โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำนานรัก "มะเมียะ-ศุขเกษม" ฤาแต่งขึ้นจากเรื่องจริงของ "เจ้าวงษ์ตวัน" ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 พ.ย. 2567 เวลา 03.09 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2567 เวลา 00.44 น.

ตำนานรักมะเมียะ ฤาแต่งขึ้นจากเรื่องจริงของ “เจ้าวงษ์ตวัน” ?

ตำนานรักมะเมียะ หรือเรื่องราวความรักของ “เจ้าน้อยศุขเกษม” แห่งเมืองเชียงใหม่ กับ “มะเมียะ” สาวงามชาวเมืองมะละแหม่งนี้ เล่ากันว่าเป็นเรื่องที่พูดกันปากต่อปากในคุ้มเจ้านายเมืองเชียงใหม่ กระทั่งเป็นเรื่องโด่งดัง เมื่อ ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง อดีตนักนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ชาวเชียงใหม่ ได้นำไปพิมพ์เผยแพร่ใน“เพ็ชร์ลานนาและชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่”

และยิ่งเมื่อ จรัล มโนเพ็ชร ได้หยิบยกตำนานความรักของเจ้าน้อยศุขเกษมกับมะเมียะ จากบทประพันธ์ของ ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง มาประพันธ์และขับร้องเป็นเพลง ก็ทำให้ตำนานความรักนี้โด่งดังอย่างมาก

อย่างไรก็ตามวรชาติ มีชูบท ผู้เขียนบทความเรื่อง“ตำนานรักมะเมียะ เรื่องราวความรักของผู้ใด?” ลงใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ได้เทียบเนื้อเรื่องจากบทประพันธ์ข้างต้นกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์แล้วพบว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง อาจเพราะการเล่ากันมาปากต่อปาก ผสมปะปนกับเรื่องอื่นๆ จนกลายเป็น “มะเมียะ” ฉบับใหม่

วรชาติ มีชูบท ได้ยกเรื่องราวของ “เจ้าวงษ์ตวัน” ที่มีหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับเรื่อง “มะเมียะ” โดยได้สรุปว่า “เรื่องราวความรักระหว่างเจ้าอุตรการโกศล(น้อยศุขเกษม) กับมะเมียะที่ ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง นำมาบันทึกไว้นั้น ไม่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ หากแต่เรื่องราวดังกล่าวน่าจะมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงในประวัติของเจ้าวงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่”

ดังนั้น จึงขอยกความบางส่วนจากบทความ “ตำนานรักมะเมียะ เรื่องราวความรักของผู้ใด?” ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าวงษ์ตวัน ดังนี้

“เจ้าวงษ์ตวัน” ทายาทเจ้าเชียงใหม่

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสสิงคโปร์ใน พ.ศ. 2439 นั้น ได้เสด็จทอดพระเนตรโรงเรียนแรฟเฟิลส์(Raffles School) ที่สิงคโปร์ที่จัดการเรียนการสอนและการอบรมนักเรียนตามแบบพับลิกสกูล(Public School) ของอังกฤษ

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงกรุงเทพฯ แล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนราชวิทยาลัยขึ้นที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ใน พ.ศ. 2440 จัดเป็นโรงเรียนหลวงสอนภาษาอังกฤษของกระทรวงธรรมการ จัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมนักเรียนไทยไปศึกษาต่อต่างประเทศ

ต่อมาใน พ.ศ. 2441 เจ้าแก้วนวรัฐฯ ซึ่งเวลานั้นยังเป็นเจ้าราชวงษ์นครเชียงใหม่ ได้ส่ง เจ้าวงษ์ตวัน บุตรชายคนรอง ที่เวลานั้นมีอายุ 12 ปี ลงมาเล่าเรียนเป็นนักเรียนกินนอนที่โรงเรียนราชวิทยาลัย โดยให้อยู่ในความปกครองของ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ซึ่งทรงเป็นพระปิตุจฉา(อา)

แต่เนื่องจากเจ้าวงษ์ตวันมีอายุเกินกว่าที่จะเข้าไปพำนักที่ตำหนักพระราชชายาฯ ในพระราชฐานชั้นใน จึงทรงพระกรุณาโปรดให้เจ้าวงษ์ตวันไปอยู่ในความดูแลของเจ้าพระยารัตนาธิเบศร(พุ่ม ศรีไชยันต์) สมุหพระกระลาโหม ซึ่งเคยขึ้นไปรับราชการเป็นข้าหลวงศาลต่างประเทศที่นครเชียงใหม่อยู่หลายปี

