โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เปิด 5 คดีแม่ทำร้ายลูก เมื่อปมทางจิตทำให้คิดร้ายกับคนใกล้ตัว - จุดประเด็น

LINE TODAY

เผยแพร่ 27 พ.ค. 2563 เวลา 17.00 น. • AJ.
ภาพจาก freepik.com / รูปภาพไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์จริง

ไม่กี่วันที่ผ่านมา มีคดีดังในประเทศไทยที่มีเหยื่อเป็นเด็กเกิดขึ้น และผู้ต้องสงสัยคือผู้ปกครองของเด็กเอง แม้รูปคดียังไม่ถูกเปิดเผยว่าสรุปแล้วคนร้ายที่แท้จริงจะผู้ปกครองอย่างที่สังคมกำลังให้ความสนใจจริง ๆ หรือไม่ ทำให้นึกย้อนไปถึงคดีทำร้ายร่างกายคนในครอบครัว ที่ผู้ร้ายดันเป็นคุณแม่ หรือผู้ดูแลเด็กเสียเอง

เมื่อปี 2016 เว็บไซต์ชื่อดัง Buzzfeed ได้ตีแผ่เรื่องราวโศกนาฏกรรมของ 2 แม่ลูก ดีดี และ ยิปซี บลังชาร์ด (Dee Dee, Gypsy Blancharde) ที่จบลงด้วยความตายของผู้เป็นแม่ โดยมี ยิปซี ลูกสาวเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการฆาตกรรมครั้งนี้ นำมาซึ่งความสะเทือนใจแก่ชาวอเมริกาและคนทั้งโลก

เพราะน่าจะเป็นครั้งแรก ๆ ที่โลกได้รู้จัก Munchausen Syndrome By Proxy (MSBP) อย่างกว้างขวาง อาการดังกล่าวคือหรืออาการทางจิตที่ทำให้ผู้ป่วยก่อปัญหาทางสุขภาพแก่ผู้ที่อยู่ในการดูแล หลายครั้งทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ ซึ่งบางครั้งก็เลยเถิดไปถึงการหลอกลวงเพื่อเหตุผลทางการเงิน

ย้อนไปที่ “ยิปซี” เธอถูกคุณแม่ “ดีดี” ให้ยาสารพัดชนิดที่ทำให้เธอเกิดอาการชัก ถูกโกนผมจนหมด และบังคับให้เธอนั่งรถเข็นเป็นเวลาหลายปี ยิปซีจะปรากฏตัวต่อสื่อในสภาพคนป่วยที่เข้มแข็ง ไม่มีผม ไม่มีฟัน ยิปซีตกเป็นเครื่องมือของดีดีในการหลอกลวงขอเงินบริจาคมาตลอดชีวิต

จนถึงวันที่เธอร่วมมือกับแฟนหนุ่มของเธอในการลงมือฆาตกรรมดีดี หลายคนตั้งคำถามว่า การกระทำของยิปซี เป็นการป้องกันตัวจากการถูกทารุณกรรม หรือเป็นแค่ความคึกคะนองของเด็กที่ต้องการทำร้ายใครสักคนกันแน่

ไม่ใช่แค่ ยิปซี แต่ยังมีเด็กหลายคนที่ตกเป็นเหยื่อปมทางจิตชนิดนี้ แทนที่จะได้รับความรัก เด็ก ๆ เหล่านี้กลับถูกทำร้ายจากคนที่ควรทำหน้าที่เป็น “ผู้ปกครอง” ของพวกเขาเอง

1. แมรีเบธ แทนนิง (Marybeth Tinning)

