ปอแน : ความเป็นมุสลิมกับการเป็นเกย์ในสามจังหวัดภาคใต้
*บางทีผมก็อยากขึ้นต้นบทความด้วยประโยคเดียวกันกับประโยคเปิดเรื่องในหนัง ‘The Imitation Game’ (2014) ว่า “คุณตั้งใจฟังอยู่หรือเปล่า?” *
ก่อนที่จะอ่านเรื่องราวทั้งหมดต่อจากนี้ ผมอยากขอให้คุณตั้งใจฟัง เพราะผมมีเจตนาที่ดี หรือ ‘เหนียต’ เพื่อเขียนเรื่องเหล่านี้ ผมเองไม่อยากถูกไล่ออกไปจากพื้นที่ หรือตกเป็นประเด็นดราม่าเหมือนที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 2560 กรณี ‘ห้องเรียนเพศวิถี’ ของร้านหนังสือบูคู จังหวัดปัตตานี ที่ถูกวิจารณ์ว่า จัดกิจกรรมที่สอนให้เยาวชนในสามจังหวัดภาคใต้เป็น ‘รักร่วมเพศ’
ปอแนใต้ปอเนาะ
สิ่งที่ผมอยากแบ่งปันเรื่องราวให้ฟังคือ ผมถูกเรียกว่า ‘ปอแน’ หรือ กะเทย ที่สังคมไทยนิยมใช้เรียกเพศที่ถูกตัดสินว่าผิดเพี้ยนไปจากบรรทัดฐานของสังคม และผมที่เป็นปอแนก็มีประสบการณ์ทางเพศกับผู้ชายในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม หรือ ปอเนาะ กับรุ่นพี่หลายคนที่บอกว่าตัวเองเคร่งศาสนา บางคนพาผมไปบ้านและทำในสิ่งที่ผมหลีกหนีไม่ได้ เพราะตอนนั้นผมเพิ่งจะเข้าเรียนอยู่ชั้น ม.1 ที่ปอเนาะแห่งนั้น #metoo
*ปอแน (Pondan) และ ปอเนาะ (Pondok) เหมือนกันตรงที่เป็นคำจากภาษามลายู (ภาษาหลักในสามจังหวัดชายแดนใต้ และบางชุมชนมุสลิมในภาคกลาง) แต่สองคำนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน แต่เหตุการณ์ที่ผมกำลังจะเล่านั้นมาจากคำหลักๆ สองคำนี้ *
ปอแน-ปอเนาะ สัมพันธ์กันตรงที่เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของนักเรียนชายในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงเรียนที่ผมเคยอยู่ แต่มันเกิดขึ้นซ้ำๆ อยู่บ่อยครั้งในสังคมมลายูของสามจังหวัดภาคใต้ที่มีโรงเรียนปอเนาะอยู่เป็นจำนวนมาก แต่คงพูดมากไปกว่านี้ไม่ได้ ขอเล่าแค่สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองน่าจะดีกว่า เท่าที่ผมอยู่มาในปัตตานีเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมก็ได้เรียนรู้ว่าเรื่องเหล่านี้มักถูกติดป้ายไว้สั้นๆ ว่าเป็น ‘เรื่องที่ไม่ควรพูด’ หรือ ‘เป็นเรื่องละเอียดอ่อน’ แต่เชื่อเถอะครับ ถ้ามีใครสักคนในพื้นที่เปิดใจเล่าปัญหานี้ให้ฟัง เราจะรู้ว่ามันสำคัญมาก
โรงเรียนปอเนาะที่ผมเคยเรียน และหลายๆ ที่ มักแบ่งแยกการใช้พื้นที่ของหญิง-ชายอย่างชัดเจน ตัวผมเองที่มีเพื่อนสนิทเป็นผู้หญิง จำได้ว่าเคยโดนครูปกครองเดินมาจับแยกหัวให้ห่างกันคนละม้านั่งเพราะนั่งใกล้ชิดกันเกินไป ผนวกกับนักเรียนที่เรียนศาสนาต่างตระหนักเป็นอย่างดีว่า อิสลามไม่ให้ปะปนการอยู่ด้วยกันของหญิงชาย เพราะมันจะนำไปสู่ ‘ฟิตนะห์’ หรือ ความวุ่นวายต่างๆ ที่นำไปสู่ปัญหา
