โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

2503 สงครามลับ สงครามลาว (31)/บทความพิเศษ พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 มิ.ย. 2564 เวลา 08.55 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2564 เวลา 08.55 น.

บทความพิเศษ

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

 

2503 สงครามลับ

สงครามลาว (31)

 

ค่ายฝึกอันลี้ลับ

กองพันพิเศษ ค่ายสฤษดิ์เสนา ตั้งอยู่บนถนนพิษณุโลก-หล่มสัก ระหว่าง ก.ม.33-34 อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก (ปัจจุบันคือ กรมรบพิเศษที่ 4) เปิดทำการเริ่มแรกเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2506 มีแม่น้ำเข็กหรือแม่น้ำวังทองไหลผ่าน พื้นที่ตั้งจึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

ด้านเหนือ (เรียกว่า “ฝั่งพระนคร”) เป็นที่ตั้งสำนักงานและที่พัก เช่น กองบังคับการกองพัน สนามฝึกโดดร่ม คลังยุทโธปกรณ์ คลังอาวุธ โรงพับร่ม คลังกระสุน โรงอาหาร โรงรถ โรงไฟฟ้า เรือนนอนไม้ 2 ชั้น จำนวน 4 หลัง สัญญาบัตร 2 ชั้น จำนวน 1 หลัง และบ้านพักผู้บังคับกองพัน รองผู้บังคับกองพัน รวมทั้งที่ปรึกษาสหรัฐ

ด้านหลังมีสนามบินความยาวประมาณ 2,500 เมตร เครื่องบิน C-123 และเครื่องบินคาริบูขึ้น-ลงได้

ส่วนทางด้านใต้ (เรียกว่า “ฝั่งธน”) เป็นที่ตั้งกองร้อยฝึกโดยเฉพาะสำหรับทหารจากราชอาณาจักรลาว ประกอบด้วยกองบังคับการกองร้อย เรือนนอน โรงอาหาร ห้องเรียน สนามฝึก สนามโดดร่ม สนามยิงปืนทราบระยะ 200 เมตร เป็นต้น

ทั้งสองฝั่งเชื่อมโยงไปมาหาสู่กันด้วยสะพานแขวนความยาวประมาณ 180 เมตร

 

ภารกิจ

“กองพันพิเศษ” จัดตั้งเพื่อปฏิบัติ “ภารกิจพิเศษ” ตามโครงการความร่วมมือระหว่างสหรัฐกับไทย เป็นค่ายฝึกที่จัดตั้งขึ้นเพื่อฝึกทหารจากราชอาณาจักรลาว และเป็น “หน่วยปฏิบัติการพิเศษ” ในช่วงแรกเป็นหน่วยผสมกำลังพลระหว่าง “ทหารพลร่ม” กับ “ตำรวจพลร่ม” และ “ที่ปรึกษาสหรัฐ”

นอกเหนือจากการฝึกแล้ว ภารกิจของกองพันพิเศษคือ

1. แทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ปฏิบัติการโดยทางอากาศ ทางบก หรือทางน้ำ เพื่อรวบรวมคนในพื้นที่จัดตั้งหน่วยรบแบบกองโจรขึ้นในพื้นที่ที่ได้รับการมอบหมายที่เป็นพื้นที่ของฝ่ายศัตรูหรือพื้นที่สีแดง

2. จัดตั้งฐานปฏิบัติการรบพิเศษ

3. ต่อสู้และทำลายหน่วยรบแบบกองโจร พวกก่อการร้าย และหน่วยบ่อนทำลายของข้าศึก ด้วยการรบแบบส่งทางอากาศ

4. ให้ความคุ้มครองป้องกันและรักษาสถานที่ บุคคลสำคัญของรัฐบาล จู่โจมเพื่อเข้ายึดจับและทำลายล้างสถานที่ ตลอดจนบุคคลสำคัญของฝ่ายข้าศึก

เป็นหน่วยปฏิบัติการตามแผนยุทธศาสตร์ปฏิบัติการพิเศษอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมายเพื่อความมั่นคงของประเทศ

“กองพันพิเศษ” จึงเป็นทั้ง “หน่วยฝึก” และ “หน่วยปฏิบัติการ” ในภารกิจสำคัญระดับ “ลับสุดยอด” ทำให้เป็นหน่วยที่มีการรักษาความลับอย่างเข้มงวด ต่างจากหน่วยทหารหรือตำรวจทั่วไป

กลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2506 ร.ต.ท.สุรยุทธ์ ปัทมดิลก พร้อมด้วยกำลังพลตำรวจพลร่มประมาณ 30 นายเดินทางมาถึงกองพันพิเศษ ค่ายสฤษดิ์เสนา เป็นชุดแรก

ต่อมาปลายปีเดียวกัน กำลังตำรวจพลร่มประมาณ 250 คนได้เดินทางโดยเครื่องบิน C-123 เครื่องบินคาริบู และส่วนหนึ่งเดินทางโดยรถไฟจากหัวหินไปปฏิบัติหน้าที่ ณ กองพันพิเศษ ค่ายสฤษดิ์เสนาแห่งนี้

ผู้บังคับกองพันพิเศษในยุคแรกมีรายนามดังนี้

ร.ต.ท.สุรยุทธ์ ปัทมดิลก เป็นรองผู้บังคับกองพัน รักษาการผู้บังคับกองพัน จนกระทั่งกำลังพลของทหารพลร่มมาครบตามจำนวนที่กำหนดจึงได้เปลี่ยนแปลงให้ทหารพลร่มเป็นผู้บังคับกองพัน ส่วนตำรวจเป็นรองผู้บังคับกองพัน

