โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ญี่ปุ่น ใน ‘โมเดล’ การสร้างชาติสมัยคณะราษฎร

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 ก.ค. 2563 เวลา 08.24 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2563 เวลา 08.17 น.
(ซ้าย) จอมพล ป. พิบูลสงคราม บนหน้าปกนิตยสารญี่ปุ่นฉบับเดือนมิถุนายนครบรอบวันเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยเมื่อ พ.ศ.2484 (ขวา) สมาชิกคณะราษฎรดูงานการพัฒนาประเทศญี่ปุ่น ระหว่างการเยี่ยมชมปราสาทโอซากา 24 มิถุนายน พ.ศ.2477

ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางการทูตมากว่า 600 ปี ระยะเวลาที่ยาวนานถึงเพียงนี้ ย่อมแสดงว่า สัมพันธภาพที่ผ่านๆ มาของทั้งสองคงดำเนินไปด้วยดี

หากยุคทองของความสัมพันธ์ของสองประเทศคือ “ช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475”

“นับแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นเริ่มก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางใหม่ในเอเชีย ท่ามกลางหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกทั้งในยุโรปและเอเชีย ในห้วงเวลานั้น ไทยเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎรอีกด้วย ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่นมีความกระชับแน่นอย่างไม่เคยมาก่อน…”

นั่นคือความตอนหนึ่งในบทความชื่อ“เปิด ‘โมเดล’ การสร้างชาติสมัยคณะราษฎร ภายหลังการปฏิวัติ 2475” ของ ณัฐพล ใจจริง ที่ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้ในนิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนกรกฎาคม 2563 ที่แสดงให้เห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย

เริ่มแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 แม้ญี่ปุ่นในฐานะประเทศผู้ชนะสงคราม มีบทบาทที่โดดเด่นในเวทีโลก แต่ชนชั้นนำไทยกลับให้ความสำคัญกับมหาอำนาจตะวันตกมากกว่า และเพิ่มเติมความหวาดระแวงต่อญี่ปุ่นอีกด้วย

แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติ 2475 ญี่ปุ่นและไทยต่างให้ความสนใจกันและกันมากขึ้น ดังเห็นได้จาก หนังสือพิมพ์ The Japan นำเสนอข่าวสารของการปฏิวัติของไทยนานนับเดือน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ของไทยก็ให้ความสำคัญกับญี่ปุ่นมากขึ้นเช่นกัน ในการประชุมสันนิบาตชาติเพื่อประณามญี่ปุ่นในการบุกแมนจูเรีย (2476) ตัวแทนจากประเทศไทยสละสิทธิการออกเสียงประณามญี่ปุ่น ไทยจึงเป็นประเทศเดียวที่ไม่คล้อยตามกระแสของมหาอำนาจตะวันตก นั่นทำให้ นายมัสสุโอกะ โยสุเกะ (Matsuoka Yosuke) ผู้แทนญี่ปุ่นในสันนิบาตชาติกล่าวขอบคุณผู้แทนไทยพร้อมกล่าวว่า หากไทยต้องการต่อสู้กับตะวันตก ญี่ปุ่นก็จะยืนเคียงข้างไทย

นายยาสุกิจิ ยาตาเบ (Yasukichi Yatabe) อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำไทย (2471-79) เป็นบุคคลหนึ่งที่มีส่วนช่วยกระชับความสัมพันธ์ของสองประเทศหลัง 2475 ซึ่งความจริงเขาพยายามมาตลอดเพียงแต่ในระบอบเก่าที่นิยมมหาอำนาจตะวันตกมากกว่า

หากในช่วงแรกเริ่มของระบอบประชาธิปไตย อำนาจทางการเมืองของคณะราษฎรยังไม่มั่นคง เพราะอิทธิพลของระบอบเก่าที่ฝังลึกในสังคม, ความสัมพันธ์ของชนชั้นนำกับมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษที่มีอิทธิพลอย่างมากในไทย คณะราษฎรจึงวิตกว่าชาติตะวันตกอาจแทรกแซงการเมืองไทยให้การสนับสนุนระบอบเก่าที่ถูกโค่นล้มลง

สำหรับประชาธิปไตยไทยในช่วงแรก จึงต้องนับว่าญี่ปุ่นเป็นส่วนสนับสนุนสำคัญ

[/caption]บันทึกของนายยาตาเบกล่าวว่า เขาพบตัวแทนจาก พระยาพหลฯ และจอมพล ป. ก่อนการรัฐประหารเพียงไม่กี่วันเพื่อขอการสนับสนุนกำลังทหารและอาวุธจากญี่ปุ่น แม้เขามิได้ตอบความช่วยเหลือด้านอาวุธ แต่ก็ยืนยันว่าญี่ปุ่นจะให้การสนับสนุนรัฐบาลใหม่หลังการรัฐประหาร

