โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

เปิดตำนาน !! อัลบั้มเพลงร็อกไทยในยุค 80s : อัสนี-วสันต์ ‘บ้าหอบฟาง’

BT Beartai

อัพเดต 01 พ.ค. 2564 เวลา 11.49 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2564 เวลา 14.09 น.
เปิดตำนาน !! อัลบั้มเพลงร็อกไทยในยุค 80s : อัสนี-วสันต์ ‘บ้าหอบฟาง’

ผลงานอัลบั้มเต็มชุดแรกของสองพี่น้อง สายฟ้าและห่าฝน ‘อัสนี-วสันต์’ โชติกุล ศิลปินระดับตำนานของวงการเพลงไทย ‘บ้าหอบฟาง’ คืออัลบั้มเต็มชุดแรกของสองพี่น้องหลังจากที่ออกผลงานในนามวง ’อีสซึ่น’ มากว่า 5 อัลบั้ม

อัลบั้ม ‘บ้าหอบฟาง’ ออกมาครั้งแรกในปี พ.ศ. 2529 กับทางค่ายไนท์สปอต มีทั้งหมด 9 เพลงด้วยกัน แต่ต่อมาได้ถูกทำออกมาอีกหลายเวอร์ชัน ได้แก่เวอร์ชันปี 2530 ที่ออกกับค่ายไนท์สปอตมีการเพิ่ม backing track ไว้ในช่วงท้ายของม้วนเทปของทั้ง 2 หน้าหน้า A เป็นเพลง “เดือนเพ็ญ” และ “กาลเทศะ” หน้า B เป็นเพลง  “บ้าหอบฟาง” และ “น้ำเอย น้ำใจ” เวอร์ชันปี 2541ออกกับทางจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และ มอร์ มิวสิค หลังจากได้ลิขสิทธิ์กลับมาเป็นของตัวเอง จึงออกวางจำหน่ายอีกครั้งในเวอร์ชันปกกระดาษ มีการเรียงลำดับชื่อเพลงใหม่และเพิ่มเวอร์ชัน live ของเพลง “บ้าหอบฟาง” และ “ไม่เป็นไร” เข้าไป ส่วน backing track ที่เพิ่มมาในเวอร์ชันก่อนนั้นไม่มีแล้ว ส่วนเวอร์ชันปี 2559 เป็นการจำหน่ายในรูปแบบดิจิทัลดาวน์โหลดโดยมิวสิกมูฟเอนเตอร์เทนเมนต์ มีการเรียงลำดับเพลงตามเวอร์ชันปี 2541

ปกอัลบั้ม ‘บ้าหอบฟาง’ เวอร์ชันแรกที่ออกกับทางไนท์สปอต

การเดินทางบนเส้นทางสายดนตรีของ ป้อม – อัสนี และ โต๊ะ – วสันต์ สองพี่น้องจากจังหวัดเลยเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2517 ที่ทั้งสองได้เข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพ ฯ และได้ร่วมเข้าประกวดวงดนตรีโฟล์คซองจนได้รับรางวัลชนะเลิศ อาจารย์ วิมล จงวิไล ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการจึงพาไปอัดเสียงและเป็นจุดกำเนิดของวงอีสซึ่น มีผลงานเพลงดังอย่าง “แม่สาวตางาม”, “พบกันหน้าสยามสแควร์” และ “หนึ่งมิตรชิดใกล้” ออกผลงานด้วยกันกับวงมา 5 อัลบั้มก่อนที่ทั้งคู่จะผันตัวมาทำงานเบื้องหลังและออกผลงานคู่กันในนาม ‘อัสนี-วสันต์’ กับอัลบั้มที่มีชื่อว่า ‘บ้าหอบฟาง’

‘บ้าหอบฟาง’ ของ ‘อัสนี-วสันต์’ คือ อัลบั้มที่อาจเรียกได้ว่ามาก่อนกาล ด้วยการทำเพลงในแนวทางที่แปลกใหม่ ด้วยการใส่อิทธิพลของดนตรีตะวันตกเข้าไปอย่างเข้มข้น แต่ก็แฝงเอาไว้ด้วยเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านทางการใช้คำใช้ภาษาในเนื้อร้องและท่วงทำนองของดนตรีที่มีการเติมลวดลายและลีลาที่สะท้อนความเป็นไทยได้อย่างดี

