ส่องพื้นฐานอนาคตหุ้นเทคโนโลยี รองรับเทรนด์ “Digital Transformation”
หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีของตลาดหุ้นไทยเมื่อเข้ามาระดมทุนขายหุ้นไอพีโอก็ได้รับความสนใจมามากมายหลายรุ่น แต่หัวข้อที่เราจะมาคุยกันในครั้งนี้คือเหล่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ที่เพิ่งจะเข้าระดมทุนจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงหุ้นที่กลับมาได้รับความสนใจอยู่ในกระแสการเปลี่ยนผ่านยุคเทคโนโลยี ซึ่งหุ้นที่เราจะมาร่วมวิเคราะห์กันในครั้งนี้เป็นหุ้นกลุ่มที่ว่ากันตามประสาชาวบ้านคือหุ้นที่รองรับเกาะไปกับเทรนด์ Digital Transformation นั่นเอง
ลำดับถัดไป Wealthy Thai จะพานักลงทุนไปทำความรู้จักกับกลุ่มหุ้นที่เราได้กล่าวไว้เบื้องต้นได้แก่บริษัท เบริล 8 พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ BE8 ,บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK และบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC ซึ่งถือเป็นหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีที่ยัง Laggard กว่าชาวบ้านเขา จากนั้นจะพาไปทำความรู้จักกันว่าหุ้นเหล่านี้ประกอบธุรกิจ หรือรับรู้รายได้จากอะไรเป็นหลักบ้าง
ธุรกิจหลักกับการรับรู้รายได้
ขอเริ่มกันที่น้องใหม่ล่าสุดอย่าง BE8 ที่ปิดการซื้อขายวันแรกราคาหุ้นก็ทะยานไปกว่า 155% โดย BE8 ประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation โดยให้บริการแบบครบวงจร แต่จะเน้นไปที่ด้านการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ CRM ซึ่งบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของ Salesforce เป็นหลัก สำหรับการรับรู้รายได้หลักๆคือการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และเทคโนโลยี ถัดไปคือการให้บริการด้านเทคโนโลยี เช่นการขายและการให้เช่าสิทธิการใช้งาน และการดูแลระบบเทคโนโลยีจัดหาบุคลากรเทคโนโลยี
ส่วน BBIK เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจ ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ และการจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแบ่งประเภทการให้บริการตามลักษณะการประกอบธุรกิจ ได้เป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1.การให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ 2.การบริหารโครงการเชิงยุทธศาสตร์ 3.การพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี 4. การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลชั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ 5. การจัดหาและบริหารบุคคลากรชั่วคราว ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ขณะที่ MFEC เป็นพัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจร ภายใต้กลุ่มธุรกิจหลัก 4กลุ่มธุรกิจ โดยมุ่งออกแบบการให้บริการในเชิงลึก เพื่อตอบสนองความต้องการจำเพาะในการใช้งานของลูกค้า ช่วยให้ลูกค้าสามารถสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน ประกอบไปด้วย 1. Hybrid Infrastructure Services 2. Enterprise Solution 3. Digital Delivery 4. Transformation
ผลงานในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับผลงานของเหล่าหุ้นเทคโนโลยีนั้นออกมาได้เป็นไปในทิศทางที่ดี เกาะเทรนด์โลกแห่งอนาคตที่นักลงทุนหลายคนอาจจะมองแล้วว่าหุ้นเทคโนโลยีจะต้องมาอย่างแน่นอน โดยหากย้อนดูผลประกอบการของ BE8 ในงวดไตรมาส 3/64 และงวด 9 เดือนนั้นออกมาเป็นไปในทางที่ดี โดยงวดไตรมาส 3 นั้นมีกำไรสุทธิ 20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากปีก่อน ขณะที่งวด 9 มีกำไรสุทธิ 60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 282% จากปีก่อน
ขณะที่ BBIK ก็ไม่แพ้กัน รายงานกำไรสุทธิงวดไตรมาส 3/64 ที่ 15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 153% จากปีก่อน ส่วนในงบการเงินงวด 9เดือนของปีนี้มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะสาเหตุหลักมาจากขยายฐานลูกค้าสำหรับรายได้ธุรกิจการให้คำปรึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีให้กับองค์กร (DX) และธุรกิจการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ ข้อมูลชั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากการเติบโตของความต้องการในการทำดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digitaltransformation)
