โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปัญหาผู้สูงวัย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 ก.พ. 2563 เวลา 03.11 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 12.09 น.

คอลัมน์ สามัญสำนึก โดย สมปอง แจ่มเกาะ

สิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ลงแล้ว

วันนี้การดำเนินชีวิตของผู้คน การทำมาค้าขาย การทำธุรกิจ ฯลฯ ทุกอย่างเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง หลังจากหยุดยาวมา 5-6 วัน หลายคนได้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ต่างจังหวัด หลายคนเดินทางท่องเที่ยว หลายคนพักผ่อนอยู่กับครอบครัว

จริง ๆ ก่อนหยุด ผมตั้งใจว่าอยากจะใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ พักผ่อนอยู่กับบ้าน ปัดกวาดจัดเก็บบ้านช่องเรือนชาน ปลูกต้นไม้จัดสวนหย่อม อ่านหนังสือเล่มโปรด ซื้อกุ้งหอยปูปลามาปิ้งย่าง หรือวันไหนร้อนมาก ๆ ก็อาจจะแวบไปเดินตากแอร์ในห้าง ไม่เน้นซื้อ แต่ขอ window shopping เป็นหลัก

มีกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเทศกาลนี้ คือ การรดน้ำดำหัวขอพรผู้หลักผู้ใหญ่ตามประเพณีไทยเพื่อเป็นสิริมงคลชีวิต

13 เมษายนของทุกๆ ปี นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์แล้ว อีกด้านหนึ่งก็ยังเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติด้วย

รดน้ำขอพรผู้หลักผู้ใหญ่แล้วก็อดที่จะย้อนกลับมาคิดถึงตัวเองไม่ได้ ตอนนี้แม้ว่าจะยังไม่เข้าเกณฑ์การเป็น “ผู้สูงอายุ” ตามที่องค์การสหประชาชาติกำหนด หรือ 60 ปี

แต่อีกไม่นานก็คงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “สังคมผู้สูงวัย” เช่นกัน

อย่างที่รับรู้กันว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุมาระยะหนึ่งแล้ว หากจำไม่ผิดน่าจะประมาณ ปี 2548 และล่าสุด สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุถึงสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยว่า มีตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 11.35 ล้านคน หรือ 16.8% ของประชากรทั้งประเทศ

ถือว่าเป็นอันดับ 2 ในบรรดากลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ รองจากอินโดนีเซีย และคาดว่าอีกสัก 1-2 ปี ไทยก็จะก้าวไปสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” หรือมีจำนวนผู้สูงอายุถึง 20% ของประชากร

นี่คือปัญหาใหญ่ของประเทศที่กำลังเผชิญอยู่ และมีผลกระทบตามมาในหลาย ๆ ด้านโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ-สังคม

แต่อีกด้านหนึ่งก็จะเห็นภาพของภาคเอกชนหันมาลงทุนทำธุรกิจเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มนี้กันอย่างคึกคัก และมีให้เลือกใช้บริการที่หลากหลายระดับ

ย้ำนะครับ นี่คือ บริการที่ทำขึ้นมาเพื่อรองรับหรือจับกลุ่มลูกค้า (ผู้สูงอายุ) ที่มีฐานะทางการเงินดีเท่านั้น คนทั่ว ๆ ไปคงเอื้อมไม่ถึง เพราะผู้สูงอายุบ้านเราส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม ยกเว้นคนที่ข้าราชการเมื่อเกษียณแล้วก็จะมีเงินบำเหน็จบำนาญ และรายได้ของผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่จะมาจากบุตร เบี้ยยังชีพ และมีจำนวนไม่น้อยที่ทำงานเลี้ยงตัวเอง

โดยหลักใหญ่ยังต้องพึ่งพาสวัสดิการจากรัฐ โดยเฉพาะเรื่องการรักษาพยาบาล ที่ผ่านมา สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เคยคาดการณ์ว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น 220,000 ล้านบาท หรือประมาณ 2.8% ของจีดีพี ภายในปี 2565 จากช่วงปี 2553 ที่ตัวเลขนี้มีเพียง 60,000 ล้านบาทเท่านั้น

นับวันตัวเลขนี้ก็จะพุ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว จากจำนวนผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้น บวกกับความเสื่อมถอยของร่างกายตามธรรมชาติที่โรคภัยไข้เจ็บจะทยอยมาเยี่ยมเยือนไม่ขาดสาย

จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ขนาดของครอบครัวเล็กลง และทุกคนล้วนต้องมีภาระในการทำงานนอกบ้าน จึงทำให้ศักยภาพการดูแลผู้สูงอายุลดลง ขณะที่บางครอบครัวก็ไม่มีคนคอยดูแลเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บจากความชราภาพเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ แต่จิตใจต้องไม่ป่วย

ที่ผ่านมา แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ รวมถึงกระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ต่างก็ได้มีการเตรียมตัวและวางแผน เพื่อรับมือกับปัญหานี้มาเป็นระยะ ๆ แล้ว แต่ลำพังเฉพาะหน่วยงานภาครัฐคงไม่สามารถบรรเทาปัญหาผู้สูงอายุหรือทำภารกิจให้ลุล่วงลงได้

ครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีความสุข มีความอบอุ่น ในบั้นปลายของชีวิต

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยควรจะตระหนักเรื่องนี้ให้มาก และเตรียมรับมือกันตั้งแต่เนิ่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...