แผลตรงกลางเป็นสีน้ำตาลแห้ง/สีน้ำตาลเข้ม/น้ำตาลไหม้ จะเห็นใบรอบๆ ขอบแผลเป็นสีเหลืองสด ในระยะที่มีอาการรุนแรงจะเห็นแผลรูปวงรี ยาวเรียงติดต่อกัน (ดังรูป)
2. โรคซิกาโทกานี้ จะเข้าทำลายใบตั้งแต่ที่ยังไม่แก่แล้วจะเกิดเป็นแผลเชื่อมต่อกันไปบนผืนใบ เมื่อกล้วยเป็นโรคนี้มากจะทำให้เจริญเติบโตไม่เต็มที่ ใบจะเหลืองแห้ง กล้วยออกดอก-ผลได้ไม่ดี ถ้าเป็นในช่วงตกเครือ ผลกล้วยที่ได้จะเล็ก แกร็น ไม่โต โรคนี้จึงจัดว่าเป็นโรคที่สำคัญของกล้วยอีกโรคหนึ่งไม่แพ้โรคตายพราย เพราะกระทบต่อผลผลิตที่จะได้รับมากพอสมควร
การป้องกันกำจัด :
- ตัดแต่งใบที่มีอาการของโรคไปเผาไฟทิ้งนอกแปลงปลูกพืช ในทิศทางใต้ลม
- ใช้สารคาร์เบนดาซิม 50% WP อัตรา 10-12 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น และก่อนพ่นสารเคมีดังกล่าว ควรผสมสารจับใบที่สามารถหาได้ง่ายๆ เช่น น้ำยาล้างจาน หรือ ผงซักฟอก ลงไปด้วย 1-2 ช้อนโต๊ะเพื่อให้สารเคมีดังกล่าวจับค้างอยู่บนใบพืชที่เป็นโรคได้นานขึ้น ทำให้ออกฤทธิ์กำจัดโรคพืชได้ดีขึ้นด้วย
ผลกล้วยที่เป็นโรคแอนแทรคโนส
ภาพ :http://www.ctahr.hawaii.edu
3. โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)
เป็นอีกหนึ่งโรคที่สำคัญของกล้วยทุกชนิดพันธุ์ มักพบเข้ามาสร้างปัญหาหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต หรือ ระยะระหว่างรอการจำหน่ายผลผลิต มักพบอาการของโรคที่ผลมากกว่าส่วนอื่นๆ
สาเหตุของการเกิดโรค : เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum musarum
การแพร่ระบาด : เกิดจากการปลิวไปของสปอร์ โดยลมฝน ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิตหรือหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว
ลักษณะอาการของพืชที่เป็นโรค :
1. ผลกล้วยจะถูกเชื้อราเข้าทำลายในระยะแก่เต็มที่หรือใกล้จะสุก โดยสปอร์ของเชื้อราสาเหตุจะไปตกติดอยู่บนปลายสุดของผล เมื่อได้รับความชื้นก็จะงอกและเข้าทำลายปลายผลก่อนจนมองเห็นเป็นจุดสีดำ ฉ่ำน้ำ แล้วขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่เนื้อเยื่อภายในทำให้เนื้อในผลเน่ายุ่น และ เปลือกเป็นสีดำคล้ำหรือน้ำตาลดำ(ดังรูป)
2. ขนาดและรูปร่างของแผลที่เกิดโรคนั้นไม่แน่นอน หากขยายด้วยกำลังกล้องที่มีความละเอียดสูงจะเห็น ผิวผลสีน้ำตาลดำที่เป็นโรคนั้นมีตุ่มนูนสีน้ำตาลเข้มขนาดเล็กๆ อยู่ทั่วไป
3. โรคนี้เป็นได้ทั้งก่อนและหลังเก็บเกี่ยว หากผลกล้วยเป็นโรคแล้วจะเน่าลุกลาม สร้างความเสียหายได้เร็วมาก
การป้องกันและกำจัด :
- ฉีดพ่นด้วยคาร์เบ็นดาซิม 50 % W/V SC อัตรา 10-20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เบนโนมิล 50% WP อัตรา 5-15 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
