โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้จัก "อองซาน ซูจี" จากวีรสตรีประชาธิปไตย สู่ผู้นำที่ถูกยึดอำนาจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ก.พ. 2564 เวลา 03.33 น. • เผยแพร่ 01 ก.พ. 2564 เวลา 09.42 น.
Soe Zeya Tun/File Photo

ประวัติ “อองซาน ซูจี” วีรสตรีหญิงผู้เรียกร้องประชาธิปไตย สู่วันที่ถูกยึดอำนาจอีกครั้งจากรัฐบาลทหารในเมียนมา

หนึ่งในผู้นำหญิงสุดแกร่งประเทศ “เมียนมา” อย่าง “อองซาน ซูจี” ที่ล่าสุดได้ถูกจับกุมตัวพร้อมกับ“อู วิน มินต์” ประธานาธิบดีเมียนมา จากการทำรัฐประหารเข้ายึดอำนาจของ “พล.อ.มิน อ่อง ลาย” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564

“ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมข้อมูลประวัติของ “อองซาน ซูจี” ซึ่งเป็น ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และประธานพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ดังนี้

“ซูจี” เข้าสู่การเมือง

“ซูจี” เป็นนักการเมืองหญิงวัย 75 ปี เกิดในปี 2488 บุตรสาวคนเล็กสุดของ “นายพลอองซาน” วีรบุรุษนักสู้เพื่อเอกราช ที่ถูกลอบสังหารตอน “ซูจี” อายุได้ 2 ขวบ ทำให้ต้องอาศัยอยู่กับผู้เป็นแม่“ดอว์ขิ่นจี” จนกระทั่งเติบโต มีครอบครัว และเดินทางกลับมาเมียนมาในปี 2531 ด้วยวัย 43 ปี

การกลับมาเมียนมาครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตทางการเมือง โดย “ซูจี” ได้เข้าร่วมกิจกรรมขึ้นปราศรัยต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย จากผู้นำทหารที่จะจัดตั้งสภาฟื้นฟูกฎระเบียบแห่งรัฐขึ้นแทน

จนกระทั่งวันที่ 24 กันยายน 2531 “ซูจี” ได้จัดตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค

ถูกจองจำ ครั้งแรก-ปัจจุบัน

ตั้งแต่ ปี 2532-2546 “ซูจี” ถูกกักบริเวณ และได้รับการปล่อยตัว เป็นลูปอยู่อย่างนั้นเรื่อยมา จนกระทั่งปี 2553 ได้รับการปล่อยตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งการถูกจับกักบริเวณแต่ละครั้ง ล้วนเป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อสู้กับรัฐบาลทหารทั้งสิ้น

จนล่าสุด วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 “ซูจี” ได้ถูกจับกุมตัวอีกครั้งจากการทำรัฐประหารของ พล.อ.มิน อ่อง ลาย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หลังถูกกล่าวหาว่า ทุจริตการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา

รางวัลแห่งเกียรติยศ ระหว่างจองจำ

ในปี 2534 ขณะที่ “ซูจี” กำลังถูกกักบริเวณ คณะกรรมการโนเบลแห่งประเทศนอร์เวย์ ก็ยังได้ประกาศชื่อ “อองซาน ซูจี” เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเธอไม่ได้เดินทางไปรับรางวัลด้วยตัวเอง

“อเล็กซานเดอร์”  และ“คิม” บุตรชายทั้งสองของ “ซูจี” ได้บินไปรับรางวัลแทนมารดาที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์

“อเล็กซานเดอร์” กล่าวกับคณะกรรมการและผู้มาร่วมในพิธีว่า “ผมรู้ว่าถ้าแม่มีอิสรภาพและอยู่ที่นี่ในวันนี้ แม่จะขอบคุณพวกคุณพร้อมกับขอร้อง ให้พวกคุณร่วมกันสวดมนต์ ให้ทั้งผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่โยนอาวุธทิ้ง และหันมาร่วมกันสร้างชาติด้วยความเมตตากรุณาและจิตวิญญาณแห่งสันติ”

ความท้าทายปัญหา “โรฮีนจา”

“ซูจี” ได้เผชิญกับปัญหาระดับมนุษยชาติ กับการอพยพของ “ชาวโรฮีนจา” เมื่อปี 2560

บีบีซี รายงานว่า ชาวโรฮีนจา ชาวมุสลิมส่วนน้อยของประเทศ มีประชากรนับแสนคน ที่ได้อพยพไปบังคลาเทศ ภายหลังกองทัพเมียนมาส่งทหารเข้าปราบปรามกลุ่มติดอาวุธที่ก่อเหตุจลาจลในรัฐยะไข่

ผู้สนับสนุนเธอในเวทีนานาชาติในอดีตกล่าวหาเธอว่า ละเลย ไม่ใส่ใจที่จะสกัดกั้นการสังหารและข่มขืนชาวโรฮีนจา ที่เกือบเรียกได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะเธอปฏิเสธที่จะประณามกองทัพที่ทรงอำนาจ และไม่ยอมรับว่ามีการสังหารหมู่เกิดขึ้นในประเทศ

โรฮีนจา

แม้จะเผชิญเสียงวิจารณ์จากนานาชาติ ในปัญหา โรฮีนจา แต่ด้วยความเสียสละและความกล้าหาญในการเรียกร้องประชาธิปไตย ทำให้ “ซูจี” ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ชาวพุทธ ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ในประเทศเมียนมา 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...