ด้วยหน้าที่ที่ต้องตรวจลงตรารับรองสัญญาสัมปทานป่าไม้ ระหว่างเจ้านายผู้เป็นเจ้าของป่า กับผู้รับสัมปทานชาวอังกฤษและสัปเยก จึงทำให้เจ้าพระยารัตนาธิเบศรได้รู้จักคุ้นเคย และได้รับความนิยมนับถือจากเจ้านายเมืองนครเชียงใหม่ ถึงขนาดฝากให้ดูแลบุตรหลานที่ลงมาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ ดังที่ ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง ได้กล่าวถึง “อูโพดั่ง” พ่อค้าไม้ขอนสักชาวพม่า ซึ่งสนิทสนมคุ้นเคยกับเจ้าแก้วนวรัฐฯ ว่าเป็นผู้ดูแลเจ้าน้อยศุขเกษม เมื่อไปศึกษาที่เมืองมะละแหม่ง

แต่ในระหว่างที่โรงเรียนราชวิทยาลัยหยุดเรียนใน พ.ศ. 2444 และเจ้าวงษ์ตวันได้กลับมาพักอยู่ที่ทำเนียบเจ้าพระยารัตนาธิเบศร ที่ริมคลองโอ่งอ่างใกล้วัดราชบูรณะนั้น ได้พบความตอนหนึ่งในหนังสือที่ พระยาศรีสหเทพ(เส็ง วิรยศิริ) ราชปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทย กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม รัตนโกสินทรศก 120(พ.ศ. 2444) ว่า

“1. ด้วยเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ร.ศ. 120 พระเจ้าน้องยาเธอเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ)ได้ทรงรับโทรเลขเจ้าราชวงษ์นครเชียงใหม่ฉบับ 1 ความว่า ในการที่เจ้าราชวงษ์ได้ส่งนายวงษ์ตวันลงมาศึกษาเล่าเรียนอยู่ ณ กรุงเทพฯ นั้น เจ้าราชวงษ์ทราบเกล้าฯ ว่า นายวงษ์ตวันประพฤติการชั่วไม่เปนที่พอใจแก่เจ้าดารารัสมี เจ้าราชวงษ์จึงขอถวายนายวงษ์ตวันไว้ในพระเจ้าน้องยาเธอฯ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย แม้นายวงษ์ตวันประพฤติการชั่วอย่างใด ก็ขอให้ทรงลงพระอาญาแก่นายวงษ์ตวันจงหนัก มีความในโทรเลขดังนี้ และได้มีโทรเลขมาฝากฝังข้าพระพุทธเจ้าฉบับ 1 ด้วย ความต้องกัน

2. เมื่อพระเจ้าน้องยาเธอฯ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้ทรงรับโทรเลขของเจ้าราชวงษ์ฉบับนี้แล้ว ได้ทรงสืบสวนได้ความว่า นายวงษ์ตวันบุตร์เจ้าราชวงษ์ได้พาผู้หญิงในบ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศไปคนหนึ่งแล้วหายไป แต่เจ้าจอมมารดาดารารัสมีได้ให้คนไปติดตามได้ตัวนายวงษ์ตวันกลับมาแลได้ส่งตัวนายวงษ์ตวันกลับขึ้นไปเมืองนครเชียงใหม่แล้ว” (หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ร.5ม.58/127 เรื่อง จัดการปกครองเมืองนครเชียงใหม่(2 มิถุนายน 119-14 สิงหาคม 126))

เมื่อถูกส่งกลับไปนครเชียงใหม่แล้ว เจ้าแก้วนวรัฐฯ ได้มีหนังสือมากราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ขอถวายเจ้าวงศ์ตวันไว้ในพระอุปการะ เพื่อจะได้เล่าเรียนต่อให้จบตามหลักสูตร แต่เนื่องจากพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ซึ่งทรงเป็นผู้ปกครองอยู่เดิม ไม่ทรงรับรอง เจ้าแก้วนวรัฐฯ จึงจัดให้เจ้าวงษ์ตวันบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดหอธรรม ซึ่งปัจจุบันรวมเป็นส่วนหนึ่งองวัดเจดีย์หลวงเป็นเวลา 1 พรรษา ลาสิกขาแล้วได้สมรสกับ เจ้าหญิงจันทร ณ เชียงใหม่ มีธิดาคนแรกคือ เจ้าวงศ์จันทร์(ณ เชียงใหม่) คชเสนี เมื่อ พ.ศ. 2450

ตำนานรัก “มะเมียะ”?