- ชุบสารละลายขมิ้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยการแช่ในน้ำผสมผงขมิ้นนาน 10 นาทีแล้วผึ่งให้แห้ง
- ตัดแต่งกิ่งก้านให้โปร่งโล่งพร้อมกำจัดเศษซากพืชและกาบกล้วยที่เหี่ยวแห้งออกจากแปลงพืช
- เลือกไว้ต้นที่แข็งแรง และควรไว้ต้นเพียง 3-4 ต้นต่อกอ
- กำจัดวัชพืชออกจากแปลงปลูก เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค หรือเชื้อโรคไปอาศัยอยู่
- บำรุงพืชปลูกให้แข็งแรงด้วยน้ำและปุ๋ยและคลุมดินด้วยเศษฟาง
- สร้างทางระบายน้ำในแปลงปลูกพืช เพื่อลดการท่วมขังหลังการให้น้ำหรือฝนตก
ลักษณะของกล้วยที่เป็นโรคใบจุดกระ
ภาพ : https://en.wikipedia.org
4.โรคใบจุดกระ (Banana freckle )
เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบเห็นได้มากในแปลงปลูกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ดินเปรี้ยว ซึ่งจะพบเห็นอาการของโรคได้ชัดเจนบนใบ และ ผล บางครั้งจะเห็นจุดกระนี้ลุกลามไปสู่กลีบดอก เส้นกลางใบ และ ตามกิ่งก้านของเครือและผลกล้วยด้วยเช่นกัน โรคนี้จะพบมากในกล้วยเล็บมือและกล้วยหอม มีรายงานว่ามีการพบโรคใบจุดกระนี้ ใน 27 ประเทศ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอเชียเนีย และ อินเดีย
สาเหตุของโรค : เกิดจากเชื้อรา Phyllosticta cavendishii
การแพร่ระบาด : เชื้อโรคจะอาศัยอยู่พืชในสกุลกล้วยทุกชนิด(Musa Species) เชื้อโรคสามารถแพร่ระบาดได้ โดยการขยายพันธุ์และพาหะที่นำส่วนของกล้วยที่เป็นโรคไปสู่กล้วยต้นอื่นๆ เช่น คน นก หนู แมลง ลม ฝน น้ำ ความชื้น ฯลฯ เชื้อโรคสามารถแพร่กระจายไปได้ไกลหรือติดไปกับการขนย้ายใบและผลที่เป็นโรค
ลักษณะอาการ :
อาการที่เกิดกับใบ - เชื้อราสาเหตุจะเข้าทำลายได้ทั้งใบแก่และใบอ่อน พืชที่เป็นโรคเริ่มแรกจะแสดงอาการเป็นจุดเล็กมากๆ(เล็กกว่า 1 มม.) สีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ โดยทั่วไปจะมองเห็นอาการด้านบนใบมีลักษณะคล้ายเขม่าสีดำ(Figuro 1)ซึ่งเกิดจากสปอร์ของเชื้อรา และจากจุดเริ่มต้นนี้เชื้อราจะแพร่กระจายออกไปบนผิวใบจนมองเห็นเป็นจุดกระทั่วใบ เมื่อสัมผัสจะรู้สึกสากมือ ทั้งนี้การเกิดจุดบนพืช สามารถเกิดเป็นกระจุก เป็นแนวเส้นยาว ๆ แนวทแยงมุม หรือแนวนอนทั่วแผ่นใบ ในบางกรณี จะเห็นเป็นกระจุกสีดำเป็นพรืดจากเส้นกลางใบลงไปตามแนวยาวของเส้นใบจนชนขอบใบ เมื่้อมีอาการของโรครุนแรงจะเห็นแผ่นใบเป็นสีเหลือง(Figuro 2)
