โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เพราะเป็นมนุษย์ จึงไม่สามารถอยู่ได้โดยลำพัง’ ความเหงาในฐานะสภาวะชั่วคราวของชีวิต

a day magazine

อัพเดต 18 ก.พ. 2564 เวลา 13.19 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. 2564 เวลา 15.18 น. • กิตติพล สรัคคานนท์

คำว่า ‘วาก’ ที่แปลว่า ว่างเปล่า, หาย หรือ ว้าเหว่ เช่น ‘ใจวาก’ เป็นคำที่ในปัจจุบันเราแทบจะไม่ใช้กันแล้ว หรือถ้าใช้ก็คงไม่อาจสื่อความได้มากเท่ากับคำว่า ‘หว่อง’ หรือ ‘กระทำความหว่อง’ ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในโลกสังคมเครือข่ายช่วงระยะเวลาหลายปีมานี้

คำว่าหว่องมีที่มาจากชื่อของผู้กำกับฮ่องกง ‘หว่อง การ์-ไว’ (Wong Kar-wai) ที่ภาพยนตร์เกือบทั้งหมดเป็นภาพแทนของความเปลี่ยวดายอ้างว้างของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานของเขาในช่วงก่อนที่เกาะฮ่องกงจะกลับคืนสู่ผืนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งแทนที่จะเป็นเหมือนการกลับบ้านสู่อ้อมกอดของครอบครัว แต่กลับกลายเป็นความเคว้งคว้างเหมือนเรือลำน้อยท่ามกลางพายุ ซึ่งหลายครั้งก็สะท้อนอยู่ในภาพบรรยากาศและความนึกคิดของตัวละคร จนเป็นเหตุให้ชื่อสกุลหว่องกลายเป็นทั้งคำคุณศัพท์ และกิริยายอดนิยม โดยที่ผู้กำกับชื่อคล้ายกันอย่างหว่อง กา-ไฟ (Wong Ka-fai) ไม่ได้มีเอี่ยวแต่อย่างใด

ถ้า หว่อง การ์-ไวได้ทราบความจริงในเรื่องนี้ เขาก็คงจะแปลกใจน่าดู ว่าประเทศเผด็จการเล็กๆ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ชีวิตผู้คนเหมือนจะล่องลอยเคว้งคว้างประมาณเดียวกับฝุ่นระดับอนุภาค ซึ่งเคยเป็นโลเคชั่นให้ภาพยนตร์ของเขาจะใช้ชื่อสกุลของเขาแทนความรู้สึกโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ที่ ณ ปัจจุบันได้กลายเป็นสภาวการณ์สำคัญของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้ว ที่เราจะกล่าวถึงต่อไป

ขณะที่อีกทาง ปรากฏการณ์ในประเทศห้ามพัฒนาอาจทำให้ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) ต้องน้อยใจ เพราะชื่อ ‘มู’ ของเขาไม่ได้ถูกนำมาใช้แทนสภาวะจิตที่ว่านี้ แม้ว่ามูราคามิจะเป็นนักเขียนที่ถูกอ่านและอ้างอิงถึงความคิดเรื่องความเหงาอย่างแพร่หลายไม่น้อยกว่าหว่อง การ์-ไว อย่างถ้อยคำจากนวนิยายเรื่อง Sputnik Sweetheart (1999) ที่ว่า “ทำไมคนเราถึงเหงาได้ขนาดนี้ คำอธิบายที่แท้จริงซ่อนอยู่ที่ไหน คนบนโลกนับล้านคน ทุกผู้ทุกคนโหยหาใครสักคน เป็นไปได้หรือไม่ว่า โลกถูกส่งให้มาลอยกลางอวกาศเวิ้งว้าง เพียงเพื่อให้เป็นที่พำนักของคนเหงา” ก็ต้องนับว่าเป็นประโยคคลาสสิกที่ใช้บรรยายความรู้สึกของผู้คนมากมายในโลกปัจจุบันที่มองความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเป็นเสมือนโรคระบาด 