ต่อจากนั้นได้พบความตอนหนึ่งในจดหมายเหตุรายวันส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระราชบันทึกไว้เมื่อวันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2466 ว่า

“ประสบปัญหาแปลก เจ้าราชสัมพันธ์เชียงใหม่จะขอมั่นกับ‘ม.จ.หญิงกังวาฬสุวรรณ’

วันนี้ได้ประสบปัญหาแปลกอัน 1 ซึ่งน่าจดไว้, คือพระยาสุรบดินทร์, อุปราชมณฑลภาคพายัพ, ได้มีจดหมายบอกมายังเจ้าพระยารามราฆพว่า เจ้าราชสัมพันธวงศ์เมืองเชียงใหม่(วงศ์ตวันณ เชียงใหม่, บุตรเจ้าแก้วนวรัฐ) ได้ชอบพอรักใคร่กันกับหม่อมเจ้าหญิงกังวาฬสุวรรณในกรมหลวงสรรพสาตร์ศุภกิจ, ว่าญาติฝ่ายผู้หญิงเต็มใจที่จะยกให้, และว่าหม่อมเจ้าหญิงกังวาฬจะขึ้นไปเชียงใหม่ ณ วันที่ ๒๕ เดือนนี้ เพื่อได้ไปพบปะกับญาติฝ่ายผู้ชาย. พระยาสุรบดินทร์ถามว่าจะควรตัดรอนหรือไม่, ถ้าจะตัดรอนก็ควรจัดการตัดรอนทางฝ่ายหญิงจะสดวกกว่า. ฝ่ายเราเองเห็นว่าถ้าจะตัดรอนก็เกรงจะไม่ได้ผลดี, แต่อาจจะมีผลร้ายได้ อย่างน้อยก็อาจที่จะตามกันไป, เปนการเสื่อมเสียชื่อเสียง; แต่อีกอย่าง 1 ซึ่งสำคัญกว่าคือ เรื่องนี้จะมีความในอย่างไรบ้างหรือไม่ก็ยังทราบไม่ได้, ฉนั้นถ้าฉวยว่าไปตัดรอนไม่ยินยอม พวกเจ้านายเมืองเชียงใหม่(หรือผู้ใดๆ ที่เฃ้าสนับสนุนเพื่อใช้พวกนั้นเปนเครื่องมือ) อาจที่จะฉวยโอกาศเพื่อแค้นและคิดอะไรๆ ให้รำคาญใจยิ่งไปกว่าการยอมสละหม่อมเจ้าหญิงคน 1.

สรุปความว่า เราเห็นควรดำเนินการอย่าง“ตกบรรไดพลอยโจน”, ยอมอนุญาตให้แต่งงานกันและจัดแต่งให้เสียด้วย, จะเปนหนทางที่ทวงบุญคุณจากพวกเชียงใหม่ได้.ตกลงให้เจ้าพระยาธรรมา บอกห้ามไปว่าอย่าเพ่อให้เจ้าหญิงนั้นไปเชียงใหม่, แล้วเจ้าพระยาธรรมาจะได้เรียกหม่อมเจ้าทองเชื้อ มาพูดจากันต่อไปในน่าที่หัวน่าสกุล.”

ต่อมาวันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2466 ทรงพระราชบันทึกเพิ่มเติมว่า

“เรื่องปัญหาแปลก(ต่อจากวานนี้)

เนื่องด้วยปัญหาแปลกที่ได้จดไว้ในรายวันเมื่อวานนี้, มาวันนี้ได้รับรายงานเจ้าพระยาธรรมาว่าได้เชิญหม่อมเจ้าทองเชื้อมาพูดจากันแล้วเมื่อบ่ายนี้, คงได้ความตามคำให้การของหม่อมเจ้าทองเชื้อดังต่อไปนี้:-