เคสแมรีเบธนับเป็นคดี MSBP ที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยได้รับการบันทึกเอาไว้ เรื่องเริ่มจากปี 1967 แมรีเบธเป็นแม่ของลูก 9 คน ที่เสียชีวิตในวัยไม่ถึง 4 ขวบทุกคน ว่ากันว่ามีลูกของแมรีเบธเพียงคนเดียวที่เสียชีวิตจากสาเหตุธรรมชาติจริง ๆ นอกเหนือจากนั้น เธอใช้วิธีพาลูก ๆ ไปหาหมอแผนกฉุกเฉิน แจ้งว่าลูกของเธอป่วยด้วยสาเหตุบางอย่าง หมอวินิจฉัยแล้วส่งกลับบ้าน แต่ทุกครั้งเธอจะพาลูกของเธอกลับมาหาหมออีกครั้งในสภาพไร้วิญญาณ พร้อมให้สาเหตุต่าง ๆ นานาไม่ว่าจะเป็น ลูกชักตาย ลูกตัวซีดไปเอง และลูกหัวใจวาย

แมรีเบธถูกจับกุม 14 ปีหลังจากการตายของลูก ๆ และยังต้องใช้ชีวิตในเรือนจำจนถึงปัจจุบัน เธอเคยยื่นคำร้องขอดูแลผู้ป่วยในเรือนจำแต่ถูกปฏิเสธไปกว่า 5 ครั้ง

2. ลิซ่า เฮย์เดน จอห์นสัน (Lisa Hayden-Johnson)

คุณแม่ที่ฉวยเอาผลประโยชน์ของอาการป่วยของลูกเพื่อสิทธิพิเศษทางสังคม ลิซ่าเคลมว่าลูกชายของเธอเป็นเบาหวาน แพ้อาหาร แพ้แสงแดด สมองพิการ และเป็นซิสติกไฟโบรซิส (โรคทางพันธุกรรมที่ทำให้สารคัดหลั่งเหนียวข้นขึ้น) ทำให้ลูกของเธอต้องรับการรักษารวมถึงเข้ารับการผ่าตัดรวมทั้งหมดกว่า 325 ครั้ง โดยเธอจะป่าวประกาศอาการป่วยของลูก หลายครั้งเพื่อเข้าร่วมอีเวนต์สำคัญ โดยลูกชายของเธอเคยได้รับรางวัล Children of Courage Award จากนายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ จากโรคที่เขาไม่เคยเป็นเลยด้วย

6 ปีผ่านไป เมื่อลูกชายของเธอไม่มีอาการป่วยใด ๆ จนคุณหมอขอทำการตรวจอีกครั้ง เธอเล่นตุกติกด้วยการสร้างเรื่องว่าเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่หมอก็ตรวจพบจนได้ว่าในปัสสาวะของลูกชายมีสารกลูโคสที่ลิซ่าแอบผสมลงไปเอง เป็นเหตุให้ลิซ่าถูกจับกุมในที่สุด

3.บลังก้า มอนทาโน่ (Blanca Montano)

ปี 2011 คุณแม่วัย 23 ปี บลังก้า ถูกตัดสินจำคุก 13 ปี หลังทำร้ายลูกวัยแบเบาะของเธอด้วยการฉีดแบคทีเรียหลายชนิดขณะที่เธอกำลังป่วย

คุณหมอพบแบคทีเรียอีโคไล เชื้อโรคอันตรายที่พบได้ในของเสียจากร่างกายมนุษย์ ในตัวลูก ๆ ของเธอ ขณะรักษาตัวอยู่ที่รพ.บลังก้าร้องขอให้หมอตรวจโรคกระดูกให้ลูกของเธอ ซึ่งทีมแพทย์เอะใจว่าอาจกำลังเจอผู้ป่วย MSBP จึงตัดสินใจติดกล้องไว้ในห้องของลูกบลังก้า จนพบว่าเธอแอบเอาสายให้เลือดใส่ปากของลูกเพื่อทำให้เกิดการปนเปื้อน และพยายามปิดกล้องไม่ให้เห็นสิ่งที่เธอทำ เจ้าหน้าที่ของรพ.ยังสังเกตว่าเธอพกไซริงค์ไว้ในกระเป๋าถือด้วย