อย่างไรก็ตามบทความต่อไปนี้ไม่ได้มีเป้าหมายในการเขียนถึงการมีอิทธิพลในวัฒนธรรมมหาชนของมหาบุคคลทั้งสอง หากเป็นเพียงความพยายามที่จะนำพาเราย้อนกลับไปยังที่มาและความหมายของ ‘ความเหงา’ หรือ ‘ความโดดเดี่ยว’ ที่เป็นปรากฏการณ์สากล รวมถึงในประเด็นคำถามต่างๆ ที่อาจอยู่ในใจใครหลายคน

ความเหงา

ความเหงาในฐานะโรคระบาด

ก่อนหน้าการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 สื่อสารมวลชนได้พยายามนำเสนอภาพของโลกที่กำลังตกอยู่ในภาวะการระบาดของ ‘ความเหงา’ หรือ ‘ความโดดเดี่ยว’ ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา แบบสำรวจค่าความเหงาของ UCLA (UCLA Loneliness Scale) ได้ถือกำเนิดขึ้นใน ค.ศ. 1978

ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังเช่นสหรัฐอเมริกากล่าวกันว่า 1 ใน 3 ของประชากรที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไปรู้สึกเหงา หรือผลสำรวจที่จัดทำโดย Commonwealth Fund ในปี 2017 บ่งชี้ว่า ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ผู้สูงอายุรู้สึกโดดเดี่ยวมากที่สุด

ในงานวิจัย Social Relationships and Mortality Risk: A Meta-analytic Review ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2010 ระบุชัดถึงอันตรายและปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการอยู่เพียงลำพัง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ รายงานฉบับนี้ได้นำไปสู่คำกล่าวโด่งดังที่เผยแพร่ผ่านบทความ Work and the Loneliness Epidemic (2017) ใน Harvard Business Review ที่ว่า “ความเหงาทำให้เราอายุสั้นลงเทียบเท่าได้กับการสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวัน”

สหราชอาณาจักรคือหนึ่งในประเทศรายได้สูงที่เล็งเห็นว่า ความเหงานั้นได้กลายเป็นปัญหาทางสังคม กระทั่งรัฐบาลภายใต้การนำของ Theresa May ได้ริเริ่มจัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า กระทรวงแห่งความเหงา (Ministry of Loneliness) ขึ้นมาในปี 2018 เพราะเชื่อว่า ความเหงาที่แม้จะเป็นความรู้สึกในเชิงอัตวิสัยที่เกิดกับปัจเจกแต่ละคน แต่ก็สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาวะโดยรวมของประชาชน ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน สุขภาพจิต ไปจนถึงภาวะตึงเครียด

ความเหงาในมุมมองของรัฐจึงเรียกได้ว่าไม่ต่างจากการระบาดของโรคร้าย ที่แต่ละรัฐบาลจำเป็นต้องเฝ้าระวังและควบคุมเรื่อยมา จนเมื่อปี 2020 ที่ทั่วโลกเริ่มประสบปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 (ที่เปลี่ยนจากการเป็น Epidemic ไปสู่ Pandemic) หลายประเทศจึงเริ่มใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ไปจนถึงการล็อคดาวน์ (Lockdown) ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องหลีกเลี่ยงการจับสัมผัสตัวกัน ลดกิจกรรมสังสรรค์จนถึงการต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่พักอาศัยเพียงลำพังเกือบตลอดเวลา โดยสหราชอาณาจักรก็ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศเหล่านั้น 

