มีสติก่อนแชร์! “อั้นตด”ไม่ทำให้กรดไหลย้อน
อ.เจษฎาดึงสติมือแชร์หลังเพจ''รู้ดี''โพสต์เตือน“การอั้นตด”อาจทำให้เกิดอาการ“กรดไหลย้อน”เป็นเรื่องโกหก สถาบันที่วิจัยเรื่องดังกล่าวไม่มีอยู่จริง
วันนี้(6มี.ค.60)จากกรณีเพจเฟซบุ๊กชื่อว่า''รู้ดี'' ได้แชร์ภาพ พร้อมข้อความ ที่กล่าวอ้างคำเตือน ของแพทย์จากสถาบัน คาเซะโนะไดโซ ประเทศญี่ปุ่น ที่ วิจัยพบสาเหตุสำคัญ มีส่วนทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนนั่นคือการ''อั้น ตด''ทำให้เกิดการสะสมของแก๊สหลายชนิด ในลำไส้ใหญ่ อย่างเช่น กำมะถัน ซึ่งเป็นสารที่มีกลิ่นเฉพาะตัว โดยปกติมนุษย์จะขับแก๊สส่วนเกิน ออกจากร่างกาย ได้ 2 ช่องทาง คือ ขับออกทางปากด้วยการ “เรอ”และ ขับออกทางทวารหนัก ด้วยการ ผายลมหรือ ตด
ดังนั้นหากแก๊ส ซึ่งเป็นของเสีย ไม่ถูกขับออก จะเกิดการสะสมเป็นพลังงานและไหลย้อนสู่ลำไส้ใหญ่อีกครั้ง ยิ่งหากอั้นตดบ่อยๆแก๊สของเสีย ที่สะสมจะย้อนกลับไปยังกระเพาะอาหาร จน นำไปสู่สาเหตุของการเป็น โรคกรดไหลย้อน
ล่าสุดนายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ เฟซบุ๊ก ยืนยันการ อั้นตด จน ย้อนกลับสู่กระเพาะไม่ทำให้เป็น กรดไหลย้อน'' ทั้ง คนโพสต์ ที่เอาเนื้อหามา ไม่มีเอกสารอ้างอิง ที่ชัดเจน แถม กล่าวอ้างชื่อของ ''สถาบันคาเซโนะไดโช'' ที่ญี่ปุ่น แต่เมื่อตรวจสอบ ไม่พบ ใน สารบบ ใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่การ์ตูนนักกอล์ฟคาเซโนะไดชิ ส่วนคนที่แชร์และกดไลค์ กว่า3หมื่นคน ทำไมไม่สะดุดใจหรือตรวจสอบกับหน่วยงานแพทย์ของไทย นายเจษฎา ยังได้อธิบาย การเกิด โรคกรดไหลย้อน มาจากความผิดปกติ ของกล้ามเนื้อหูรูด ที่อยู่ตรงส่วนล่างของหลอดอาหาร โดยในคนปกติขณะกลืนอาหารหูรูด จะคลายตัวเพื่อเปิดทาง ให้ อาหาร ไหลผ่านลงไป ในกระเพาะอาหาร เมื่อ อาหาร ผ่าน ลง กระเพาะอาหาร จนหมดหูรูด จะหดรัด พื่อปิดกั้นไม่ให้น้ำย่อยซึ่งเป็นกรดเกลือ ที่อยู่ในกระเพาะอาหาร ไหลย้อน ขึ้นไปที่หลอดอาหาร แต่ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน พบว่า กล้ามเนื้อหูรูดตรงส่วนล่างของหลอดอาหาร หย่อน สมรรถภาพ ทำให้มีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารมากกว่าปกติ จนเกิดอาการผิดปกติ และ การอักเสบของเยื่อบุหลอดอาหาร
โดย สาเหตุที่ทำให้หูรูด ทำงานผิดปกติ ยังไม่ทราบแน่ชัดแต่เชื่อว่าอาจเกิดจากความเสื่อมตามอายุ โรคนี้มักพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี หรือ กรณี หูรูด ยังเจริญไม่เต็มที่ ซึ่งพบในทารกหรือพบในคนที่มีความผิดปกติ ตั้งแต่ กำเนิดซึ่งโรคกรดไหลย้อน มีความสัมพันธ์กับความอ้วน ภาวะตั้งครรภ์,โรคเบาหวาน และ โรคไส้เลื่อนกระบังลม ซึ่งมี กระเพาะอาหารบางส่วนไหลเลื่อนลงไปที่กระบังลม