อาการของโรคใบจุดอีกแบบหนึ่ง(ใบจุดสีเทา) จะเห็นเป็นจุดขนาดใหญ่ขึ้น (เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 4 มม.) เป็นสีน้ำตาลดำ-สีดำ โดยตรงกลางจุดนั้นอาจมองเห็นเป็นสีเทาตรงกลาง และสามารถแพร่กระจายไปรวมกันมองเห็นเป็นจุดสีดำใหญ่ๆ หรือ เห็นเป็นจุดแผลใหญ่ตามแนวยาวของเส้นใบ โดยอาการใบจุดลักษณะนี้สัมผัสแล้วจะสากมือเมื่ออาการเริ่มลุกลามจะเห็นเนื้อเยื่อรอบๆ แผลเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจากนั้นใบจะเริ่มเหี่ยวเฉาและหักพับ(กรณีที่มีการระบาดหนัก) แล้วเชื้อโรคจะแพร่กระจายสู่ใบล่างๆ และ ผล
อาการที่เกิดกับผล - ผลจะอ่อนแอต่อโรคนี้ และเชื้อโรคสามารถเข้าทำลายผลได้ทุกระยะ นับตั้งแต่ตกเครือไปจนถึงเก็บเกี่ยว หากเป็นในผลอ่อนจะพบว่ามีจุดเล็กมาก ขึ้นกระจายอยู่ทั่วผล มองเห็นเป็นสีน้ำตาลแดง รอบๆ เนื้อเยื่อที่ถูกเชื้อโรคทำลายจะเป็นจุดฉ่ำน้ำ และอาการของโรคจะรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อผลสุกแก่ใกล้เก็บเกี่ยว (Figuro 3)
การป้องกันการแแพร่ระบาด : การป้องกันที่ดีที่สุดต้องเริ่มจากการป้องกันไม่ให้มีชิ้นส่วนของพืชที่เป็นโรคเข้ามาในแปลงปลูก
1. ห่อเครือด้วยถุงกระดาษ หากพบการแพร่ระบาดช่วงที่กล้วยเริ่มจะให้ผลผลิต เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดจากใบ ไปสู่เครือ การควบคุมการแพร่ระบาดจากต้นสู่ผล และจากผลสู่ต้นอื่นๆ
2. ควบคุมการแพร่ระบาดของโรคด้วยการตัดแต่งกิ่งและส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายและปลูกในพื้นที่ที่ไม่เคยพบการแพร่ระบาดของโรคมาก่อน
3. ในประเทศฟิลิปปินส์ควบคุมโรคด้วยวิธีการตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคไปทำลาย ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค
4. การทำความสะอาดแปลงปลูก เช่น การจัดการวัชพืช การปรับค่า pH ของดินให้เป็นกลาง และการทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกครั้ง เป็นกันป้องกันการแพร่ระบาดได้อีกทางหนึ่ง
5. ใช้สารเคมี ป้องกันกำจัด ในประเทศฮาวายมีการใช้สาร Maneb ฉีดพ่นตามอัตราที่กำหนดทุก 2 สัปดาก์ หรือเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี ช่วยยับยั้งการเกิดโรคจุดกระอย่างได้ผล ในประเทศไต้หวันใช้สาร Phaltan, Orthocide, Chlorothalonil, Dithiocarbamates, and Propiconazole ฉีดพ่น ทุก 2 สัปดาห์ พบว่าสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้ ในประเทศฟิลิปปินส์ มีการควบคุมโรคนี้และโรคซิกาโทก้า ด้วยสาร Mancozeb, Triazoles, Tridemorph, and Strobilurin ซึ่งพบว่า Mancozeb สามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด สำหรับการนำไปใช้ยับยั้งโรคจุดกระในฮาวายและฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทยมีการแนะนำให้ใช้สารแคปแทน 50% WP อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้อย่างสมบูรณ์ แต่จะไปช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค ทำให้เชื้อโรคนั้นสร้างความเสียหายให้แก่ผลผลิตได้น้อยลง จึงลดการสูญเสียผลผลิตและยับยั้งการแพร่ระบาดไปสู่พืชต้นอื่นๆ ใกล้เคียงได้