What Works Centre for Wellbeing หน่วยงานของสหราชอาณาจักรที่รับผิดชอบในเรื่องนี้จึงได้ทำการสำรวจต่อไปว่า ประชากรที่ประสบกับความเหงาก่อนหน้านั้นได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างในภาวะการณ์นี้ ซึ่งก็พบว่าจำนวนประชากรเหงามีอัตราสูงขึ้น แม้แต่ในกลุ่มประชากรที่มีความเหงาน้อยที่สุด โดยอ้างอิงตัวเลขจากหน่วยงาน USoc (Understanding Society) ที่รายงานว่า ในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 ‘ประชากรที่รู้สึกว่าตนเองเหงาอยู่บ่อยครั้ง’ มีปริมาณ 8.5% และภายหลังการระบาดของโควิด-19 ได้มีการสำรวจระหว่างวันที่ 21 มีนาคม – 10 พฤษภาคม 2020 จึงพบว่า ‘ประชากรที่รู้สึกว่าตนเองเหงาอยู่บ่อยครั้ง’ มีเพิ่มมากขึ้นถึง 18.5% จนเมื่อมีการคลายมาตรการ ‘ประชากรที่รู้สึกว่าตัวเองเหงาอยู่บ่อยครั้ง’ จึงค่อยๆ ลดลงเล็กน้อย แม้จะไม่กลับไปเท่าเดิม

ความเหงาที่กล่าวมาดูราวกับจะเป็นสิ่งที่เราสามารถตรวจวัดค่าได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องมือที่เราใช้รวมถึงคำอธิบายเกี่ยวกับความเหงานี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน ด้วยส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันมีความเป็นอัตวิสัย และเป็นความรู้สึกเชิงสัมพัทธ์ เพราะแม้แต่ในรายงานของ What Works Centre for Wellbeing ยังได้นิยามความเหงาเอาไว้ว่า 

“ความเหงาคือความรู้สึกทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพของความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ดีในแบบที่เราคาดหวังไว้ ความเหงามีลักษณะที่แตกต่างออกไปจากความรู้สึกถูกแบ่งแยกหรือโดดเดี่ยว ซึ่งสามารถวัดค่าในเชิงภววิสัย เป็นจำนวนเวลาที่เราใช้กับจำนวนคนที่ใช้เวลาร่วมกัน หรือเวลาอยู่เพียงลำพัง ที่ส่งผลกระทบ และเพิ่มพูนสุขภาวะได้

“ความเหงาเป็นประเด็นทางสังคมได้ เมื่อเรารู้สึกขาดการเชื่อมโยงทางสังคม ทางอารมณ์ เป็นจุดที่เรารู้สึกว่าไร้ซึ่งความสัมพันธ์ที่มีความหมายลึกซึ้งไปจนถึงรู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง และ/หรือมีตัวตนดำรงอยู่ เป็นสภาวะที่เราอาจจะรู้สึกราวถูกจับแยกออกมาจากคนอื่นๆ โดยสมบูรณ์”

ความเหงาภายใต้บทนิยามนี้บ่งชี้ให้เห็นแล้วว่ามีทั้งที่เป็นความรู้สึกเชิงคุณภาพ ปริมาณ และที่สำคัญผูกพันกับภาวะการดำรงอยู่ของเราแต่ละคน ซึ่งถึงที่สุดแล้วอาจไม่ใช่เรื่องที่ตรวจวัดค่าใดๆ ได้ นั่นส่งผลให้นักวิชาการอีกหลายคนมองว่า โครงการศึกษาความเหงาที่เกิดขึ้นอาจยังไม่ตอบโจทย์ หรือสร้างคำอธิบายที่หนักแน่นเพียงพอต่อปรากฏการณ์นี้ได้ อย่างน้อย Sarvada Chandra Tiwari เจ้าของงานวิจัย Loneliness: A disease? ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่พยายามเน้นย้ำถึงความหลากหลายในความเหงา หรือความจำเป็นที่เราต้องจำแนก loneliness และ solitude ออกจากกัน ด้วยเธอเห็นว่า solitude เป็นภาวะจำเป็นในยามที่มนุษย์เราใช้สร้างสรรค์ รวมถึงการทำความเข้าใจตนเองเมื่อต้องอยู่เพียงลำพังหรือปลีกตัวเองออกมาจากคนอื่นๆ