ความเดือดร้อน หรือ บาปที่เกิดขึ้น คือนักเรียนปอเนาะชายสนิทสนมเชิงกายภาพด้วยกันเองมากกว่าไปสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกับผู้หญิงในโรงเรียนอย่างเปิดเผย แม้ว่าหลายคนจะคบหาผู้หญิงเป็นแฟน แต่ตกค่ำการใช้ชีวิตในหอพักปอเนาะ นักเรียนชายมัก ‘เล่นเพื่อน’ หรือมีกิจกรรมทางเพศกับผู้ชายด้วยกัน บางคนคิดว่าแบบนี้ยังดีกว่าไปยุ่งกับผู้หญิงเพราะอาจบาปมากกว่า บางคนก็คิดว่าเป็นแค่การปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศ ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น แต่กรณีที่แย่กว่าคือ รุ่นพี่ในปอเนาะที่เรียกให้รุ่นน้องผู้ชาย และกลุ่มปอแน มาหาที่ห้องเพื่อช่วยให้สำเร็จความใคร่ด้วยปาก หรือมีเซ็กซ์กันตรงบริเวณช่องระหว่างขา
‘จือเลาะ แกเกง’ (ช่องว่างระหว่างขา)
คำว่า ‘จือเลาะ แกเกง’ ผมได้มาจากการไปร่วมกลุ่มเกย์มุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้เมื่อกลางปีที่ผ่านมา เกาะกลุ่มเป็นเพื่อนสาวในวัยและสายอาชีพเดียวกัน (ไม่ได้ก่อตั้งเป็นสมาคมอะไร) ว่าภาษาที่อธิบายการมีเพศสัมพันธ์ที่เรียกว่า “ขาหนีบ” คือคำนี้ในภาษามลายู เป็นคำเฉพาะที่ใช้ถามเวลาที่เพื่อนในกลุ่มมีประสบการณ์เรื่องเพศกับเพื่อนผู้ชายคนอื่นๆ
ตอนช่วงม.1 ที่ย้ายเข้ามาเรียนปอเนาะใหม่ๆ ด้วยความเป็นเด็กและมาใหม่ นอกจาก ‘ใช้ปาก’ ให้เพื่อนในวัยไล่เลี่ยกันแล้ว รุ่นพี่หลายๆ คนก็เอ่ยปากชวนผมไปนอนด้วย และให้ช่วยสำเร็จความใคร่ในหลายๆ แบบ รุ่นพี่บางคนพยายามให้ผมกลืนน้ำอสุจิ (โดยอ้างว่าดีต่อสุขภาพ) บ้างก็ให้ผมใช้ขาหนีบเพื่อความรู้สึกที่เหมือนได้มีเซ็กซ์จริงๆ โดยไม่ให้อวัยวะเพศเข้าไปจนเกินขอบเขตที่ศาสนาระบุว่า หากเกินมากไปกว่านั้นจะเรียกว่า ‘ซินา’ หรือความผิดจากการเพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้อง รุ่นพี่หลายคนเรียนศาสนามาหลายปี ทุกคนรู้ว่าศาสนาบอกไว้อย่างไร หลายคนจึงตีความแบบที่สบายใจ เพื่อให้ตัวเองระบายความใคร่ทางเพศในตอนค่ำๆ กับรุ่นน้องผู้ชาย พอตื่นเช้ามา เขาก็สามารถคบหากับผู้หญิงเหมือนผู้ชายปกติ
ซึ่งผมได้เขียนบทความเรื่อง ‘ปอแนใต้ปอเนาะ’ ตีพิมพ์ในวารสารประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2560) เพื่ออธิบายถึง รักร่วมเพศในศาสนาอิสลามผ่านเส้นแบ่งทางเพศที่ปรากฏชัดในปอเนาะ ผ่านความคิดว่าด้วย ‘ความเป็นพี่น้อง’ หรือ brotherhood กันในอิสลาม ซึ่งนำไปสู่ความสัมพันธ์แบบรักเพศเดียวกัน รวมถึงการตีความหลักการศาสนาเกี่ยวกับร่างกายและเพศวิถีใหม่เพื่อสนองแรงปรารถนาทางเพศ ที่สะท้อนถึงความลักลั่น ยอกย้อนของความคิดรากฐานนิยมอิสลามต่อเรื่องเพศสภาพในปัจจุบัน
