โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กพท.คุมเข้ม 38 สนามบินประกาศเขตปลอดภัยแนวร่อน 50 จังหวัด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 มิ.ย. 2563 เวลา 04.07 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 03.31 น.

“การบินพลเรือน” ร่อนหนังสือถึง 50 จังหวัด ขอความเห็นร่างประกาศคุมพื้นที่เขตปลอดภัยแนวร่อนลงสนามบิน 38 แห่งทั่วประเทศ ห้ามสารพัดกิจกรรมก่อกวนทัศนวิสัยการบิน ปล่อยแสงไฟแหยงตานักบิน คลื่นไฟฟ้า จุดพลุ ดอกไม้ไฟ งานมหกรรม มหรสพ บอลลูนล่าม ว่าว บังคับใช้ ต.ค.นี้

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ กพท.อยู่ระหว่างรวบรวมความคิดเห็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประมาณ 50 จังหวัด ที่เป็นที่ตั้งของสนามบินทั้ง 38 แห่ง ภายใต้การกำกับของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) และ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เพื่อให้ความเห็นชอบร่างประกาศ กพท. เรื่อง การดำเนินกิจกรรมภายในเขตปลอดภัยในการเดินอากาศ พ.ศ. …เป็นกฎหมายลูกของ พ.ร.บ.เดินอากาศ (ฉบับที่ 14) 2562 คาดว่าจะรวบรวมความเห็นได้เสร็จภายในเดือน ก.ค. และจะสามารถประกาศใช้ประกาศฉบับดังกล่าวอย่างเป็นทางการได้ภายในเดือน ต.ค.นี้ โดย กพท.สามารถลงนามในประกาศได้ทันที ไม่ต้องส่งให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาอนุมัติ

“ประกาศฉบับนี้จะบังคับใช้กับสนามบินทั่วประเทศ เพราะมีการดำเนินการกิจกรรมบางประเภทภายในเขตปลอดภัยในการเดินอากาศ อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการขึ้นลงของเครื่องบิน ยังไม่มีระเบียบใช้ในการกำกับดูแล ไม่ใช่เกิดจากข้อพิพาทกรณี ทอท.กับเซ็นทรัลวิลเลจ ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อปีที่แล้ว”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประกาศฉบับดังกล่าวจะห้ามกิจกรรมต่าง ๆ 1.การปล่อยแสงไฟภาคพื้นขึ้นสู่อากาศ เพื่อป้องกันอันตรายจากการที่นักบินอาจมองเห็นไฟภาคพื้นที่อยู่ในบริเวณสนามบินหรือแนวร่อนลงสนามบินและเข้าใจผิดว่าเป็นระบบไฟภาคพื้นสำหรับการบิน

2.การใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการปล่อยคลื่นไฟฟ้าไปรบกวนการใช้คลื่นความถี่วิทยุ เช่น อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดสัญญาณคลื่นวิทยุ โทรศัพท์มือถือ วิทยุสื่อสาร เป็นต้น ซึ่งการนำมาใช้ในบริเวณเขตปลอดภัยในการเดินอากาศของสนามบินมีโอกาสสูงที่จะรบกวนต่อสัญญาณคลื่นวิทยุที่ใช้ในระบบการเดินอากาศและเป็นอันตรายต่อการบิน

3.กิจกรรมที่ก่อให้เกิดเสียงกระทบหรือเสียงกระแทก หรือเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ ซึ่งรบกวนการปฏิบัติการบินหรือการให้บริการการเดินอากาศ เช่น การจุดพลุดอกไม้ไฟ งานมหกรรม งานมหรสพ หรือการก่อสร้างในบริเวณใกล้พื้นที่ปฏิบัติงานของหน่วยงานให้บริการการเดินอากาศ เพราะการรับเสียงเกินมาตรฐานเป็นเวลานาน จะส่งผลเสียต่อทั้งร่างกาย จิตใจประสิทธิภาพการทำงาน และการสื่อสาร

4.การปล่อยไอน้ำหรือควัน เพื่อป้องกันอันตรายจากควันหรือไอน้ำในบริเวณใกล้สนามบิน อาจรบกวนการมองเห็นของนักบินหรือทำให้เกิดกลิ่นควันหรือกลิ่นสารเคมีในอากาศยาน 5.การปล่อยบอลลูนล่ามและว่าวภายในพื้นที่แนวร่อนหรือพื้นผิวไต่ระดับ เพื่อป้องกันอันตรายโดยเฉพาะเชือกล่ามซึ่งเป็นการยากที่นักบินบนอากาศยานจะสามารถมองเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการบินในสภาพอากาศปิดด้วยความสูงต่ำในบริเวณสนามบิน 6.การปล่อยแสงเลเซอร์ เพื่อป้องกันอันตรายหากส่องเข้าตานักบิน จะมีผลกระทบกับการมองเห็นตามความเข้มและระยะห่างของจุดปล่อยแสงเลเซอร์

7.การปล่อยคลื่นวิทยุหรือคลื่นแฮรตเชียนซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในลักษณะวิทยุกระจายเสียง เพื่อป้องกันการรบกวนคลื่นความถี่ที่ใช้ในการเดินอากาศจากสถานีวิทยุชุมชน ซึ่งที่ผ่านมามีการส่งคลื่นความถี่แปลกปลอมออกมาตรงกับคลื่นความถี่ที่ใช้งานควบคุมการจราจรทางอากาศจำนวนมาก นอกจากรบกวนสถานีภาคพื้นดินของระบบสื่อสารแล้ว ยังรบกวนอากาศยานทำการบินในห้วงอากาศ เนื่องจากคลื่นความถี่สามารถเดินทางได้ตามแนวสายตา รวมถึงรบกวนสัญญาณบอกทิศทางของระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศอีกด้วย โดยประกาศฉบับนี้จะขยายการบังคับใช้ให้ครอบคลุมผู้ปล่อยคลื่นวิทยุทั้งหมด

กิจกรรมดังกล่าวสามารถกระทำได้ แต่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ปล่อยแสงเลเซอร์ จะมี 3 ระดับ คือ เขตปลอดแสงเลเซอร์ ต้องมีความสูงไม่เกิน 600 เมตรจากระดับพื้นดิน และแสงเลเซอร์ต้องมีค่า MPE ไม่เกิน 50 นาโนวัตต์/ตารางเซนติเมตร, ระดับเขตควบคุมอันตราย ต้องมีความสูงไม่เกิน 3,000 เมตร และแสงเลเซอร์ต้องมีค่า MPE ไม่เกิน 5 ไมโครวัตต์/ตารางเซนติเมตร เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...