ความแตกต่างระหว่าง loneliness และ solitude เป็นสิ่งที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นในโลกของปรัชญาและโดยเฉพาะโลกของแองโกล-อเมริกันในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาที่ได้เน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างสองคำนี้ 

Paul Tillich นักปรัชญาชาวเยอรมัน-อเมริกันเป็นอีกคนที่อธิบายเช่นนี้ ในงาน The Eternal Now (1963) เขาได้กล่าวไว้ว่า “ภาษาของเราได้กำหนดความหมายสองด้านของการอยู่เพียงลำพังได้อย่างลึกซึ้ง โดยการสร้างคำว่า โดดเดี่ยว (loneliness) เพื่อแสดงความเจ็บปวดของการอยู่ลำพัง และคำว่า ‘สันโดษ’ (solitude) ขึ้นมาเพื่อแสดงชัยชนะให้กับการอยู่ลำพัง”

กรอบอธิบายของทิลลิชในเรื่องของ solitude นั้นเรียกได้ว่าสอดคล้องกับกรอบอธิบายใน The Origins of Totalitarianism ของ Hannah Arendt นักทฤษฎีการเมืองที่อพยพไปอเมริกาที่จำแนกความแตกต่างของทั้งสองคำไว้อย่างชัดเจนว่า “ความเหงา (loneliness) ไม่ใช่ความสันโดษ (solitude) เพราะความสันโดษนั้นต้องการอยู่เพียงลำพัง ในขณะที่ความเหงานั้นจะปรากฏชัดเจนที่สุดในเวลาที่เราอยู่ท่ามกลางคนอื่นๆ”

อาเรนดต์ได้สืบย้อนกลับไปรากฐานความคิดแบบกรีกโบราณที่เธอเห็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดดังกล่าว และเธอได้สรุปเอาไว้ว่า “ในความสันโดษ ที่สามารถกล่าวอีกทางได้ก็คือ ฉัน ‘คือตัวฉัน’ ที่อยู่กับตัวเอง ซึ่งก็คือการเป็นสองในหนึ่งเดียว ในขณะที่ในความเหงา ฉันเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่คนทั้งหลายทอดทิ้ง” กรอบอธิบายของอาเรนดต์ จึงเรียกได้ว่าสอดคล้องกับกระแสปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) หรือชวนให้เรานึกไปถึงคำกล่าวอันโด่งดังจากบทละคร Huis Clos ของ Jean-Paul Sartre ที่ว่า “นรกคือผู้อื่น”

อย่างไรก็ตามคำว่า solitude ก็ไม่ได้มีความหมายแต่เชิงบวกเพียงอย่างเดียว เพราะในยุโรป หรือในกลุ่มภาษาอินโด-ยูโรเปียนแล้ว คำนี้ถูกใช้ในความหมายที่ไม่ต่างจาก loneliness เท่าใดนัก 

ถ้าเราย้อนกลับไปอ่านผลงาน L’Espace littéraire (1955) หรือ The Space of Literature ของ Maurice Blanchot ก็จะพบว่าเขาพยายามอธิบายถึง solitude ในแบบที่แตกต่างจากที่คนทั่วไปเข้าใจ คือการตกอยู่ในความรู้สึกเศร้า หรือการจมอยู่กับความครุ่นคิดในแบบนักปรัชญาและแม้แต่ศิลปิน โดย ‘The Essential Solitude’ ที่เขาเสนอนั้นถือเป็นมุมมองแปลกล้ำ ที่พยายามปลดแอกสิ่งที่ถูกสร้างสรรค์ออกจากตัวศิลปินหรือนักเขียน solitude ในแง่ดังกล่าวจึงหมายความถึงการแยกตัวเองออกมาจากชิ้นงาน ซึ่งบล็องโชต์เห็นว่าเป็นภาระอันจำเป็นของผู้สร้างสรรค์ทั้งหลาย ข้อเสนอนี้ดูจะส่งอิทธิพลต่อแนวคิดเรื่อง ‘มรณกรรมของประพันธกร’ ของ Roland Barthes ไม่มากก็น้อย

