โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำผึ้งและพระจันทร์เกี่ยวข้องกันอย่างไรในเรื่องของความรัก

Gourmet & Cuisine

อัพเดต 26 ก.พ. 2564 เวลา 07.16 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. 2564 เวลา 08.19 น.

หลังจากวันแต่งงานอันหวานชื่น คู่รักมักจะมีช่วงเวลาพักร้อนยาวๆ แล้วออกไปเที่ยวพักผ่อน ณ ดินแดนที่สุดแสนโรแมนติก เรามักจะได้ยินใครต่อใครเรียกช่วงเวลานั้นว่าฮันนีมูน (Honeymoon) แล้วน้ำผึ้ง กับพระจันทร์เกี่ยวข้องกันอย่างไรในประวัติศาสตร์ของความรัก?  

น้ำผึ้งและพระจันทร์เกี่ยวข้องกันอย่างไรในเรื่องของความรัก

  ★ Etymology of Honeymoon 
นักนิรุกติศาสตร์หลายคนเชื่อว่าคำนี้มีต้นกำเนิดมาจากวลีภาษาเปอร์เซีย “mah-e-asal” ซึ่งแปลว่าเดือนแห่งน้ำผึ้ง  คำว่า Mah สื่อความหมายเป็นได้ทั้ง “ดวงจันทร์” และ “เดือน” เช่นเดียวกับคำภาษาอังกฤษที่ “month” มาจากคำว่า “moon” เช่นกัน   หากลองเปิดพจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับออกซฟอร์ดจะพบความหมายอย่างเป็นทางการของฮันนีมูนที่ระบุไว้ว่า “เป็นช่วงเวลาหลังจากการแต่งงานที่เต็มไปด้วยความรักและความสุข หรือการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความสุข” แต่ประวัติศาสตร์ของคำว่า Honeymoon นั้นมีเรื่องราวบอกเล่าถึงที่มาหลากหลายรูปแบบ ทฤษฎีแรกย้อนเวลากลับไปช่วงทศวรรษที่ 1500 อ้างว่ามาจากคำในภาษาอังกฤษโบราณ 2 คำคือ Hony ที่มักใช้สื่อถึงความรักใคร่อย่างลึกซึ้งของคู่แต่งงานใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเดือนแรก และ Moone ซึ่งหมายถึงดวงจันทร์ นำมาเปรียบเทียบว่าความรักของคน 2 คนที่จะอยู่เพียงชั่วขณะหนึ่ง และจะค่อยๆ จางหายไปอย่างรวดเร็วเหมือนการขึ้นลงของดวงจันทร์   ในขณะที่อีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อกันว่ามาจากประเพณีโบราณของชาวทิวทันส์ (Teutons) ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของเยอรมนี บ่าวสาวในยุคนั้นมักจะดื่มเหล้าน้ำผึ้งหมักเป็นเวลา 30 วันเต็มหลังเฉลิมฉลองงานแต่งงาน เพราะเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของชีวิตคู่  สำนวน “ใช้เวลาไปกับการฮันนีมูน” จึงหมายถึงการดื่มด่ำไปกับความรักและความสุข   อย่างไรก็ตาม ยังมีหนึ่งความเชื่อที่คลาสสิกที่สุดของฮันนีมูนที่มาจาก “เดือนแรกของการแต่งงานจะหอมหวานที่สุด” เปรียบเปรยกับความหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำผึ้งนั่นเอง  

น้ำผึ้งและพระจันทร์เกี่ยวข้องกันอย่างไรในเรื่องของความรัก

  ★ The Taste of Love 
การอุปมาอุปไมยความหวานกับความรักเป็นเรื่องที่มีอยู่ในทุกวัฒนธรรม นอกจากน้ำผึ้งรสหวานจะมีบทบาทอยู่ในเรื่องเล่าของการฮันนีมูนระหว่างคู่รักแล้ว การใช้คำหรือวลีเช่น Sweetheart, Baby, Dear รวมถึง Honey เองก็เป็นวัฒนธรรมที่มีมานานในโลกตะวันตก มีการบันทึกว่า Honey เป็นคำใช้แทนความรักมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 เป็นอย่างน้อย ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับออกซฟอร์ดให้ความหมายของ Honey เอาไว้ว่า “เป็นการเรียกคนที่ชอบหรือรัก” บ่งบอกว่าผู้พูดรู้สึกถึงความรักหรือความเสน่หา ไม่ใช่แค่เพียงระหว่างคนรัก แต่สามารถใช้ได้ทั้งระหว่างพ่อ แม่ และลูก     มีผลการทดลองในหัวข้อการรับรสหวานขึ้นอยู่กับประสบการณ์ด้านความรักหรือไม่ในปี ค.ศ. 2014 โดยให้ผู้ทดลองชิมลูกกวาดแล้วให้คะแนนความหวาน พบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองสามารถรับรสความหวานได้ต่างกัน โดยผู้มีประสบการณ์ความสัมพันธ์ในเชิงบวกสามารถรับรสหวานได้มากกว่า จากการทดลองนี้อาจจะเป็นไปได้ว่าความรักอาจจะมีรสหวานจริงๆ อย่างที่เราชอบพูดกัน   จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เรามักจะได้ยินชื่ออาหารรสหวาน หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความหวานนำมาแสดงถึงความรักในโลกตะวันตก และในภาษาต่างๆ ทั่วโลก เช่น ในภาษาเยอรมันนิยมเรียกคนรักด้วยคำว่า Zuckerbienchen ที่หมายถึงผึ้งน้อย หรือในภาษาสเปนมีคำว่า Esperanto ซึ่งหมายถึงพุดดิง และ Terron de Azucar ที่แปลอย่างน่ารักๆ ได้ว่าน้ำตาลก้อนน้อย   ส่วนประเทศในเอเชียก็มีคำหวานๆ เช่น Manis ในภาษาอินโดนีเซียที่แปลว่าหวาน และคนไทยเองก็เรียกคนรักว่า “หวานใจ” ที่ฟังแล้วหวานไปถึงหัวใจไม่แพ้ฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว   แหล่งข้อมูล

  • บทความ Why Is It Called a Honeymoon and What Does It Actually Mean? โดย Jennifer Read-Dominguez
  • บทความ The Mysterious Origin of the Word 'Honeymoon' โดย Jacob Shamsian 
  • บทความ The Etymological Compendium: Or, Portfolio of Origins and Inventions โดย William Pulleyn
  • บทความ British Terms of Endearment: ‘Sweetheart’, ‘Love’, ‘Darling’… โดย Wil
  • บทความ Sweet love: The effects of sweet taste experience on romantic perceptions โดย Dongning Ren, Kenneth Tan, Ximena B. Arriaga และ Kai Qin Chan
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...