เมื่อแรกฟัง ‘บ้าหอบฟาง’ หากใครเคยฟังอัลบั้ม ‘แดนศิวิไลซ์’ ของ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ มาก่อน อาจจะรู้สึกว่าแนวดนตรีและซาวด์นั้นมีความคล้ายคลึงกัน เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะทั้งสองอัลบั้มต่างควบคุมการผลิตโดยศิลปินคนเดียวกันนั่นคือ ป้อม อัสนี นั่นเอง ในปี พ.ศ. 2528 อัสนีไปโปรดิวซ์อัลบั้มให้ธเนศและบันทึกเสียงกันที่อังกฤษ กลับมาถึงไทยก็หิ้วเครื่องมือเครื่องไม้พะรุงพะรัง โต๊ะ วสันต์เห็นจึงเอ่ยออกมาว่านี่มัน ‘บ้าหอบฟาง’ ชัด ๆ หนึ่งปีต่อมา ‘บ้าหอบฟาง’ ก็กลายมาเป็นบทเพลงที่คมคายและพัฒนากลายมาเป็นอัลบั้มชุดแรกและชุดมาสเตอร์พีซของสองศรีพี่น้องจากแดนเลย ‘อัสนี-วสันต์’ นั่นเอง

“บ้าหอบฟาง”

ขอเล่าถึงเพลงแต่เพลงในอัลบั้มกันสักหน่อย โดยไล่ตามการเรียงของเวอร์ชันต้นฉบับ เปิดมาแทร็กแรกด้วยไตเติลแทร็ก “บ้าหอบฟาง” เสียงกลองอินโทรขึ้นดังก้องกัมปนาท รุกเร้าใจให้ตื่นตัว ก่อนที่เสียงซินธ์จะเข้ามาอย่างโดดเด่นและจะเด่นต่อไปอีกทั้งอัลบั้ม จากนั้นกีตาร์และไลน์อื่น ๆ ก็เข้ามาเติมความสมบูรณ์ในท่วงทำนองของโปรเกรสซีฟร็อก เนื้อหาของเพลงเปรียบเปรยฟางกับเงินตราเป็นการเสียดสีระบบทุนนิยม / บริโภคนิยมที่ผู้คนกำลังลุ่มหลงในวัตถุและการสั่งสมสิ่งของที่ปองปรารถนากันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ในบทเพลงนั้นบอกไว้ว่า ‘ฟาง’ (เงิน) จะเป็นของดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันอย่างไร “ฟางอาจจะเป็นของดี จะเป็นของที่พอใจ แล้วแต่ว่าอยู่ในมือใคร อยากได้อะไรในใจ”

“ไม่เป็นไร”

มาในท่วงทำนองฮาร์ดร็อกสุดเร้าใจที่ได้ ‘กีตาร์คิง’ แหลม มอร์ริสัน วาดลวดลายลีลาอันเร่าร้อนบนสายทั้ง 6 ของกีตาร์ เราเริ่มสังเกตเห็นถึงการใช้คำแบบไทย ๆ ตั้งแต่ในเพลงนี้เลย อย่างเช่นคำว่า ‘โศกา’ และมีการวางคำเหมือนกาพย์กลอนไทย ซึ่งในท่อนร้องของเพลงนี้วางแต่ละวรรคแต่ละท่อนเป็น 6 พยางค์เท่ากันหมด “ไม่เป็นไรให้เขาไป มัวเสียใจเสียเวลา เกิดมาแล้วอย่าโศกา ปัญหามาปัญญามี” เนื้อหาของเพลงเป็นการให้กำลังใจ ให้คนเราสู้ต่อไปอย่าสนใจในคำตำหนิ ติฉิน นินทา ว่าร้าย เพลงนี้ได้ ‘แอ๊ด คาราบาว’ มาร่วมแจมร้องแบบสลับท่อนกับอัสนีด้วย (และจะมาแจมอีกสองเพลงคือ “น้ำเอย น้ำใจ” และ “วันนี้ วันดี วันที่เป็นไท”)

“เดือนเพ็ญ”

จากต้นฉบับเพลง “คิดถึงบ้าน” ของ ‘นายผี’ หรือ ‘อัศนี พลจันทร’ นักประพันธ์และนักปฏิวัติชาวไทยที่เขียนเพลงนี้ไว้เมื่อครั้งต้องใช้ชีวิตห่างไกลจากถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อเดินตามอุดมการณ์ที่มีในหัวใจ ด้วยความรักและความคิดถึงที่มีจึงกลั่นออกมาเป็นถ้อยทำนองที่หวานละมุน แต่ก็เปลี่ยวเหงาเศร้าคว้างอยู่ในคราวเดียวกัน เมื่อฟังครั้งใดเราจะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศของความเหน็บหนาวและค่ำคืนอันเปลี่ยวเหงาใต้เงาจันทร์ได้ในทันที ทำให้เพลงนี้กลายเป็นสุดยอดของ ‘บทเพลงเพื่อชีวิต’ เพลงนี้ถูกบันทึกเสียงครั้งแรกโดยวง ‘คาราวาน’ ในอัลบั้ม “บ้านนาสะเทือน” (2526) ต่อมา ‘คาราบาว’ ได้นำมาบันทึกเสียงอีกครั้ง มีการสลับเนื้อร้องและเปลี่ยนชื่อเป็น ‘เดือนเพ็ญ’ และอยู่ในอัลบั้ม “กัมพูชา” ท่วงทำนองของเพลงนี้จับใจถึงขนาดที่ว่า ‘โยชิกิ ฮายาชิ’ แห่งวง X Japan ต้องนำมาบรรเลงเปียโนให้ได้ฟังกันสด ๆ เมื่อครั้งมาเล่นคอนเสิร์ตในเมืองไทย