รักร่วมเพศในอิสลาม
คำว่า ‘รักร่วมเพศ’ ไม่มีใช้ชัดเจนในศาสนาอิสลาม แต่แสดงออกในหลายความหมายและการปฏิบัติ จึงถูกตีความไปไม่เหมือนกัน เมื่อเปิดประเด็นเรื่อง ‘เควียร์กับอิสลาม’ งานศึกษาแทบทุกชิ้นกล่าวถึงประวัติศาสตร์อิสลามในช่วงท่านนบีลู๊ฏ (อ.ซ.) ที่ท่านศาสดาได้รับบัญชาจากพระเจ้าให้มาตักเตือนและหยุดยั้งพฤติกรรมผิดเพศให้หมดไปจากเมืองโสโดม (หรือ โซโดมี - Sodomy) แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงถูกพระเจ้าสาปแช่งและลงโทษด้วยการกำจัดชนชาตินี้ให้หมดไป ซึ่งศาสนาอิสลามอธิบายความชั่วของคนในเมืองนี้ ว่าเป็นเพราะผู้ชายมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายด้วยกันเอง เป็นการกระทำที่เลวทรามผิดธรรมชาติ
Faris Malik (2008) ได้เขียนเรื่อง Queer Sexuality and Identity in the Qur'an and Hadith ซึ่งอธิบายถึงการตีความในหลายทัศนะ และการพยายามหยุดยั้งความปรารถนาของผู้ชายที่มีต่อเด็กผู้ชาย Malik ได้แยกความแตกต่างของการมีเพศสัมพันธ์กับเด็กผู้ชาย (pederasty) และทางทวารหนักกับผู้ชาย (sodomy) ว่าถูกมองไม่เหมือนกัน ในสังคมอาหรับมองเซ็กซ์กับเด็กผู้ชายโดยใช้คำว่า ‘เล่น’ (play) หมายถึงสิ่งรับได้และไม่ได้ทำผิดแต่อย่างใด เพราะมองว่าเด็กผู้ชายยังขาดทักษะของความเป็นชาย
ผมหวนนึกถึงวรรณกรรมเรื่อง ‘The Kite Runner’ เขียนโดย Khaled Hosseini (2003) ซึ่งได้ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี 2007 พูดถึงความสัมพันธ์ทางเพศของเด็กผู้ชายและวัฒนธรรมการเอาเด็กผู้ชายไปเป็นเด็กเต้นระบำในกลุ่มตาลีบันที่ปกครองสังคมมุสลิมในอัฟกานิสถาน แล้วเอากฎหมายอิสลามแบบสุดโต่งมาคลุมเอาไว้
เควียร์มุสลิม
Arnika Fuhrmann (2016) พิจารณาคำว่า ‘เควียร์’ ด้วยความหมายเกี่ยวกับเพศวิถีที่ไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐาน โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในสังคมไทย หนังสือ ‘Ghostly Desires: Queer Sexuality and Vernacular Buddhism in Contemporary Thai Cinema’ รวมถึงภาพสะท้อนของเกย์มุสลิมจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ‘บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน’ (2008) ของธัญสก พันสิทธิวรกุล โดย Furhmann พิจารณาถึงอารมณ์ปรารถนาของเควียร์ ความเป็นมุสลิมกับการเป็นเกย์ที่อยู่ท่ามกลางบริบทของความขัดแย้ง บริเวณที่ถูกกักกันทั้งเรื่อง เพศ ศาสนา และการเมือง สะท้อนความล้มเหลวของการอยู่ด้วยกันบนความต่างในสังคมไทย