นายยาตาเบมีอำนาจสั่งการให้ บริษัท มิตซุย ส่งมอบอาวุธจากโกดังเก็บสินค้าของบริษัทที่รัฐบาลอนุรักษนิยมของพระยามโนปกรณ์ฯ ซื้อเพื่อต่อต้านการรัฐประหารจากคณะราษฎรครั้งนี้ก็ย่อมได้ แต่เขาไม่ทำ

หลังการรัฐประหารล้มรัฐบาลอนุรักษนิยมของพระยามโนปกรณ์ฯ (20 มิถุนายน 2476) ก็สำเร็จ พระยาพหลฯ และจอมพล ป. แกนนำการรัฐประหาร เชิญนายยาตาเบมาพบ และขอให้ญี่ปุ่นสนับสนุนรัฐบาลใหม่ที่จัดตั้งขึ้น ที่จะเปิดโอกาสให้ญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจของไทยแทนอังกฤษ เพราะไม่ต้องการให้มหาอำนาจตะวันตกแทรกแซงระบอบใหม่ ซึ่งนายยาตาเบก็ให้คำสัญญา

ปลายปี 2476 นายยาตาเบเดินทางกลับประเทศเพื่อถวายรายงานให้กับสมเด็จพระจักรพรรดิ และคณะรัฐมนตรี ในระหว่างนั้น เขามีส่วนสนับสนุนระบอบการปกครองใหม่ของไทย เมื่อทราบแผนการของ นายไออิซูกะ ชิเกรุ (Iizuka Shigeru) พ่อค้าญี่ปุ่นในอินโดนีเซีย ผู้มีความใกล้ชิดสมเด็จกรมพระนครสวรรค์วรพินิต ที่จะเข้าร่วมโค่นล้มรัฐบาลพระยาพหลฯ (2476-81), เหตุการณ์กบฏบวรเดช (2476)

นายยาตาเบสั่งการให้พ่อค้าญี่ปุ่นยุติความเคลื่อนไหวดังกล่าว เนื่องจากแผนการฟื้นระบอบเก่าขัดกับแนวความคิดของเขาและนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับคณะราษฎร

เมื่อรัฐบาลจัดงานพระราชทานเพลิงศพให้กับทหารและตำรวจที่เสียชีวิตจากการปราบ “กบฏบวรเดช” ในเดือนกุมภาพันธ์ 2477 รัฐบาลญี่ปุ่นส่งเรือรบชื่อ คูมา (Kuma) นำทหารเรือเป็นตัวแทนเข้าร่วมงานฌาปนกิจศพของทหารและตำรวจฝ่ายรัฐบาลด้วย

กล่าวโดยสรุป ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่นภายหลังการปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมานั้นมีความแนบแน่นขึ้นอย่างมาก ทูตญี่ปุ่นมีบทบาทเป็นอย่างสูงในการสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าว ด้วยความตั้งใจของเขาคือ การทำให้ญี่ปุ่นมีอิทธิพลต่อไทยแทนที่อังกฤษเพื่อดึงไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจที่มีญี่ปุ่นเป็นศูนย์กลาง

ภายหลังการรัฐประหารรัฐบาลพระยามโนปกรณ์ฯ และปราบกบฏบวรเดชแล้ว คณะราษฎรสามารถผนึกอำนาจให้มั่นคงมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งกิจกรรม นั่นคือ “การดูงาน” ที่แสดงถึงความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่นก็พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง

เริ่มจากรัฐบาลพระยาพหลฯ ส่ง “สมาชิกคณะราษฎร” ไปดูงาน ได้แก่ หลวงเชวงศักดิ์สงคราม, หลวงกาจสงคราม, หลวงสินธุสงครามชัย, ขุนศรีศรากร, นายชุณห์ ปิณฑานนท์, นายสงวน ตุลารักษ์, นายวิลาศ โอสถานนท์ และนายซิม วีระไวทยะ เป็นต้น

ต่อมานายยาตาเบต้องการสานความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ด้วยการเชิญกลุ่มผู้นำการเมืองใหม่ไปเยือนญี่ปุ่น จึงจัดประชุมยุวพุทธศาสนิกสมาคมในเอเชียแปซิฟิกที่โตเกียวขึ้นในต้นปี 2477 เพื่อใช้เป็นเหตุในการเชิญคณะราษฎรไปเยือนญี่ปุ่น ฯลฯ

ที่กล่าวมานี้ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ซึ่งเป็นเพียงบางส่วนของบทความที่ณัฐพล ใจจริง เขียนไว้ เนื้อหาที่เข้มข้นและรายละเอียดอื่น ขอท่านได้โปรดอ่านจาก “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับล่าสุดนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...