โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

58 ปี "ไทยออยล์" ผุดศูนย์ฝึกอาชีพสร้างรายได้ชุมชน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ธ.ค. 2562 เวลา 11.37 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2562 เวลา 11.36 น.

หลังจากที่คณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือTOP ได้อนุมัติให้ “วิรัตน์ เอื้อนฤมิต” นั่งในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO) นอกเหนือจากภารกิจในการนำธุรกิจการกลั่นน้ำมันฝ่าวงล้อมราคาน้ำมันตลาดโลกที่ผันผวนอยู่ในขณะนี้แล้ว ยังต้องสานต่อนโยบายด้านการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อจากนายอธิคม เติบสิริ อดีต CEO ที่วางรากฐานการดูแลทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง นับเป็นองค์กรที่แข็งแกร่งทั้งธุรกิจและเข้มแข็งในการดูแลผู้ที่มีความเกี่ยวข้องทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลา 58 ปีที่ผ่านมา จนได้รับความไว้ใจและเชื่อมั่นจากชุมชนที่อยู่รอบพื้นที่โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

สิ่งที่ทำให้โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์สามารถอยู่ร่วมกับสังคมและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้นั้น “วิรัตน์ เอื้อนฤมิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ระบุว่า ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องดูแลชุมชนให้ได้อย่างทั่วถึง มีความตั้งใจที่จะดูแลและร่วมกันพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง เนื่องจากไทยออยล์ทำธุรกิจการผลิตน้ำมันและปิโตรเคมี จึงต้องให้น้ำหนักไปที่เรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยกำหนดเป็นกรอบไว้ชัดเจน 3 ส่วนคือ 1) เป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาล มีจริยธรรม มีการบริหารจัดการที่ดี good corperate governance

2) คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกด้าน ทั้งคู่ค้า ลูกค้า และผู้ถือหุ้น รวมไปจนถึงชุมชน สังคม หรือแม้แต่องค์กรเอกชน (NGO) ที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม

และ 3) ยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างดุลยภาพใน 3 มิติ คือ สังคม เศรษฐกิจ และด้านสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ การดำเนินการด้านดูแลสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่กล่าวมาข้างต้น ที่ดำเนินการภายใต้หลัก “sustainable energy for health care” ล่าสุดได้สนับสนุนการก่อสร้างอาคารไทยออยล์ มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินให้กับโรงพยาบาลแหลมฉบัง พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพในการรักษาและพยาบาลให้กับผู้ป่วยจากอุบัติเหตุและเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการเสียชีวิตและทุุพพลภาพ

“วิรัตน์” ขยายความถึงเหตุจำเป็นที่จะต้องมีอาคารเพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินว่า ในช่วงที่ผ่านมามีการเข้ารับบริการของโรงพยาบาลมีอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี จึงตัดสินใจช่วยเหลือลงทุน 100 ล้านบาท เพื่อขยายพื้นที่ในการรับบริการจากประชาชนได้ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังต่อยอดการช่วยเหลือสังคมโดยใช้ประโยชน์จากหลังคาของอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินดังกล่าวในการติดตั้ง

แผงพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (solar rooftop) ให้กับสถานพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน แล้วนำเงินจากส่วนที่ประหยัดได้นั้น ไปพัฒนาส่วนอื่น ๆ แทน ถือเป็นโครงการเพื่อสังคมแบบ create share value (CSV) การดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องและเป็นมิตรกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด

นอกจากนี้ไทยออยล์ยังได้ร่วมมือกับบริษัทในเครือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาตามแนวทางที่เรียกว่า “social enterprise” หรือ SE เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้วยการตั้งบริษัท สานพลังวิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เพื่อดำเนินการด้าน SE โดยเฉพาะ และยังใช้บริษัทในเครืออย่างบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์จี้ จำกัด หรือ GPSC ที่บริษัทแม่ต้องการให้เป็น flagship ด้านไฟฟ้า มาดูแลติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพราะเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านไฟฟ้า รับหน้าที่ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโครงการของไทยออยล์

“ในกลุ่ม ปตท.ถือว่าเป็นผู้บุกเบิกเรื่องกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่แล้ว เราทำมาตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน เพราะเรามองว่าทุกอย่างต้องเดินไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ทั้งภาคธุรกิจ สังคม และชุมชน” นายวิรัตน์กล่าว

ด้าน“วิโรจน์ มีนะพันธ์” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านกำกับองค์กรและกิจการสัมพันธ์และปฏิบัติงานในตำแหน่งรักษาการผู้จัดการฝ่ายกิจการสัมพันธ์ ระบุถึงการดำเนินการเพื่อดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมว่า ในแง่ของเศรษฐกิจของจังหวัดชลบุรีถือว่ามีการขยายตัวอย่างมาก อีกทั้งมีแรงงานต่างถิ่นเข้ามาทำงานจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ทำให้เกิดภาวะ “over load” ในแง่ของงบประมาณที่จะจัดสรรด้านการรักษาพยาบาล เพราะไม่สามารถปฏิเสธการรักษาได้ แต่สำหรับไทยออยล์มองว่าประเด็นเหล่านี้ต้องเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง จึงมองไปที่การก่อสร้างอาคารของโรงพยาบาลเพิ่มเติม