ประเด็นเรื่อง ‘เควียร์มุสลิม’ นั้นยังมีการศึกษาในประเทศที่มีมุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่ บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ภาคพื้นสมุทร) ในวิทยานิพนธ์ของ Collin Jerome (2011) เรื่อง ‘Queer Melayu: Queer Sexualities and Politics of Malay Identity and Nationalism in Contemporary Malaysian Literature and Culture’ ได้ตั้งคำถามต่อการแสดงออกทางอัตลักษณ์ของเควียร์มุสลิมมาเลย์ (เกย์ เลสเบี้ยน และข้ามเพศ) ว่าถูกจัดให้เป็นสิ่งที่ ‘ไม่ใช่มาเลย์’ (การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางเพศ) และ ‘ไม่ใช่อิสลาม’ (เพศวิถีที่ไม่ถูกยอมรับและขัดแย้งกัน)
ในขณะที่นักวิชาการด้านเพศวิถีของอินโดนีเซีย Farid Muttaqin มองว่าจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงเพื่อเปลี่ยนมุมมองทางอิสลามที่มีต่อความสัมพันธ์รักร่วมเพศ รวมถึงพิจารณาวัฒนธรรมและประเพณีที่กดขี่ครอบงำในสังคมอิสลามยุคอาหรับเป็นศูนย์กลาง ที่ปรากฏในหลักการคำสอนและกฎหมายอิสลามที่เกี่ยวกับรักร่วมเพศ
กรณีสามจังหวัดภาคใต้ของไทย การเป็นเควียร์มุสลิมยังไม่ไปไกลถึงขนาดพูดเรื่อง การสร้างอัตลักษณ์ เฉพาะกลุ่ม เพราะแค่สิทธิที่จะมีตัวตน หรือเป็นการเป็นตัวเองยังเป็นไปได้ยาก พวกเขาไม่มีพื้นที่สำหรับตัวตน เขาจึงต้องย้ายไปที่อื่น ไปในที่ที่เขาสามารถแสดงความเป็นเควียร์ของตัวเองได้ เกย์มุสลิมหลายคนจึงย้ายไปทำงานหรืออยู่นอกสามจังหวัด เช่น ย้ายไปทำงานที่หาดใหญ่ และกรุงเทพฯ แต่สุดท้าย เมื่อถึงวัยที่ต้องกลับมาดูแลครอบครัว (พ่อแม่) การจัดการกับเพศวิถีของตัวเองจึงเป็นปัญหาขึ้นมาอีกครั้ง ดังที่เห็นจากกรณีมุสลิมที่รู้กันว่าเป็นเกย์ แต่ต้องยอมแต่งงานกับผู้หญิงเพื่อความสบายใจของครอบครัว ศาสนาจึงเข้ามามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะการเอามาใช้กดความปรารถนาทางเพศของตัวเองให้ไม่แปลกแยกไปจากบรรทัดฐานของสังคมในอีกระนาบหนึ่ง
‘บังลี’ ในNEVERLAND
การไม่มีพื้นที่ หรือ no space ของเควียร์มุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ ทำให้ผมทดลองทำชิ้นงานออกมาเป็น video art ชื่อว่า NEVERLAND ในช่วงปลายปี 2560 ผมทำงานศิลปะชิ้นนี้ออกมาเพื่อให้ ‘กระบวนการ’ ของการทำงานชิ้นนี้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมมลายู เมื่อปอแนคนหนึ่งแสดงท่าทางอย่างเสรีเมื่อเขาจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในดินแดนที่อยากทำอะไรก็ได้โดยไม่มีเงื่อนไขและข้อจำกัด ไม่ถูกใครเอาหลักการศาสนามาตราหน้าพวกเขาว่าเป็นคนที่เต็มไปด้วยบาป เพื่อให้ขัดแย้งกับความจริงที่มุสลิมในสามจังหวัดไม่เคยมีพื้นที่ให้เขามีตัวตน
