โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รฟม. ชวนทำความรู้จัก “รถไฟฟ้า” การเดินทางแห่งอนาคต

BLT BANGKOK

เผยแพร่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 06.15 น. • BLT Bangkok

ตามที่รัฐบาลมีแผนงานในการเร่งรัดพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ทั่วทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อรองรับการเดินทางและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้ คนเมืองจะได้เห็นโครงข่ายรถไฟฟ้าเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นอีกหลายสายและจะมีรถไฟฟ้าวิ่งให้บริการเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากเพื่อรองรับความต้องการของประชาชน ซึ่งในแต่ละโครงการจะเลือกใช้รถไฟฟ้าที่มีรูปแบบแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของโครงการ ดังนั้น ในวันนี้เราจึงจะชวนผู้อ่านทุกท่านมาทำความรู้จักกับรถไฟฟ้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยหรือรฟม. ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมและมีบทบาทสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ว่าในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้เราจะได้นั่งรถไฟฟ้ารุ่นใดหน้าตาเป็นแบบไหนและมีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างอย่างไรกันบ้าง

รถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง

เริ่มกันที่เส้นทางรถไฟฟ้ามหานครสายฉลองรัชธรรม หรือ รถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง ซึ่งมีระยะทาง 23 กม. จำนวน 16 สถานี เป็นรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายหลักที่มีแนวเส้นทางเชื่อมระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดนนทบุรี ดังนั้น เพื่อรองรับปริมาณของผู้โดยสารอย่างเพียงพอ รถไฟฟ้าสายนี้จึงใช้รถไฟฟ้าขนาดใหญ่หรือ Heavy Rail รุ่น Sustina S24 Series ผลิตโดย บริษัท เจแปน ทรานสปอร์ต เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (Japan Transport Engineering Company หรือ  J-TREC) ณ เมืองโยโกฮามะ ประเทศญี่ปุ่น โดยตัวรถไฟฟ้าผลิตจากเหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless steel) ใช้เทคโนโลยีมาตรฐานสากลในการออกแบบเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในระบบขนส่งมวลชนภายในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีอายุการใช้งานได้นานถึง 30 ปี 

สำหรับแนวคิดในการออกแบบ ได้คำนึงถึงความทันสมัย โดยลวดลายที่ใช้ออกแบบมีลักษณะลายเส้นสื่อถึงความรวดเร็ว ภายในขบวนรถไฟฟ้าได้ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้เหมาะสมกับคนไทย สามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ประกอบด้วยที่นั่ง ราวจับ รวมทั้งหน้าจอแสดงแนวเส้นทางแบบเคลื่อนไหว เสียงประกาศสำหรับแจ้งข้อมูลให้แก่ผู้โดยสาร กล้องโทรทัศน์วงจรปิด 4 ตำแหน่งต่อตู้ เพื่อความปลอดภัยภายในขบวนรถ และพื้นที่สำหรับรถเข็นคนพิการ (Wheelchair) 2 ตำแหน่งต่อตู้ 

ทั้งนี้รถไฟฟ้า MRT สายสีม่วงมีขบวนรถไฟฟ้าที่จัดเตรียมไว้บริการทั้งหมด 21 ขบวนรวม 63 ตู้โดยรถไฟฟ้า 1 ขบวนมีความยาว 65.78 เมตรความกว้าง 3.15 เมตรความสูง 3.92 เมตรประกอบด้วย 3 ตู้ได้แก่ตู้รถมอเตอร์ขับเคลื่อนแบบมีห้องควบคุม (Mc-car) 2 คันและตู้รถพ่วง (T-car) 1 คันสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากสุด 1,187 คนซึ่งรถไฟฟ้าจะวิ่งให้บริการประชาชนด้วยอัตราความเร็วเฉลี่ย 35 กม./ชม. และสามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ 80 กม./ชม. 

รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน

สำหรับรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล หรือ รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง – บางซื่อ รวมถึงส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง – หลักสอง และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ ปัจจุบันมีรถไฟฟ้าให้บริการในระบบทั้งหมด 54 ขบวน แบ่งเป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรก 19 ขบวน และรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ 35 ขบวน โดยรถไฟฟ้ารุ่นแรกที่ให้บริการตั้งแต่รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน เริ่มเปิดให้บริการเดินรถจากสถานีหัวลำโพง – สถานีบางซื่อ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2547 นั้น เป็นรถไฟฟ้าขนาดใหญ่หรือ Heavy Rail ผลิตโดย บริษัท ซีเมนส์ โมบิลิตี้ จำกัด สาธารณรัฐออสเตรีย ใช้เทคโนโลยีมาตรฐานสากลในการออกแบบเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในระบบขนส่งมวลชนภายในกรุงเทพมหานคร มีอายุการใช้งานได้นาน 30 ปี ตัวรถภายนอกได้รับการออกแบบให้มีรูปร่างทันสมัย สะดุดตา โดยเฉพาะในช่วงเริ่มเปิดให้บริการในระยะแรก ได้สร้างความแปลกใหม่และเป็นที่สนใจของประชาชนผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก 