แม้ว่าจะแก้ไขเรื่องความแออัดของผู้ป่วยที่เข้ามารักษาพยาบาลแล้ว ยังมีปัญหาขาดแคลนพยาบาลพ่วงเข้ามาอีกด้วย ไทยออยล์จึงจัดตั้ง “โครงการบัณฑิตรักษ์ถิ่น” คือการให้ทุนกับนักศึกษาด้านพยาบาล แต่มีเงื่อนไขคือ เมื่อเรียนจบต้องกลับมาทำงานที่นี่ และยังมีกองทุนโรงพยาบาลก็เข้ามาสนับสนุน ภายใต้โครงการของไทยออยล์ จะใช้พื้นที่โรงพยาบาลศรีราชาเป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ยังมีศูนย์สุขภาพและการเรียนรู้ ที่ดำเนินการมากว่า 10 ปี อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงกลั่นน้ำมันของไทยออยล์ นอกจากนี้ยังมีบริการด้านสุขภาพอื่น ๆ คือคลินิกทำฟัน การทำระบบน้ำประปา เป็นต้น

นายวิโรจน์อธิบายต่อถึงความคืบหน้าโครงการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับกลุ่มเป้าหมายไปแล้ว 2 โครงการ คือ 1) โรงเรียนเกาะสีชัง เนื่องจากระบบสายส่งยังไม่ครอบคลุมไปถึง จำเป็นต้องผลิตไฟฟ้าใช้เอง โดยใช้น้ำมันดีเซลที่มีราคาสูงเป็นเชื้อเพลิง และ 2) โรงพยาบาลธนารักษ์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกจากจะได้ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงาน การดำเนินการในลักษณะนี้ เพราะไทยออยล์ต้องการเน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมกับชุมชน

“การให้อยู่ฝ่ายเดียว ทั้งที่ผู้รับอาจไม่ต้องการก็ได้ ความยั่งยืนก็ไม่มี ในโรงกลั่นน้ำมันก็ใช้หลัก 3 ประสาน โรงกลั่น ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ ที่มีการประชุมทุกเดือน เพราะในบางช่วงที่โรงกลั่นหยุดซ่อมบำรุงจะใช้เวทีนี้ในการสื่อสาร หรือในกรณีที่ชุมชนมีปัญหาที่ต้องการบอกก็ใช้เวทีนี้ เสมือนเป็นเครื่องมือสื่อสารไปยังชุมชน หากมีความเดือดร้อนต้องการให้ช่วย อย่างเช่น โรงพยาบาลแห่งนี้ก็เป็นตัวอย่างของภาคธุรกิจและชุมชนที่ร่วมมือกันพัฒนา”

เมื่อถามถึงโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น “วิโรจน์” ฉายภาพว่า ขณะนี้กำลังพิจารณาที่จะพัฒนา“ศูนย์ฝึกอาชีพ” ให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการของตลาด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2563 นี้ โดยเริ่มจากการฝึกแบบง่าย ๆ ก่อน เช่น การฝึกอาชีพด้านอาหาร เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกสามารถออกไปสร้างอาชีพของตัวเองได้ ซึ่งขณะนี้ไทยออยล์อยู่ระหว่างสำรวจความต้องการฝึกอาชีพของชุมชนและต้องแยกลำดับอายุและประเภทอาชีพที่ชุมชนสนใจ อีกทั้งอาชีพที่มีความเฉพาะก็จะนำวิศวกรของไทยออยล์เข้ามาช่วยฝึกอาชีพให้ด้วย และเมื่อผ่านการอบรมแล้วยังสามารถเข้าทำงานกับไทยออยล์ได้อีกด้วย

“เพราะชุมชนถือเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและเป็นรั้วบ้านที่ดีให้กับไทยออยล์ เราไม่ได้มาฉาบฉวย พิสูจน์ได้จากการทำธุรกิจของเราที่อยู่มานานถึง 58 ปีแล้ว เราจะทำงานดูแลสังคมไปตามสภาพปัญหาเป็นที่ที่ไป ตอนนี้กำลังดูแนวคิดของทางจังหวัด และจะเข้าไปร่วมมือ ไม่ว่าเราจะทำโครงการในรูปแบบใดก็ตาม เรามองความยั่งยืนก่อนเป็นอันดับแรก รวมถึงในข้อเท็จจริงนั้น การร่วมดูแลสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายคือผู้ประกอบการและชุมชนต้องได้รับประโยชน์แบบ win-win”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...