การทำงานร่วมกับน้องๆ ที่เรียกตัวเองว่าเป็นปอแน จากกระบวนการที่ผ่านมา หลายคนยังมีความอิหลักอิเหลื่อต่อการนิยามตัวเองเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่สามจังหวัด เพราะแม้ไม่ถึงกับถูกด่าว่าในที่สาธารณะ แต่ดูเหมือนพวกเขาถูกห้ามที่จะแสดงตัวตนทางเพศไปพร้อมกับอัตลักษณ์ทางศาสนา นอกจากนั้นยังต้องพยายามนำเสนอว่า ตนเองเป็นคนดี ไม่สร้างปัญหาให้สังคม (ถึงแม้ว่าตัวเองจะเป็น ‘ปอแน’ ก็ตาม)
แบมุสเป็นคนที่พาผมไปทำความเข้าใจเรื่องคลื่นที่เทพา แล้วยังพาผมไปรู้จักนักเรียนของเขาที่ดูแลอยู่ในโรงเรียนปอเนาะด้วย ซึ่งนอกเหนือจากการเป็นนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ แบมุสก็สอนหนังสือด้วย ผมแลกเปลี่ยนเรื่องเพศที่ถูกมองว่าผิดแปลกไปจากศาสนาอิสลามอยู่หลายครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าแบมุสไม่เคยมีทัศนคติในด้านลบกับนักเรียนที่เป็นปอแน โดยทางโรงเรียนนั้นให้แบมุสดูแลเด็กเหล่านี้เป็นพิเศษ เขาจึงแยกนักเรียนเหล่านี้มาละหมาดเพื่อที่เขาจะสามารถอบรมสอนเรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคมมุสลิม แบบที่เป็นตัวของตัวเอง โดยที่สังคมศาสนาไม่เริ่มมองพวกเขาว่าเป็นปัญหา แบมุสไม่เห็นด้วยกับการผลักคนที่เพศของตัวเองไม่ตรงขั้วหญิง-ชายตามที่ศาสนากำหนด หรือการปล่อยพวกเขาไว้แบบไม่สนใจใยดี เหมือนตัดพวกเขาออกใจจากสังคมที่เขาเองก็มีสิทธิอยู่ในฐานะที่เป็นบ้านของพวกเขาเหมือนกัน ‘สังคมจึงต้องมีใจกว้างมากกว่านี้’ (ดังที่พี่เล็ก งามศุกร์ เคยใช้คำนี้ตอนแลกเปลี่ยนเรื่องปัญหาต่างๆ ในสามจังหวัดภาคใต้)
ผม และแบอานัส จากกลุ่มทำงานด้านกิจกรรมทางสังคมชื่อ Saiburi Looker ได้ติดตามแบมุสไปลงพื้นที่ในโรงเรียนปอเนาะแห่งหนึ่งด้วยกัน ซึ่งการได้พบและแลกเปลี่ยนกับนักเรียนที่ถูกเรียกว่าปอแน ทำให้เราเรียนรู้ความคิดที่น่าสนใจของเด็กปอแนที่มีต่อการนิยามเพศสภาพตัวเอง หลังจากแบอานัสได้คุยกับน้องคนหนึ่ง เขาบอกว่า ‘เขาไม่ใช่ผู้ชาย แต่ก็อยากแต่งงานกับผู้หญิง เหมือนใบจากที่ไม่มียาเส้น มันจะหวานๆ หน่อย’ น้องเขาเปรียบเทียบวัฒนธรรมการสูบใบจากเป็นภาพแทนของผู้ชาย แต่การไม่มียาเส้น คือการเป็นผู้ชายในอีกแบบหนึ่ง ตามคำนิยามของพวกเขาเอง
ครั้งหนึ่งแบมุสให้นักเรียนปอแนของเขาอ่านหนังสือที่ว่าด้วยการเป็นกะเทยในอิสลาม เพื่อจับใจความว่าแต่ละคนอ่านแล้วได้สาระว่าอย่างไร สิ่งที่น่าสนใจคือ นักเรียนแต่ละคนตอบในคำที่คล้ายๆ กัน คือ ‘อัลลอฮ์ทรงกริ้ว (ค่ะ)’ เพราะในหนังสือที่พวกเขาอ่าน เน้นย้ำว่าการเป็นเพศที่เบี่ยงเบนไปจากที่พระเจ้ากำหนดนั้น สร้างความไม่พอใจให้กับพระเจ้า ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งน่าสนใจที่จะวิเคราะห์ต่อไป แต่อยากทำงานภาคสนามมากกว่านี้ก่อน