สำหรับเวอร์ชันของอัสนี-วสันต์นั้นมีความแตกต่างจาก 2 เวอร์ชันที่กล่าวมาพอสมควรทั้งความ mellow ของซาวด์ที่กลมกล่อมนุ่มนวลชวนเหงา แค่ขึ้นกีตาร์อินโทรมาก็เคลิ้มแล้ว เสียงกีตาร์กับเครื่องสายและซินธ์ลอยมาไกล ๆ ล่องระบายบรรยากาศของความคิดถึงอันอ่อนหวานฟุ้งฝันให้คลุ้งไปในท่วงทำนองแกมด้วยเสียงร้องประสานหญิง (ที่มี ‘นิ่ม สีฟ้า’ นักแต่งเพลงชื่อดังร้องอยู่ด้วย) อีกทั้งท่อนโซโลกีตาร์ที่เท่บาดใจสุด ๆ เรียกได้ว่านี่คือบทเพลงแห่งความคิดถึงอันงดงามและเหน็บหนาวที่สุด

ถึงแม้อัสนี-วสันต์จะไม่ใช่วงดนตรีเพื่อชีวิตแต่การที่มีเพลง “เดือนเพ็ญ” อยู่ในอัลบั้มนั้นถือได้ว่ามีความเหมาะเจาะเหมาะควรมาก ไม่ว่าจะด้วยท่วงทำนองที่มีความเป็นไทยเดิม และการเลือกสรรถ้อยคำที่มีความงาม ก็เข้ากันดีกับสไตล์งานของอัสนี-วสันต์มาก นับว่าเป็นเวอร์ชันที่งดงามและอีกหนึ่งแทร็กที่ถึงแม้จะไม่ได้ออริจินัลแต่ก็เป็นหนึ่งในไฮไลต์ของอัลบั้มนี้เลย

“กาละเทศะ”

อีกหนึ่งเพลงที่มีความเป็นไทยอย่างเด่นชัดทั้งในท่วงทำนองของภาษาและเนื้อหา ในภาคดนตรีนั้นมีความเป็นซินธ์ร็อกโดดเด่นด้วยไลน์ซินธ์ที่เล่นไปกับเบสและกลอง เพลงนี้ได้ ‘กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา’ แห่งตำนานวงโปรเกรสซีฟไทย ‘บัตเตอร์ฟลาย’ มาร่วมโปรดิวซ์ด้วย เนื้อหาของเพลงเหมือนเป็นการกระตุ้นเตือนให้เราระลึกถึงเรื่องสำคัญในการใช้ชีวิตนั่นคือการรู้การกระทำอันควรตามสถานที่และเวลาซึ่งก็คือรู้ ‘กาละ และ เทศะ’ นั่นเอง ในเนื้อร้องมีการใช้คำซ้อนเข้ามาสร้างสีสัน เช่น “กาละกาเล” “เทศะเทศา” “รู้เพลารู้เพลง”  “วาจะวาจา” รวมไปถึงการใช้สุภาษิตคำพังเพยอย่าง “น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ” มาปรับใช้ในท่อน “วาจะวาจารู้ท่ารู้ทาง น้ำเชี่ยวเรือขวางตัวอย่างรู้กัน” พอได้เสียงร้องประสานหญิงเข้ามาทำให้โดยรวมแล้วอารมณ์เหมือนเราฟังขับเสภาหรือขับกลอนกัน

“เพลงของเขา”

เป็นเพลงช้า ๆ อารมณ์ร็อกเจือกลิ่นเศร้าเล็ก ๆ ในท่อนฮุคมีการเร้าจังหวะให้เร้าใจขึ้น เนื้อหาของเพลงสะท้อนการเดินทางต่อสู้ของคนในชนบทที่เข้ามาทำงานในเมืองกรุง ฯ​ พานพบกับความยากลำบากนานารวมไปถึงการเหยียดจากคนกรุงว่าเรานั้นเป็นคนบ้านนอก บทเพลงบอกไว้ให้สู้ต่อไปอย่าหลงไปเปรียบเปรยไปสนใจในคำดูถูก “รับรู้ไว้จงอย่าหลงไปเปรียบเปรย แม้ว่าเขาจะเยาะเย้ยคนถิ่นไกล รับรู้ไว้ในจิตใจ นะเพื่อนเอย เพราะสิ่งนั้นก็เลยได้แต่อดสู”