หลังแจ้งตำรวจและมีคำสั่งห้ามเยี่ยมลูก ลูกสาวของบลังก้าก็มีสุขภาพแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ บลังก้ายังคงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ในขณะที่ศาลเคยตั้งข้อสงสัยว่าเธออาจทำให้ลูกป่วยเพื่อเรียกร้องความสนใจจากสามีของเธอที่เลิกกันไปแล้ว

ภาพจาก freepik.com / รูปภาพไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์จริง

4.โฮป อีบาร์รา (Hope Ybarra)

เรื่องราวของโฮปมีทั้งเรื่องแกล้งป่วยของตัวเอง ที่ลุกลามไปทำให้ลูกป่วยด้วย โฮปอ้างว่าตัวเองป่วยเป็นโรคลูคิเมียอยู่หลายปี เธอทั้งโกนผมและคิ้วออกเพื่อให้ดูเหมือนผู้ป่วยจริง ๆ โดยเธอจะอัปเดตเรื่องราวป่วย ๆ ของเธอลงในบล็อกส่วนตัวเสมอ

ลูกสาวของโฮปเองก็ป่วยจากโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งภายหลังได้รับการพิสูจน์ว่าโฮปไม่เคยป่วย ลูกสาวเธอก็ไม่ได้ป่วย แต่ถูกวางยาโดยสารปนเปื้อนเชื้อโรค ที่ทำให้เธอแพ้รุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาล แถมยังก่อเหตุใช้ไซริงค์ดูดเลือดลูกสาวอีกด้วย

ในการพิจารณาคดี โฮปยอมรับว่าเธอต้องการเรียกร้องความสนใจจากสังคม ซึ่งเป็นอาการพื้นฐานของโรค MSBP

5.เลซี่ สเปียร์ส (Lacey Spears)

อีกหนึ่งคดีดังจากสหรัฐอเมริกา เมื่อคุณแม่บล็อกเกอร์ชื่อดังถูกจับกุมโทษฐานฆาตกรรมลูกชายวัย 5 ขวบของตน

ฟอลโลเวอร์ของเลซี่ต้องช็อกไปตาม ๆ กัน เมื่อบล็อกเกอร์ในดวงใจของพวกเขาปิดบังความจริงจากบันทึกอาการป่วยของลูกชาย ว่าแท้จริงแล้วคุณแม่เองนี่แหละที่เป็นต้นเหตุอาการป่วยเหล่านั้น โดยเธอแอบฉีดเกลือให้ลูกชายทางท่ออาหารตลอดมา

ในปี 2014 การ์เน็ตต์ ลูกชายวัย 5 ปีของเลซี่เสียชีวิตจากอาการโซเดียมในเลือดสูงเกินไป ภายหลังได้รับการเปิดเผยว่าเลซี่ขอร้องให้เพื่อนบ้านเข้าไปทำลายถุงอาหารของเด็กชายทิ้งให้หน่อย ซึ่งในถุงดังกล่าวเต็มไปด้วยถุงเกลือกว่า 69 ถุง

คดีของเลซี่หรือ “คุณแม่เกลือ” เป็นคดีที่ดังมากและเป็นคดีแรก ๆ ที่ทำให้โลกรู้จักกับ MSBP ที่แม้เลซี่จะปฏิเสธว่าตนไม่ได้มีอาการทางจิตดังที่ถูกวินิจฉัย แต่ศาลลงความเห็นว่าเธอไม่รู้ตัวว่ามีปม MSBP มากกว่า

สัญชาตญาณของความเป็น “แม่” คือการปกป้องลูก แต่ “ปมทางจิต” กลับทำให้บางคนละทิ้งสัญชาตญาณสำคัญของการเป็นมนุษย์ และหันกรงเล็บเข้าใส่ลูกน้อยเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตนได้ 

ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของเคส Munchausen Syndrome By Proxy ที่ถูกบันทึกไว้เท่านั้น อาจมีเด็กอีกมากที่กำลังตกเป็นเหยื่อของอาการ MSBP อาการทางจิตที่ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการ “ทารุณกรรมเด็ก” ที่เลวร้ายที่สุดในโลก

--

อ้างอิง

- bustle

- rollingstone

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...