เหมือนตอนที่ผมดูภาพยนตร์ของพี่ปุ่น ธัญสก ประโยคในฮาดิส หรือ วัจนะของท่านศาสนานบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) ที่ผู้กำกับเองนำเอามาใส่ในตอนหนึ่งคือ
لَعَنَ رَسُولُ اللهِ صلى اللهُ عليهِ وَسلَّمَ المُتَشَبِّهِينَ مِنَ الرِّجَالِ بالنِّساءِ وَالمُتَشَبِّهاتِ مِنَ النِّساءِ بالرِّجالِ
‘ท่านรอซู้ลฯ ได้สาปแช่งบรรดาผู้ชายที่ทำตัวเป็นกะเทย และบรรดาผู้หญิงที่ทำตัวเป็นผู้ชาย’
ซึ่งผมมองว่าคำกล่าวนี้เองที่มักถูกนำมากล่าวอ้างแทบทุกครั้ง ในเวลาที่สังคมมุสลิมต้องการ ‘กดปราบความปรารถนาแบบเควียร์’ ดังที่เห็นได้จากการสะท้อนของนักเรียนที่จับใจความจากสิ่งที่ศาสนาได้สาปแช่งไว้ในวันหนึ่งที่คุณเป็นเควียร์
ปัญหาเรื่อง‘โรคกดทับ’
การเปิดประเด็นเรื่อง ‘เพศ’ คุยในวงกว้างนั้นยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในสังคมมุสลิมสามจังหวัดภาคใต้ เพราะมักถูกมองว่าพยายามโต้แย้งด้วยกรอบคิดแบบเสรีนิยม ลำพังแค่การมองด้วยความคิดที่สะท้อนเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศในสังคมที่นี่ยังเป็นปัญหาเลย หากจะอธิบายด้วยเรื่องเควียร์ คงต้องรอให้คนในสังคมใจกว้างกว่านี้อีกมาก ผมเคยไปสัมภาษณ์กลุ่มผู้หญิงที่ทำงานขับเคลื่อนเรื่องเพศกับพี่เล็ก งามศุกร์ รัตนเสถียร เน้นสัมภาษณ์ที่เจาะเฉพาะกลุ่มผู้หญิงเป็นหลัก พบว่าพวกเขายังมองเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้พูดถึงนัก จนเรียกกันว่าเป็นปัญหาเรื่อง ‘โรคกดทับ’ (ทางเพศ) ซึ่งยังมีอยู่เสมอมาในสังคมที่นี่ และส่วนมากนักวิชาการในพื้นที่นี้สนใจแต่เรื่องปัญหาความรุนแรงจากภาครัฐ จนปัญหาเรื่องเพศที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในระดับครอบครัวไม่เคยมีใครให้ความสนใจ ปัญหาหลายๆ เรื่องที่ได้ฟังจากเพื่อนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน จึงเป็นเรื่องเพศเกือบทั้งหมด รวมถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ
กลุ่มเพศที่สามถูกเรียกว่า ‘ปอแน’ หรือมุสลิมที่เป็นกะเทยจึงยิ่งแปลกแยกจากสังคม มันไม่มีพื้นที่ให้พวกเขามีตัวตนหรือเป็นตัวเองในแบบของเขา ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะจัดการปัญหาของตัวเองกันอย่างไร หลายคนหาโอกาสไปอยู่หาดใหญ่ ไปอยู่กรุงเทพฯ ย้ายออกนอกพื้นที่ไปเลย แต่นี้คือกรณีที่เขาพยายามหาทางออกให้ตัวเอง บางคนประสบเจอการดูถูก หรือความรุนแรงอื่นๆ บางกรณีจึงไม่ใช่แค่การออกนอกพื้นที่ แต่เป็นการออกจากศาสนาอิสลามไปเลย เพราะสังคมไม่ยอมเปิดรับตัวตนของพวกเขาได้เลย