“น้ำเอย น้ำใจ”

บทเพลงที่เราได้ยินบ่อย ๆ เวลามีโครงการปันน้ำใจต่าง ๆ เป็นบทเพลงที่มาในท่วงทำนองบัลลาดอันไพเราะ มีแอ๊ด คาราบาวมาร้องในท่อนฮุค “น้ำเอยน้ำใจ ของใครให้มา เหมือนการพึ่งพา ภาษาความเข้าใจ” ทั้งเสียงร้อง เสียงประสาน เสียงกีตาร์ เสียงเครื่องดนตรีนานา และการวางถ้อยคำวางภาษาเป็นอะไรที่น่าประทับใจและชวนจดจำมาก

“วันนี้ วันดี วันที่เป็นไท”

บทเพลงปลุกใจให้รักชาติ และภาคภูมิใจในความเป็นไทย โดดเด่นด้วยเสียงกู่ร้อง “โอ…โว้ เอ๊โอ…โว้” ที่คลอไปกับเสียงสับคอร์ดและกลองหนักแน่นกับอารมณ์ดนตรีโปรเกรสซีฟ และการใช้ลูกเล่นคอร์ดเมเจอร์ต่อไมเนอร์ (Fmaj7 ต่อ F#m7) ให้บรรยากาศที่ดูเท่และลึกลับในคราวเดียวกัน แถมไลน์กีตาร์ในเพลงนี้ยังมีลีลาคล้ายลายพิณฟังแล้วได้อารมณ์

“สมชายกล้าหาญ”

มาในลีลาของซินธ์ร็อกถ่ายทอดชีวิตของชายธรรมดาสามัญคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างอาจหาญและภาคภูมิ สมชื่อ ‘สมชาย’ เพลงนี้เหมือนเป็นปฐมบทของบทเพลง “สมชาย” ของเต๋า สมชาย เข็มกลัด “สมชาย นี่คือสมชาย นี่คือสมชาย สมชาย กล้าหาญ”

“บอกแล้ว”

บทเพลงสนุก ๆ ปิดท้ายด้วยท่วงทำนองของร็อกแอนด์โรล เป็นเพลงจีบสาวในลีลากวน ๆ นิด ๆ ประมาณว่าฉันบอกเธอแล้วว่าเขาไม่จริงใจ อย่าไม่มัวจริงจังเสียเวลา มาคบกับฉันสิไม่เคยลวงเคยหลอก แต่เธอก็ไม่ฟังเอาแต่ขังหัวใจเอาไว้ในความช้ำอยู่นั่นล่ะ !  

 ‘บ้าหอบฟาง’ นับเป็นหลักหมายสำคัญของวงการดนตรีไทย ที่ในปีนี้ก็มีอายุร่วม 35 ปีแล้ว แต่ด้วยความละเมียดละไมและเอกลักษณ์ของงานชิ้นนี้ก็ยังทำให้มีความน่าสนใจ น่าสดับฟัง น่าศึกษาเรียนรู้อยู่เสมอ ทั้งในรายละเอียดของดนตรีเนื้อหาการใช้ถ้อยคำและภาษาที่เรียกได้ว่าเข้าขั้น ‘คลาสสิก’ เป็นตัวอย่างอันดีของการใช้ดนตรีตะวันตกมาผสมกับรากฐานของความเป็นไทย อัสนี-วสันต์ทำให้เราเห็นเลยว่าเพลงร็อกไทยนั้นมีลีลาและรสชาติที่น่าประทับใจเพียงใดและเอกลักษณ์ในงานเพลงชุดนี้ก็ยังคงถูกสานต่อให้ได้เห็นในอัลบั้มชุดต่อ ๆ ไปจนเป็นลายเซ็นของสองพี่น้อง ‘อัสนี-วสันต์’ ที่ได้สร้างความประทับใจให้กับแฟน ๆ ชาวไทยในที่สุด

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เปิดตำนาน !! อัลบั้มเพลงร็อกไทยในยุค 80s : อัสนี-วสันต์ ‘บ้าหอบฟาง’
เปิดตำนาน !! อัลบั้มเพลงร็อกไทยในยุค 80s : อัสนี-วสันต์ ‘บ้าหอบฟาง’
เปิดตำนาน !! อัลบั้มเพลงร็อกไทยในยุค 80s : อัสนี-วสันต์ ‘บ้าหอบฟาง’
เปิดตำนาน !! อัลบั้มเพลงร็อกไทยในยุค 80s : อัสนี-วสันต์ ‘บ้าหอบฟาง’
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...