โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

รู้จัก “Perpetual Bond (หุ้นกู้ไม่มีอายุ)” กันอีกครั้ง

Wealthy Thai

อัพเดต 14 พ.ย. 2562 เวลา 03.48 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 03.48 น. • wealthythai

ช่วงนี้ ‘คอตราสารหนี้’ คงต้องจับตาโอกาสการลงทุนที่นานๆ ที่จะมีหลุดมากระจายขายถึงกลุ่ม ‘นักลงทุนทั่วไป’

           

หลังจาก 4 บริษัทชั้นนำ (IVL, BCP, BGRIM และ TU) จ่อระดมเงินผ่านการออกตราสารหนี้ประเภท “Perpetual Bond (หุ้นกู้ไม่มีอายุ)” มูลค่ารวมกันประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนต.ค.-พ.ย. 19 นี้ ดอกเบี้ยก็พร้อมใจกันเคาะที่ 5% ต่อปี ในช่วง 5 ปีแรก เชื่อว่าน่าจะดึงดูดนักลงทุนที่สนใจได้ไม่มากก็น้อยเพราะถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว

           

แต่สำคัญสุด ก่อนจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ตาม ความทำความเข้าใจในสิ่งนั้นสักนิด แน่นอนว่าทีมงาน 'Wealthythai’ ไม่พลาดที่จะนำเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

“แหล่งเงิน” ขยายการลงทุนขนาดใหญ่…ของบริษัท ‘Big Name’

 

จากข้อมูลของ “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)” ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาสที่3/19 มีมูลค่าคงค้างของ ‘Perpetual Bond’ ทั้งสิ้น 72,008 ล้านบาท จาก 7 ‘บริษัท Big Name’ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2% ของมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ระยะยาวทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็นของ ‘กลุ่ม CP’ ประมาณ 49% ของมูลค่าคงค้าง ‘Perpetual Bond’ ทั้งหมด

           

จะเห็นว่าบริษัทที่จะออก ‘Perpetual Bond’ นั้น ไม่ใช่บริษัทไหนก็จะออกกันได้ แต่ต้องเป็นบริษัทชั้นนำที่คนโดยทั่วไปต่างก็รู้จัก เพราะตราสารหนี้ประเภทนี้จะไถ่ถอนคืนเมื่อ ‘เลิกกิจการ’ หรือ ‘เจ๊ง’ นั่นเอง ดังนั้นถ้าบริษัทชื่อชั้นไม่ดังจริง ก็ออกยาก เพราะถ้านักลงทุนคิดว่าจะ ‘เจ๊ง’ ก็คงไม่ซื้อเช่นกัน

 

          

           

 

“ส่วนใหญ่บริษัทชั้นนำเหล่านี้จะเลือกออก ‘Perpetual Bond’ เมื่อมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่จำเป็นต้องใช้เงินมากๆ แล้วไม่ต้องการที่จะกู้เงินเพราะอาจจะทำให้สัดส่วน ‘หนี้สิน’ ของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนส่งผลให้ ‘สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E)’ พุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเครดิตสูงตามไปด้วย หรือหากจะระดมทุนด้วยการ ‘เพิ่มทุน’ ขายผู้ถือหุ้นเดิมก็อาจทำได้ยากและจำกัดวงขายไว้แค่เฉพาะกลุ่ม ‘ผู้ถือหุ้นเดิม’ เท่านั้น ในขณะที่การออก Perpetual Bond นั้นสามารถขายให้นักลงทุนทั่วไปได้ด้วย”

 

           
บริษัท Big Name เหล่านี้จึงเลือกที่จะออก ‘Perpetual Bond’ แทน เนื่องจากตาม ‘มาตรฐานบัญชีปัจจุบัน’ สามารถนับเป็น ‘ทุน (equity)’ ได้ จึงเป็นประโยชน์ในการระดมทุนสำหรับบริษัทโดยไม่เพิ่ม D/E แต่ประการใด และยังช่วยทำให้ D/E ลดลงอีกด้วย ไม่เพียงเท่านี้ยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการบริหารจัดการโครงสร้างหนี้อีกด้วย ย้อนอดีตไปเมื่อครั้ง CPALL ซื้อ MAKRO ก็ระดมทุนผ่าน ‘Perpetual Bond’ เช่นเดียวกัน

 

 

ทำความรู้จัก ‘Perpetual Bond’ กันอีกครั้ง

           

 

‘Perpetual Bond’ หรือ ‘หุ้นกู้ไม่มีอายุ’ นั้น เป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่มีลักษณะก่ำกึ่งระหว่าง ‘ตราสารหนี้’ และ ‘ตราสารทุน’ ซึ่งโดยปกติตราสารหนี้ประเภทนี้จะไถ่ถอนเงินต้นเมื่อบริษัทเลิกกิจการ โดยมีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้

 

  • ‘การไม่มีอายุ’ หรือ ‘ไม่กำหนดวันไถ่ถอน’ ผู้ลงทุนมีสิทธิได้ดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ คล้ายๆ กับผู้ลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสได้เงินปันผลตราบใดที่บริษัทนั้นๆ ยังไม่เลิกกิจการไป ถ้าต้องการได้เงินก่อนครบกำหนดไถ่ถอนก็ต้องไปขายใน ‘ตลาดรอง’ เท่านั้น ซึ่งราคาขายที่ได้อาจจะ ‘สูงกว่า’ หรือ ‘ต่ำกว่า’ ต้นทุนที่ซื้อมาก็ได้