รายนามผู้บังคับกองพัน ตามลำดับเป็นดังนี้ ร.อ.เศรษฐา ธนะรัชต์ พ.ท.รวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ พ.ท.วิเชียร อ่อนนุช พ.ท.วิมล วงศ์วานิช พ.ท.วรวิทย์ พิบูลศิลป์

เมื่อสงครามในลาวยุติลง หมดความจำเป็นในการฝึกกำลังพลจากราชอาณาจักรลาว 17 มีนาคม พ.ศ.2517 กำลังตำรวจชุดสุดท้ายสิ้นสุดภารกิจที่กองพันพิเศษได้เดินทางกลับค่ายนเรศวร หัวหิน

หลังจากนั้น มีผู้ดำรงตำแหน่ง ผบ.พัน อีก 2 ท่านคือ พ.ท.ปรีชา คชเสนี และ พ.ท.มนัส คล้ายมณี กองพันพิเศษได้ยุติบทบาท “ภารกิจพิเศษ” เมื่อ 24 มิถุนายน 2524

 

กองร้อยฝึกรบพิเศษ

ในด้านการฝึกซึ่งเป็นวัตถุประสงค์สำคัญสำหรับสถานการณ์ในราชอาณาจักรลาวเมื่อเริ่มก่อตั้งค่ายฝึกแห่งนี้นั้น เป็นหน้าที่ของ “กองร้อยฝึกรบพิเศษ”

“อาจองค์ธำรงศักดิ์ น้อมใจภักดิ์พระจักริน” จัดทำโดยกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน บันทึกในส่วนการฝึกซึ่งเป็น “หัวใจ” ของกองพันพิเศษไว้ดังนี้

“เป็นการจัดเพื่อภารกิจการฝึกให้กับทหารม้งและทหารลาวที่ส่งเข้ามารับการฝึกในหลักสูตรของหน่วยรบพิเศษต่างๆ เช่น หลักสูตรอบรมผู้นำหน่วย หลักสูตรระเบิดทำลาย หลักสูตรการรบแบบกองโจร แต่ละปีไม่น้อยกว่า 1,500 คน

โดยที่การจัดชุดครูฝึกจะใช้ทั้งทหารพลร่มและตำรวจพลร่มซึ่งในการเคลื่อนย้ายกำลังพลที่มาฝึกนี้กระทำโดยเครื่องบินของแอร์อเมริกา มาลงที่สนามบินในค่ายสฤษดิ์เสนาโดยตรง”

 

เชลยศึกทรหด

พ.อ.ชัยชาญ หาญนาวี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนาม “เชลยศึกทรหด” ก็เริ่มตำนานของท่านที่กองพันพิเศษแห่งนี้ โดยเมื่อพฤศจิกายน 2507 ขณะดำรงยศสิบเอก ได้รับคำสั่งให้มาปฏิบัติหน้าที่ในกองพันพิเศษ ก่อนจะข้ามโขงไปปฏิบัติภารกิจลับในลาว

ซึ่งท่านได้เริ่มบันทึกตำนานชีวิตเชลยศึกของท่านครั้งนั้นไว้ดังนี้…

“ผมเหวี่ยงตัวลงมาจากที่นั่งของตัวเครื่องที่ผมนั่งอยู่ พยายามทำตัวให้ต่ำ เพื่อมิให้เป็นเป้ากระสุนของข้าศึก และเหลือบตาขึ้นไปมองดูนักบิน เห็นเขานั่งตาเหลือกหน้าซีดในที่นั่งของเขาเพราะความตกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน

ต่อจากนั้นเห็นเขาสตาร์ตเครื่องยนต์พยายามจะนำปอร์ตเตอร์ของเขาทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้พ้นจากห่ากระสุนที่สาดมาจากรอบสนามนั้น

เขาพยายามเร่งเครื่องเพิ่มรอบการหมุนของใบพัดเพื่อหมุนตัวกลับตั้งตัวใหม่ที่รันเวย์เพื่อติดปีกหนี แต่ก็ไม่ไหวเสียแล้ว…หมดหนทาง…อินทรีตัวน้อยนั้นปีกหักเสียแล้ว กระสุนของข้าศึกหลายนัดเจาะเข้าที่ถังน้ำมัน ทำให้น้ำมันทะลักออกมาเป็นน้ำก๊อก กลิ่นนี้มันคละเคล้ากับคาวเลือดและเสียงปืน ไฟลุกท่วมตอนหัวเครื่องบินและกำลังจะลามเข้ามาในตัวเครื่อง ผมโดดลงมาจากตัวเครื่องบินทั้งๆ ที่เสียงปืนของข้าศึกยังยิงอยู่เป็นประปราย

เสียงปืนเงียบ…เมื่อนักบินดับเครื่องยนต์และถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง เหลียวมองไปทางไหนเห็นมีแต่ศพทั้งบนเครื่องบินและที่พื้นสนามบิน เหลือเพียง 2 ชีวิตคือผมและนักบินชาวอเมริกัน ซึ่งไม่แน่ใจนักว่า ข้าศึกจะปล่อยให้เรามีชีวิตอยู่หรือจะตัดสินใจให้ตายตกไปด้วยกันทั้งหมด

ทหารเวียดนามเหนือและดาวแดงวิ่งออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้ทั้งสองฟากของสนามบิน ส่วนหนึ่งวิ่งไปตรวจที่เครื่องบิน และอีกส่วนหนึ่งประมาณ 10 กว่าคนวิ่งเข้ามาหาผมและนักบิน ปากกระบอกปืนที่พุ่งเข้ามานั้น น่ากลัวเท่ากับสีหน้าและท่าทางของพวกเขา…บอกให้ยอมจำนนเสียโดยดีอย่าได้ขัดขืน

คำสั่งที่เปล่งออกมาเป็นภาษาลาวนั้นฟังรู้เรื่อง เฉียบขาดและเอาจริงเอาจัง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...