เดิมราวประมาณปี พ.ศ. 2447 กรมหลวงสรรพสาตร์กำลังซื้อที่ทำผลประโยชน์, จึ่งไปติดพันกับผู้หญิงคน 1 ชื่อว่าเศษฐี, เปนบุตรครูพ่วงหัวเงาะ, บ้านอยู่ถนนพาหุรัด. ต่อมานางเศษฐีได้มีท้องขึ้น, แต่กรมหลวงสรรพสาตร์ก็หาได้รับไปอยู่วังไม่, เปนแต่ไปๆ มาๆ, เพราะมีเหตุที่รับไม่ได้ ที่นางเศษฐีก็เปนเมียคนอื่นขึ้นอีก, และยังมีคนมาพูดว่า ถ้ากรมหลวงสรรพสาตร์รับเด็กในครรภ์ว่าเปนลูก คนอื่นก็จะรับด้วยเหมือนกัน, กรมหลวงสรรพสาตร์จึ่งเลยทรงปฏิเสธเสียทีเดียว.

ต่อมานางเศษฐีได้คลอดบุตร์แล้ว ลูกคนนี้เหมือนกรมหลวงสรรพสาตร์เปนพิมพ์เดียวกัน, นางเศษฐีได้เลี้ยงอยู่ยังบ้านจนโต, แล้วจึ่งส่งเฃ้าไปไว้ที่พระองค์เจ้ากาญจนากรบ้าง, พระองค์เจ้าวาณีบ้าง. ชื่อที่เรียกว่า‘หม่อมเจ้ากังวาฬสุวรรณ’ นั้น, ไม่มีหลักฐานว่าใครเปนผู้ให้. เดิมทีเดียวมารดาจะตั้งชื่อว่าสังวาลอง แต่พระองค์กาญจนากริ้วจึ่งเปลี่ยนเปนอย่างอื่น, สงสัยกันว่าสมเด็จพระพันปีจะได้ประทานนามตามที่เปนอยู่บัดนี้, เพราะเฃ้าใจว่าได้เคยเฝ้า. หญิงนี้บัดนี้ก็มีอายุถึงปีที่ 19 แล้ว, แต่มารดาก็ยังประพฤติตัวเปนเจ้าชู้ตลอดมามิได้หยุดหย่อน.

อยู่มาเมื่อศกก่อนนี้หญิงที่ชื่อกังวาฬสุวรรณนี้ได้กับหม่อมเจ้าธวัชชัย, แต่อยู่ด้วยกันไม่กี่เดือนก็ร้างกันไป. ต่อเมื่อต้นเดือนนี้เองนางเศษฐีมารดาจึ่งได้ไปบอกหม่อมเจ้าทองเชื้อว่า เจ้าลาวมาขอ, ตัวเต็มใจจะยกให้, ทองเชื้อตอบว่าถ้ากรมสรรพสาตร์ได้รับเปนลูกแล้ว เธอเองก็เห็นควรว่าต้องสงวนเกียรติยศ; แต่นี่ในกรมหาได้รับเช่นนั้นไม่, ฉนั้นถ้าจะมีผู้เลี้ยงดูกันจริงๆ แล้วก็ไม่เห็นควรจะขัด, และว่าควรให้ฝ่ายชายมาพูดจาเปนกิจจะลักษณะ. ทองเชื้อกล่าวว่าตัวเองและใครๆ เชื่อแน่ว่าเปนธิดากรมสรรพสาตร์, แต่นางเศษฐีเปนหญิงที่มากชู้, ในกรมจึ่งหาได้รับรองลูกนั้นไม่, และไม่ได้ขึ้นบัญชีเบี้ยหวัด. (เราเองเมื่อได้ยินชื่อก็นึกไม่ออกว่าได้เคยเห็นชื่อในบัญชีเงินปี, และรำลึกไม่ได้เลยว่าได้เคยพบปะเมื่อใดๆ. และที่จริงก็ไม่เคยพบ). หม่อมเจ้าทองเชื้อรู้สึกว่าเปนที่ลำบาก, จะรับว่าเปนน้องก็ไม่ได้, ไม่รับก็มีความจริงว่าเปนน้อง, ตกลงว่าจะทรงพระกรุณาสถานใดก็แล้วแต่จะโปรด.