สำหรับรถไฟฟ้า 1 ขบวนมีความยาว 65.10 เมตรความกว้าง 3.12 เมตรความสูง 3.86 เมตรประกอบด้วยตู้โดยสาร 3 ตู้สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากสุด 1,140 คนซึ่งรถไฟฟ้าจะวิ่งให้บริการประชาชนด้วยอัตราความเร็วเฉลี่ย 35 กม./ชม. และสามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ 80 กม./ชม.

ปัจจุบันรถไฟฟ้ารุ่นแรกนี้ยังคงวิ่งให้บริการประชาชนอยู่ทั้งหมด 19 ขบวนรวม 57 ตู้โดยบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด (มหาชน) หรือ BEM ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานให้บริการเดินรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วงได้ทำการปรับปรุงขบวนรถไฟฟ้ารุ่นดังกล่าวเพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นเช่นติดตั้งกล้องวงจรปิดจำนวน 4 ตำแหน่งต่อตู้ทำสีภายในขบวนรถใหม่เพิ่มเสาราวจับแบบ 3 ก้านและเพิ่มห่วงจับเป็นสามแถวติดตั้งหน้าจอแสดงแนวเส้นทางแบบเคลื่อนไหวและเพิ่มไฟส่องสว่างบริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างตู้ (Gangway) เพื่อให้มีความสม่ำเสมอของแสงสว่างในขบวนรถเป็นต้น

ขบวนรถไฟฟ้า Blue Line รุ่นใหม่ดีไซน์ทันสมัย

สำหรับขบวนรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่ รฟม. ได้นำมาเสริมทัพการให้บริการในระบบรถไฟฟ้า MRT สาย    สีน้ำเงิน เพื่อรองรับการขยายเส้นทางจากช่วงหัวลำโพง – หลักสอง และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ นั้น มีการประกอบตัวโครงรถไฟฟ้าที่โรงงาน Bozankaya เมืองแองการ่า สาธารณรัฐตุรกี ตัวรถไฟฟ้าได้รับการผลิตและประกอบโดยบริษัท ซีเมนส์ โมบิลิตี้ จำกัด สาธารณรัฐออสเตรีย และมีการทดสอบระบบต่างๆ ของตัวรถในขณะที่รถเคลื่อนที่บนรางทดสอบที่ศูนย์ทดสอบเมือง Wildenrath สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี 

ด้านการออกแบบตัวรถไฟฟ้านั้น ได้เน้นให้มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย และคำนึงถึงความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล มีความแข็งแรงและทนทานต่อสภาพแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร โดยมีอายุการใช้งานได้นานถึง 30 ปี ภายในตัวรถไฟฟ้ามีการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับการใช้งาน เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิดถึง 4 ตำแหน่งต่อตู้ เพื่อความปลอดภัยภายในขบวนรถไฟฟ้า มีการจัดพื้นที่ไว้สำหรับรถเข็นผู้พิการ 2 ตำแหน่งต่อตู้ มีการติดตั้งหน้าจอแสดงแนวเส้นทางแบบเคลื่อนไหว การติดตั้งไฟส่องสว่างในห้องผู้โดยสารและบริเวณทางเดินระหว่างตู้โดยสารแบบหลอด LED ติดตั้งเสาจับ 3 เสาและราวจับ 3 แถวต่อตู้ เป็นต้น

สำหรับรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ 1 ขบวน มี 3 ตู้ ประกอบด้วยตู้รถมอเตอร์ขับเคลื่อนแบบมีห้องควบคุม (Mc-car) 2 ตู้ และตู้รถพ่วง (T-car) 1 ตู้ สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากสุด 1,134 คน ซึ่งรถไฟฟ้าจะวิ่งให้บริการประชาชนด้วยอัตราความเร็วเฉลี่ย 35 กม./ชม. และสามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ 80 กม./ชม. 