เช่นเดียวกับงาน The Labyrinth of Solitude (1961) ของ Octavio Paz ที่ได้นำเสนอ solitude ในฐานะรากฐานหนึ่งในชีวิต เป็นสภาวะที่เราตัดขาดออกมาจากคนอื่นๆ เป็นความขาด (lack) ที่มีอยู่ในตัวเรานับจากถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ซึ่งก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงภาพที่สอดคล้องกับ loneliness มากกว่าจะเป็นชัยชนะแห่งการดำรงอยู่ หรือภาวะสมบูรณ์ในตัวเองเช่นที่ทิลลิชหรืออาเรนดต์อธิบายไว้

‘โดดเดี่ยว’ หรือ ‘สันโดษ’

solitude ถูกพบว่ามีการใช้กันเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 14 มาจากคำฝรั่งเศสเก่าที่สืบรากมาจากคำละติน solitudinem ที่แปลความได้ทั้ง ‘ความโดดเดี่ยว การอยู่คนเดียว สถานที่เปลี่ยว ที่ถูกทิ้งร้าง และในป่าเขาอันห่างไกลความเจริญ’ ซึ่งมาจากคำละติน solus ที่หมายถึง ‘ลำพัง’ หรือ alone

ในแง่ของเวลา ต้องกล่าวว่า solitude ถูกใช้อย่างแพร่หลายมาก่อน loneliness ซึ่งเริ่มใช้เป็นครั้งแรกในปลายศตวรรษที่ 16 ซึ่ง ณ เวลานั้นหมายความถึงการปลีกวิเวกหรือการออกมาอยู่เพียงลำพัง โดยก่อนหน้าที่สองคำนี้จะแพร่หลาย คำว่า oneness ถือเป็นหนึ่งคำที่ใช้แทนภาวะของการอยู่คนเดียว

ส่วนคำว่า lonely ปรากฏขึ้นครั้งแรกๆ ในบทละคร Coriolanus ของเชคสเปียร์ มักถูกอ่านและตีความว่าเป็นการใช้ในความหมายที่ผิดธรรมดาเพื่อสื่อความรู้สึกอันยากจะอธิบายได้ของการอยู่เพียงลำพัง (alone) เป็นขั้นกว่าที่ทำให้ตัวละครต้องเอื้อนเอ่ยคำนี้ออกมา

อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งระหว่าง loneliness และ solitude ก่อนปลายศตวรรษที่ 20 ก็ยังคลุมเครือและพร่าเลือน หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นคำไวพจน์ (synonym) ของกันและกัน เพราะเมื่อปลายศตวรรษที่ 18 หรือก่อนหน้าการปฏิวัติฝรั่งเศสเพียงไม่นาน นายแพทย์ชาวสวิสผู้มีนามว่า Johann Georg Ritter von Zimmermann ได้ตีพิมพ์ผลงานที่มีชื่อว่า Über die Einsamkeit (1784-85) หรือ Of Solitude ออกมาเพื่ออธิบายถึงอันตรายหรือโทษของการอยู่เพียงลำพัง ผลงานชิ้นนี้เป็นที่สนใจของนักอ่านทั่วทั้งยุโรป จนกระทั่งได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อว่า Of Solitude ภายในไม่กี่ปีต่อมา หากเป็นที่น่าเสียดายว่า ฉบับแปลภาษาอังกฤษนั้นได้ตัดตอนหรือลดทอนเนื้อหาที่เป็นข้อวิจารณ์เรื่องการใช้ชีวิตแบบสันโดษออกไปพอสมควร