ลักษณะการเข้าทำลายของหนอนม้วนใบ
ภาพ :https://en.wikipedia.org
ด้านแมลงที่สร้างความเสียหายให้แก่กล้วยได้ในระดับปกติจนถึงเสียหายล้มตายได้นั้น ผู้เขียนหรือแม้แต่ตัวผู้ปลูกเองจะพบเห็นกันอยู่ไม่กี่ชนิด ซึ่งผู้เขียนจะขอไล่ลำดับนับจากทำความเสียหายน้อยไปสู่การสร้างความเสียหายได้มากจนต้องตัดตอนต้นกล้วยทิ้งมีดังนี้
1. หนอนปลอกกล้วย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Opogona subcervinella (Walker) เป็น ผีเสื้อตัวเต็มวัยขนาด 2 x 8 มม. สีน้ำตาลอ่อน มักจะวางไข่เป็นกลุ่ม 15-30 ฟอง จากไข่เป็นตัวหนอนใช้เวลา 14 วัน เมื่อเป็นหนอนตัวอ่อน จะชักใยหุ้มตัวมีลักษณะเป็นปลอกม้วนตัวทั้งปลอก และทำลายพืชโดยการเข้ากัดกินผิวใบ เพื่อเข้าดักแด้ ในระยะดักแด้จะฟักออกเป็นตัวแก่ภายใน 12 วัน ซึ่งหนอนปลอกนั้นมีหลายสกุล มักพบว่ามีการแพร่ระบาดในหลายพืชสำคัญ เช่น กล้วย อ้อย ข้าวโพด ปาล์ม มะพร้าว ฯลฯ และเป็นศัตรูพืชที่รู้จักกันดีในพื้นที่เขตร้อนทั่วโลก
พืชอาหาร : พืชสกุลปาล์ม พืชสกุลกล้วย ผกากรอง อะกาเว ปรง กลอย เล็บครุฑ เป็นต้น
ลักษณะการทำลาย : หลังจากตัวหนอนฟักออกจากไข่ ตัวหนอนจะสร้างเส้นใยขึ้นปกคลุมมองเห็นเป็นปลอก แล้วโผล่หัวออกมากัดแทะเล็มผิวใบกล้วยทำให้ใบเป็นแผลลอก -แห้งเป็นสีขาวนวล-สีน้ำตาลอ่อน จากนั้นหนอนจะเคลื่อนตัวเองไปเรื่อยๆ จึงมองเห็นใบกล้วยถูกหนอนปลอกเข้าทำลายเป็นหย่อมๆ
การป้องกันกำจัด : ใช้สารเคมี Carbaryl (เซฟวิน) ฉีดพ่นเพื่อการป้องกันกำจัด
2. หนอนม้วนใบ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Erionota thrax เป็นหนอนผีเสื้อ ตระกูล Hesperiidae ถูกพบมากในประเทศอินเดีย,เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ,ปาปัวนิวกินี ในภาคเหนือของประเทศจีนและมีหลากหลายสายพันธุ์ในหมู่เกาะแปซิฟิค รวมถึงหมู่เกาะโซโลมอนและฮาวาย สำหรับตัวเต็มวัยของหนอนม้วนใบกล้วยนั้นเป็นผีเสื้อขนาด 70-77 มม. สามารถขยายพันธุ์ได้หลายครั้งต่อปี ตัวหนอนจะอาศัยกัดกินและอาศัยอยู่ที่ใบกล้วย นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเข้าทำลายมะพร้าวและพืชตระกูลปาล์มอีกด้วย
พืชอาหาร : กล้วย,มะพร้าว และ พืชตระกูลปาล์ม
ลักษณะการทำลาย : หนอนม้วนใบกล้วย E. thrax จะกัดกินใบและก้านใบอ่อน โดยใบและก้านใบจะแหว่ง หรือฉีกข