เจ้าพระยาธรรมาแสดงความเห็นว่า‘เปนการลำบากอยู่. ถ้ารับว่าเปนเจ้า, ฝ่ายชายจะคิดขึ้นภายหลังว่ากระไร? ถ้าปรองดองกันไปก็ดีอยู่, ถ้าไปมีเหตุอันใดขึ้นก็จะมาเสียดสีเอาถึงประวัติที่มีมาทางมารดา. ถ้าปล่อยให้เปนกันไปตามฃ้างมารดาเฃาปรารถนาจะให้ได้ผัวเจ้า, และคลุมๆ เฉยๆ อย่างนี้ไม่รับรู้, เมื่อใครจะคิดว่ากระไร ก็เอาเปนรู้อย่างนายทองเจือเช่นนั้น, เรื่องคงเป็นไปได้เหมือนกัน.’

เราตกลงเปนให้เจ้าพระยารามบอกไปยังพระยาสุรบดินทร์ว่า‘หม่อมเจ้าหญิงกังวาฬสุวรรณ’ นั้นไม่มีนามในบัญชีเบี้ยหวัด, ฉะนั้นเราจะรับรองรู้เห็นด้วยไม่ได้” (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว.จดหมายเหตุรายวันพระพุทธศักราช 2466. น. 23-26.)

เมื่อประมวลความจากเอกสารหลักฐานดังได้กล่าวมาทั้งหมดแล้ว น่าจะวินิจฉัยเป็นที่สุดได้ว่า เรื่องราวความรักระหว่างเจ้าอุตรการโกศล(น้อยศุขเกษม) กับ มะเมียะ ที่ ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง นำมาบันทึกไว้นั้น ไม่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ หากแต่เรื่องราวดังกล่าวน่าจะมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงในประวัติของเจ้าวงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่ ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าราชสัมพันธวงษ์ และเจ้าราชบุตรนครเชียงใหม่ ตามลำดับ

แต่เนื่องจากในเวลาที่ ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง เรียบเรียงเรื่องดังกล่าวออกเผยแพร่นั้น ท่านผู้เป็นเจ้าของเรื่องราวดังกล่าวยังคงมีชีวิตอยู่ ทั้งยังอยู่ในฐานะประมุขแห่งสกุล ณ เชียงใหม่ สืบต่อจากเจ้าแก้วนวรัฐฯ ผู้เป็นบิดาต่อมา จนถึงแก่พิราลัยเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2515 การบอกเล่าเรื่องราวในอดีตของเจ้าราชบุตรซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ จึงต้องบอกเล่าต่อๆ กันมา ในแบบพงศาวดารฉบับกระซิบ

ยิ่งกระซิบต่อๆ กันมาหลายปาก ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการต่อเติมเสริมแต่งเรื่องราว จนผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ประกอบกับผู้ที่รู้เห็นเรื่องราวที่แท้จริงต่างพากันล่วงลับ จนยากที่จะตรวจสอบความถูกต้องของเรื่องเล่านั้น

อีกทั้งโรงเรียนราชวิทยาลัยที่เจ้าราชบุตรได้ลงไปเล่าเรียนที่กรุงเทพฯ ก็ถูกยุบเลิกไปตั้งแต่ พ.ศ. 2469 ฉะนั้นเมื่อ ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง นำเรื่องที่บอกเล่าต่อๆ กันมาในคุ้ม มาเรียบเรียงเป็นตำนานรักของ “เจ้าน้อยศุขเกษม” กับ “มะเมียะ” ก็คงจะไม่มีโอกาสสอบทานข้อมูลที่ได้รับฟังมา และเมื่อ จรัล มโนเพ็ชร นำข้อเขียนดังกล่าวไปทำเป็นโฟล์คซองคำเมือง ก็ยิ่งทำให้เรื่องราวความรักของเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะยิ่งแพร่หลายขจรขจายไป

จนทำให้คนจำนวนมากพลอยคล้อยตามกันไปว่า ตำนานรักบันลือโลกดังกล่าวเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ล้านนาทั้งที่เป็นเพียงจินตนาการของผู้เรียบเรียง

หมายเหตุ: เพิ่มหัวข้อย่อย ย่อหน้า และเว้นวรรค เพื่อความสะดวกในการอ่าน โดย กอง บก. ออนไลน์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 ธันวาคม 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตำนานรัก “มะเมียะ-ศุขเกษม” ฤาแต่งขึ้นจากเรื่องจริงของ “เจ้าวงษ์ตวัน” ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...