  • ‘เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ’ หากบริษัทที่ออก ‘ล้มละลาย’ นักลงทุนที่ถือหุ้นกู้ประเภทนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้คืนหลังเจ้าหนี้สามัญอื่นๆ ซึ่งอาจได้รับชำระหนี้คืน‘เต็มจำนวน’ หรือ‘บางส่วน’ ตามจำนวนเงินที่เหลือจากการชำระเจ้าหนี้ลำดับก่อนหน้า

  • ‘เลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้’ ผู้ออกสามารถเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ยออกไปได้โดยไม่มีเงื่อนไขแม้ว่าบริษัทจะมีกำไรก็ตาม แต่เมื่อเลื่อนก็จะทบดอกเบี้ยเอาไว้ให้ด้วย ที่สำคัญถ้าบริษัทเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยออกไป ในระหว่างนั้นก็ไม่สามารถจ่ายปันผลกับผู้ถือหุ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ‘เงิน’ หรือ ‘หุ้นปันผล’ ก็ตาม ดังนั้นนักลงทุนต้องเตรียมการรองรับไว้ด้วยว่าอาจจะไม่ได้รับกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยทุกงวดเหมือนการลงทุนในหุ้นกู้ปกติ

 

 

“อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงผู้ออกก็คงไม่เลื่อนจ่ายดอกเบี้ยตามอำเภอใจโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพราะจะส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจากการงดจ่ายปันผล และมีผลต่อการขายหุ้นกู้ของบริษัทในอนาคต เนื่องจากนักลงทุนจะมองว่าการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยเป็นการแสดงว่าบริษัทมีปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ และจากข้อมูลของ ThaiBMA ที่ผ่านมา ‘Perpetual Bond’ ที่มีอยู่ในตลาด ยังไม่มีรุ่นใดที่ผู้ออกมีการเลื่อนจ่ายดอกเบี้ย”

 

 

  • ‘มี Call Option’ คือ บริษัทผู้ออกมีสิทธิเรียก ‘ไถ่ถอนได้ก่อนกำหนด’ โดยมักจะกำหนดให้เริ่มใช้สิทธิไถ่ถอนได้ตั้งแต่ปีที่ 5 ซึ่งในช่วง 5 ปีแรกยังนับเป็น‘ทุน’ ได้ หลังจาก 5 ปีก็จะกลายเป็น ‘หนี้’ บริษัทที่ออกส่วนใหญ่ก็จะเลือกไถ่ถอนเมื่อครบ 5 ปี หากไม่สามารถนับเป็นทุนได้แล้ว หรือหากดอกเบี้ยในตลาดขณะนั้นลดลงจากวันออก บริษัทก็อาจไถ่ถอนแล้วออกรุ่นใหม่ที่จ่ายดอกเบี้ยต่ำลงได้

 

 

“ดังนั้นหากมีการไถ่ถอนก่อนกำหนด นักลงทุนก็จะไม่ได้รับดอกเบี้ยในอัตราตามที่คาดหวังอีกต่อไป และเงินที่ได้รับจากไถ่ถอนเมื่อนำไปลงทุนต่ออย่างอื่นก็อาจได้อัตราผลตอบแทนที่ลดลง ในทางตรงข้าม หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มสูงขึ้นมากในอีก 5 ปีข้างหน้า ผู้ออกก็อาจเลือกที่จะไม่ไถ่ถอนก่อนกำหนด ทำให้นักลงทุนเสียโอกาสในการนำเงินไปลงทุนต่อในอัตราดอกเบี้ยตลาดที่เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ลงทุนก็หวังว่าบริษัทจะมีการไถ่ถอนในช่วง 5 ปีนั่นเอง”

 

 

  • ‘อันดับเครดิตของ Perpetual Bond’ โดยทั่วไปจะต่ำกว่าอันดับเครดิตบริษัทที่ออกอยู่ ‘2 ระดับ’ เช่น บริษัทมีเครดิตเรทติ้ง A ก็จะออก ‘Perpetual Bond’ มีเรทติ้ง BBB+ จากการมีสถานะเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ เป็นผลให้ Perpetual Bond จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าหุ้นกู้ปกตินั่นเอง เรียกว่าถ้าบริษัทออกหุ้นกู้โดยใช้เรทติ้งบริษัทก็จะออกได้ในต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่า แต่ก็จะนับเป็น ‘ทุน’ ไม่ได้นั่นเอง

 

 

“Perpetual Bond จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเงินลงทุนสูงที่ต้องการกระจายทางเลือกในการลงทุน หรือนักลงทุนเงินเย็นที่ไม่ได้มีเป้าหมายในการรับเงินต้นคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยควรทำความเข้าใจถึงเงื่อนไขพิเศษของ ‘Perpetual bond’ เพื่อประเมินความเสี่ยงของหุ้นกู้และระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ก่อนตัดสินใจลงทุน”

 

 

ทั้งนี้ในปี 2020 จะมีเรื่องของ ‘มาตรฐานบัญชีใหม่’ เข้ามา ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะยังนับ ‘Perpetual Bond’ ให้เป็น ‘ทุน’ ทางบัญชีเหมือนเดิมหรือไม่? ตรงนั้นอาจจะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้หลายบริษัทเลือกออกขายกันในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนทำความเข้าใจในลักษณะของ ‘ผลตอบแทน’ และ ‘ความเสี่ยง’ และยอมรับได้ ‘Perpetual Bond’ ก็เป็นอีกทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้เช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...