รถไฟฟ้า Monorail ชมพู - เหลือง

มาถึงรถไฟฟ้าน้องใหม่ที่ใช้สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย – มีนบุรี และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว – สำโรง ซึ่งทั้ง 2 โครงการได้รับการออกแบบให้เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) แบบคร่อมราง  บนทางวิ่งยกระดับเหนือแนวเกาะกลางถนน ทำหน้าที่เป็นระบบขนส่งมวลชนระบบรอง (Feeder) ป้อนผู้โดยสารเข้ารถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายหลัก ดังนั้น รถไฟฟ้าที่จะนำมาวิ่งให้บริการในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูฯ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองฯ นี้ จึงเป็นรถไฟฟ้าขนาดเบา หรือ Light Rail Transit สำหรับรองรับปริมาณผู้โดยสารที่ไม่หนาแน่นมากนัก โดยทั้ง 2 โครงการ ใช้รถไฟฟ้ารุ่น Bombardier Innovia Monorail 300 ผลิตโดยบริษัท CRRC Puzhen Bombardier Transportation System (PBTS) ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป็นขบวนรถแบบ 4 ตู้ต่อขบวน ประกอบด้วยตู้ A-C-D-B มีความยาวของขบวนรถ 50.47 เมตร ความกว้าง 3.162 เมตร ความสูง 3.019 เมตร แต่ละตู้ของรถไฟฟ้ามีจำนวนประตูทั้งหมด 4 ประตู แบ่งออกเป็นฝั่งละ 2 ประตู 

ภายในห้องโดยสารของขบวนรถมีอุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างครบครัน อาทิ กล้อง CCTV เครื่องตรวจจับควัน ปุ่มติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ควบคุมรถ ถังดับเพลิง และที่เปิดประตูฉุกเฉิน ฯลฯ รวมถึงมีระบบที่สำคัญอีก เช่น ระบบประกาศข้อมูลสำหรับผู้โดยสาร และมีจอ LCD สำหรับแจ้งชื่อสถานี โดยติดตั้งอยู่บริเวณเหนือประตูรถไฟฟ้า ระบบ Intercom เพื่อให้ผู้โดยสารภายในขบวนรถสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่เดินรถในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ระบบความปลอดภัยในตัวรถประกอบด้วย กล้อง CCTV จำนวน 4 กล้องต่อตู้ ระบบตรวจจับควัน (Smoke Detector) และถังดับเพลิงจำนวน 2 ถังต่อตู้ นอกจากนี้ รถไฟฟ้ารุ่นนี้ ยังมีความพิเศษโดดเด่นที่การควบคุมด้วยระบบอาณัติสัญญาณ (Signaling) โดยใช้เทคโนโลยี Communication Based Train Control (CBTC) รุ่น Cityflo 650 แบบไร้คนขับ (Driverless) รวมถึงส่วนล้อของรถไฟฟ้า Monorail จะเป็นล้อยางแบบเติมก๊าซไนโตรเจน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือล้อหลักสำหรับขับเคลื่อน (Load Wheel) มีจำนวน 4 ล้อต่อตู้ (2 ล้อต่อโบกี้) และสำหรับประคอง (Guide Wheel) จำนวน 12 ล้อต่อตู้ (6 ล้อต่อโบกี้) 

ทั้งนี้ ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู จะมีรถไฟฟ้าวิ่งให้บริการจำนวน 42 ขบวน และสายสีเหลือง จำนวน 30 ขบวน ซึ่งในช่วงแรกการให้บริการจะเป็นขบวนรถไฟฟ้าแบบ 4 ตู้ต่อขบวน รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 17,000 คนต่อชั่วโมงต่อทิศทาง และในระยะต่อไปยังสามารถเพิ่มจำนวนตู้โดยสารได้สูงสุด 7 ตู้ต่อขบวน รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 28,000 คนต่อชั่วโมงต่อทิศทาง โดยให้บริการด้วยความเร็วเฉลี่ย 35 กม./ชม. และสามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ 80 กม./ชม. ซึ่งขณะนี้ ขบวนรถไฟฟ้า Monorail ได้ถูกทยอยส่งมายังประเทศไทย เพื่อเตรียมทดสอบระบบก่อนเปิดให้บริการประชาชน โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการแก่ประชาชนเป็นอย่างเป็นทางการได้ในปี 2565 

ได้เห็นรูปร่างหน้าตาขบวนรถไฟฟ้าแต่ละโครงการแล้วทำให้เราได้ทราบว่ารถไฟฟ้าแต่ละเส้นทางก็มีความแตกต่างกันออกไปและถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเดินทางที่หลากหลายแต่ทั้งหมดยังคงคำนึงถึงวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อการเดินทางที่สะดวกสบายปลอดภัยตามมาตรฐานสากลสามารถรองรับการใช้งานของผู้ใช้บริการทุกประเภทพัฒนาคุณภาพการเดินทางและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...