สำหรับ MFEC โชว์รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/64 ที่จำนวน 60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากปีก่อน โดยในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด19 ทาง MFEC ระบุว่าสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจอย่างทันท่วงทีต่อสภาพการแข่งขันในธุรกิจผู้ให้บริการไอทีที่มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้จากงานโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องมาจากปีก่อน และสามารถส่งมอบโครงการได้ตามกำหนด
ดูแนวโน้มอนาคต
อนาคตและการเติบโตของ BE8 จะอยู่ที่ภายหลังจากการเข้าตลาดขึ้นกับการขยายทีมงาน และการ M&A เป็นหลัก โดยทาง BE8 ตั้งเป้าหมายการเติบโตรายได้อย่างน้อย 20% ต่อปีในช่วง 3 ปีจากนี้ ซึ่งหนุนจากการเติบโตในตลาดไทย และการออกสินค้าใหม่ รวมถึงภายใต้การเติบโต Brand อื่นๆ เพิ่มเติมจาก Salesforce การขยายเข้าสู่ตลาดเวียดนาม และการ M&A ในอนาคต
โดยบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินกำไรปกติงวดปี 64 และปี 65 จำนวน 69 ล้านบาท และ 92 ล้านบาท ตามลำดับโดยหนุนจากงานในมือที่แข็งแกร่ง ซึ่งสิ้นไตรมาส 2/64 ที่ระดับ 123 ล้านบาท ขณะที่รายได้หลักในปี 64และ 65 จะอยู่ที่ 354 ล้านบาทและ 413 ล้านบาท ซึ่งรายได้การบริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และพัฒนาเทคโนโลยีจะเติบโต 5-12% ส่วนรายได้การขายสิทธิการใช้ และการให้เช่าใช้สิทธิจะเติบโตได้เฉลี่ยปีละ 30-35% ดังนั้นประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 65 ที่ 15.40 บาท
มาส่องอนาคตกันที่หุ้น BBIK ซึ่งทางบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัดมอง BBIK เป็นหุ้นเด่นบนกระแส Digital Transformation ที่กำลังเกิดขึ้น ด้วยความโดดเด่นจากทีมงานที่มีคุณภาพและความเชี่ยวซาญในการพัฒนา Business Model ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าและมีโอกาสเติบโตของธุรกิจเปิดกว้าง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ BBIK จะถูกซื้อ ขายแพงกว่า PEER อื่นในกลุ่มที่มีธุรกิจใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตามแม้ระยะสั้นผลประกอบการยังแข็งแกร่งดีกว่าคาดและในระยะยาวเรายังมีมุมมองเชิงบวกเพราะบริษัทจะได้รับประโยชน์โดยตรงจาก Theme การลงทุนในอนาคตของยุค Digital Economies แต่ราคาหุ้นปรับขึ้นร้อนแรง จนเต็มมูลค่าเหมาะสมไปแล้ว ทำให้เราปรับคำแนะนำลงจาก "ซื้อ" เป็น "เก็งกำไร" บนราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 65 ที่ 40 บาท
สำหรับในเชิงกลยุทธ์นักลงทุนอาจรอให้หุ้นพักฐานบ้างหรือรอจนกว่าจะมีปัจจัยบวกใหม่เพิ่มเติมก่อนเข้าสะสมอีกครั้งความเสี่ยงสำคัญ คือ 1) การเติบโตในธุรกิจ Digital ไม่ได้เร็วอย่างที่คาด 2) สูญเสียทรัพยากรบุคคลสำคัญ และ 3) การแข่งขันด้านราคาจากผู้เล่นระดับโลก
และปิดท้ายกันที่หุ้น MFEC โดยทางบริษัทระบุไว้ในคำอธิบายผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/64 ว่าสิ้นไตรมาสที่ 3 ของปีปัจจุบัน กลุ่มบริษัทมีโครงการระหว่างดำเนินงานซึ่งยังไม่ได้ส่งมอบให้ลูกค้า (backlog) ที่ สามารถรับรู้รายได้จากการดำเนินโครงการต่อเนื่องตลอดอายุของโครงการได้ในระยะยาวสูงสุดถึง 5 ปี เป็นจำนวนรวม 5,958 ล้านบาท โดยกลุ่มบริษัทมีมูลค่างานที่ยังไม่ได้ส่งมอบให้ลูกค้า (backlog) สูงขึ้นนับจากช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าในช่วง ไตรมาส 3Q64 ทาง MFEC ชนะงานประมูล ราว 1.5 พันล้านบาท ทำให้ปรับเพิ่มประมาณการปี 64 ขึ้นเป็น 251 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน อิงสมมติฐานปรับเพิ่มการเติบโตของรายได้ที่ 7%
ดังนั้นปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 65 เป็น 13.60 บาทต่อหุ้น อิง PER ที่ 20x เพื่อให้สะท้อนการเติบโตในปี 65-66 ที่ 20% คงคำแนะนำ “ซื้อ” รอบการ Re-rate PER ของหุ้นกลุ่มการลงทุนด้าน IT Infrastructure เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ตลาดต่างประเทศซื้อ ขาย ที่ระดับ PER เกิน 20x ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Digital Transformation ในไทยซื้อขายเกิน 30 เท่า