Zimmermann ได้หยิบยกเอาวรรณกรรมและชีวประวัติของบุคคลสำคัญรวมถึงนักคิดร่วมสมัยเดียวกันกับเขาเช่น Jean-Jacques Rousseau มาทำการวิเคราะห์ ซึ่งซิมเมอร์มันน์ฟันธงลงไปเลยว่า ข้อเขียนในช่วงบั้นปลายของรุสโซ โดยเฉพาะงาน Les rêveries du Promeneur Solitaire (1782) หรือ Reveries of the Solitary Walker ที่รุสโซเสียชีวิตไปก่อนจะประพันธ์เสร็จสมบูรณ์นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมลงทางความนึกคิด ซึ่งเป็นผลจากการที่เขาอยู่เพียงลำพัง หรือถูกทอดทิ้งไว้คนเดียวนานเกินไป

น่าสนใจตรงที่บทวิเคราะห์ของซิมเมอร์มันน์ในเรื่อง solitude นั้นเรียกได้ว่าใกล้เคียงและสอดคล้องกับนักวิชาการในปัจจุบันในยามที่กล่าวถึง loneliness หรือ ความเหงา/ความโดดเดี่ยว

David Vincent ผู้เขียน A History of Solitude (2020) เป็นบุคคลหนึ่งที่พยายามสืบค้นลงไปถึงประวัติศาสตร์ที่มาของ solitude ซึ่งเขาได้ค้นพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับข้อเขียนของซิมเมอร์มันน์ในเรื่อง solitude ที่ว่าซิมเมอร์มันน์ได้ประพันธ์ขึ้นมาในช่วงเวลาที่เขากำลังจมอยู่ในภาวะซึมเศร้าจากการสูญเสียภรรยาที่เขารักไป ผลงานของเขาที่แม้เกิดขึ้นจากการอ่านตัวบททางวรรณกรรมจำนวนมากได้บ่งชี้ว่า การใช้ชีวิตอย่างสันโดษนั้นเป็นการฝืนธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ และถึงที่สุดแล้วทำให้จิตใจและความคิดเสื่อมถอยลง 

A History of Solitude

ความยอกย้อนของการอยู่เพียงลำพัง

เป็นความจริงที่ว่านักคิดและนักปรัชญาทั้งหลายนับจากกรีกโบราณเป็นต้นมาต่างโปรโมตคุณค่าของการอยู่เพียงลำพัง 

Aristotle เป็นหนึ่งคนที่มองการถือสันโดษเป็นเรื่องจำเป็น เขาเชื่อว่า ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ผ่านการขบคิด และชีวิตที่จะผ่านการขบคิดได้ก็ต้องอยู่ในภาวะที่สันโดษ ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลความคิดของคนในสังคม ผู้นำทางทหาร หรือบรรดาผู้มีอำนาจต่างๆ 

ในยุคกลาง (Middle Ages) การปลีกวิเวกถือว่าเป็นหนึ่งในหนทางเข้าใกล้พระเจ้า กระทั่งในยุคเรอเนซองซ์ Petrarch กวีและนักเขียนชาวอิตาลีก็ยังได้เขียนหนังสือเรื่อง De vita solitaia ออกมาเพื่อสรรเสริญยกย่องความสันโดษ ความคิดของเขาคล้ายคลึงกับความเชื่อของเราหลายคนในปัจจุบัน การออกจากเมืองไปใช้ชีวิตอยู่ในชนบทจะทำให้เราค้นพบตัวเราเอง และเป็นอิสระจากการครอบงำของคนอื่นๆ 

จนเมื่อก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ นักปรัชญาคนสำคัญอย่าง René Descartes ถึงกับประกาศว่า เราจะสามารถเข้าใกล้สัจธรรมได้มากอย่างที่สุดในภาวะที่เราอยู่เพียงลำพังจริงๆ 

แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ เราจะสามารถอยู่เพียงลำพังได้แบบไหน หรือเราจะถือสันโดษยังไงจึงจะเรียกว่าเป็นชีวิตที่สันโดษ? ดังที่เราทราบว่า Henry David Thoreau นักปรัชญาชาวอเมริกัน ผู้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษที่บึงวอลเดนเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน 2 วัน จนกลายมาเป็นต้นตอบ่อเกิดของผลงานชิ้นสำคัญที่ชื่อ Walden นั้นก็ไม่ได้ตัดขาดจากมิตรสหายและครอบครัวแต่อย่างใด เขายังคงวางเก้าอี้ 3 ตัวเพื่อต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือน หรือบ่อยครั้งที่เดินเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อพูดคุยทักทายชาวบ้าน และนำเรื่องราวต่างๆ ที่เขาได้ยินมามาเขียนหนังสือ เช่นเดียวกับ Ralph Waldo Emerson นักปรัชญาชาวอเมริกันที่เสนอความคิดว่า เราไม่เพียงแต่ต้องโดดเดี่ยวตัวเองออกมาจากสังคมคนรู้จัก แต่เรายังจำเป็นต้องหยุดอ่านเขียนหนังสือ เพื่อใช้ชีวิตใต้แสงเดือนแสงดาว แน่นอนว่าไม่เพียงแต่ทอโรเพื่อนของเขาที่ทำไม่ได้ แต่เอเมอร์สันเองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะอย่างน้อยเอเมอร์สันก็ยังเขียนหนังสือไปจนกระทั่งโรคความจำเสื่อมมาพรากความสามารถไปในช่วงบั้นปลายชีวิต ซึ่งเอเมอร์สันได้เลิกพบปะผู้คนจริงๆ ก็ภายหลังจากรู้สึกอับอายจากโรคความจำเสื่อมที่ทำให้เขาทำอะไรน่าขัน ถ้าจะนับว่ามีใครที่สามารถถือสันโดษได้อย่างแท้จริงก็คงจะมีเพียง Anthony the Great นักบวชคนแรกในตำนานความเชื่อของชาวคริสต์ที่จาริกไปในทะเลทรายฟากฝั่งตะวันออกของประเทศอียิปต์เพียงลำพังเป็นเวลานานนับสิบๆ ปี โดยมีเพียงฝูงสุกรเท่านั้นที่ติดตามเขาไป

Ralph Waldo Emerson

กลับมายังโลกร่วมสมัยที่เราอยู่ โลกที่มนุษย์ต้องเป็นตัวของตัวเอง เพราะการเป็นคนอื่นมีคนเป็นไปหมดแล้วนั้น อาจทำให้เราหลงลืมว่าในตัวเราเองนั้นแท้จริงยังมีคนอื่นๆ อยู่ในรหัสพันธุกรรม ภาษาที่เราใช้ กระทั่งความนึกคิด และแม้แต่พฤติกรรมพื้นฐานที่ติดตัวเรามา  

ดังนั้น ยามที่เราต้องอยู่กับตัวเราเองนานๆ ไม่ว่าจากภาวะการณ์ของโรคระบาด การเดินทาง กักตัว หรือเหตุผลต่างๆ เราก็ไม่ควรลืมว่า โดยพื้นฐานแล้วเราไม่สามารถอยู่เพียงคนเดียวได้ เราต้องการมนุษย์คนอื่นไม่ว่าจะมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม การทำความเข้าใจความโดดเดี่ยว ความสันโดษจึงหมายถึงสภาวะชั่วคราวของความเป็นมนุษย์ ในฐานะหนึ่งในเครือข่ายแห่งชีวิต ซึ่งไม่เคยตัดขาดจากกันอย่างแท้จริง

อ้างอิง

  • David Vincent, A History of Solitude, (London: Polity Press, 2020).
  • Lars Svendsen, A Philosophy of Loneliness, (London: Reaktion Books, 2018).
  • Octavio Paz, Labyrinth of Solitude, (New York: Grove Press, 1985)
  • Sarvada Chandra Tiwari,  “Loneliness: A disease?.” Indian journal of psychiatry vol. 55,4 (2013): 320-2. doi:10.4103/0019-5545.120536
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...