กลุ่มเพศที่สามจึงมีแนวโน้มที่ออกจากพื้นที่มากขึ้นหากมีโอกาส แต่สุดท้ายหลายคนก็ต้องกลับมาเพราะเรื่องครอบครัว การกลับมาอยู่ในพื้นที่คือการเริ่มต้นใหม่ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิต บางคนยอมทำตามพ่อแม่เพื่อแต่งงานไปมีครอบครัว ซึ่งกรณีที่เป็นปอแนแล้วไปแต่งงานก็มีหลายคน บางคนภรรยาก็รู้ มีการคุยกันว่าจะแต่งแล้วทำอย่างไร เพื่อให้มีเซ็กส์ครั้งเดียวเพื่อให้มีลูกเลย เพราะสังคมคาดหวังกับการมีชีวิตที่เป็นไปตามเพศของตัวเองมาก
ประเด็นเรื่อง เพศที่สาม หรือเพศที่ถูกมองว่าเบี่ยงเบน จึงถูกติดเครื่องหมายว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูด เป็นความน่ากลัวที่มันถูกพยายามกวาดไว้ใต้พรมละหมาด และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการศาสนาหรือผู้รู้ออกมาทำหน้าที่ตัดสินว่าปล่อยให้เป็นเรื่องที่สังคมจัดการ ให้ศาสนามาเป็นตัวแก้ไข และรับผิดชอบโดยครอบครัว ผมเองอาจกล้าพูดและกล้าแลกเปลี่ยนกับเรื่องนี้เพราะผมเป็นมุสลิม เป็นเกย์ และเคยเรียนโรงเรียนปอเนาะมาก่อน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมรู้และถูกต้องไปหมด แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้เป็นเกย์มุสลิม หรือไม่เคยเรียนปอเนาะแล้วจะพูดไม่ได้ ทุกคนสามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้
อ้างอิงข้อมูลจาก
El-Rouayheb, Khaled. Before Homosexuality in the Arab-Islamic World, 1500–1800. Chicago and London: University of Cambridge, 2005. Fuhrmann, Arnika. Ghostly Desires: Queer Sexuality and Vernacular Buddhism in Contemporary Thai Cinema. Duke University Press, 2016. Jerome, Collin. Queer Melayu: Queer Sexualities and Politics of Malay Identity and Nationalism in Contemporary Malaysian Literature and Culture. PhD Dissertation, University of Sussex, 2011. Malik, Faris. “Queer Sexuality and Identity in the Qur'an and Hadith.” Journal of Life and Science. (2008) http://journaloflifeandscience.blogspot.com/2008/08/homosexuality-in-quran-and-hadith.html (accessed February 3, 2017). Murray, Stephen O. and Will Roscoe. Islamic Homosexualities: Culture, History and Literature. New York: New York University Press, 1997. Muttaqin, Farid. “Changes needed to Islamic view on homosexuality.” The Jakarta Post. http://www.thejakartapost.com/detaileditorial.asp?fileid=20060902.F04&irec=3 (accessed February 1, 2017).