โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ใครกันคือแม่ที่แท้ทรู? True Mothers หนังญี่ปุ่นที่สำรวจ ‘ความเป็นแม่’ ที่แท้จริง

a day magazine

อัพเดต 22 มี.ค. 2564 เวลา 16.57 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2564 เวลา 12.54 น. • คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง

1.

ภาพยนตร์ญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบจนถึงขั้นผูกพันมาตั้งแต่เริ่มดูหนังและเป็นนักวิจารณ์ ไม่ว่าจะงานของชุนจิ อิวาอิ, ทาเคชิ คิตาโนะ หรือคิโยชิ คุโรซาวะ ส่วนหนังของผู้กำกับหญิงนาโอมิ คาวาเสะ ก็ได้ดูเกือบทุกเรื่อง แต่คงถือเป็นผู้กำกับที่ชื่นชอบไม่ได้เต็มปากเพราะมีความสัมพันธ์แบบ love-hate กับผลงานของเธอมาตลอด กล่าวคือบางเรื่องก็ชอบมาก บางเรื่องก็เกลียดจนแทบดูไม่จบ

คาวาเสะทำหนังมายาวนานสามทศวรรษตั้งแต่ยุค 90s ผลงานช่วงแรกของเธอเป็นสารคดีถ่ายฟิล์ม 8 มิลลิเมตร หรือ 16 มิลลิเมตร และมักเล่าเรื่องราวที่แสนจะรวดร้าวเกี่ยวกับครอบครัวของเธอเอง ต่อมาในปลายยุค 90s เธอเริ่มทำหนังฟิกชั่นซึ่งน่าจะจัดได้ว่าเป็น ‘หนังอาร์ต’ ด้วยความที่เล่าเรื่องแบบเชื่องช้า จังหวะนิ่งๆ หลายเรื่องแทรกตำนานพื้นบ้านหรือมีการเข้าป่าดงพงไพร หลายคนเลยเทียบเคียงงานช่วงนี้ของเธอกับหนังของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล 

จนกระทั่งกลางทศวรรษ 2010 ที่เธอเริ่มหันมาทำหนัง ‘แมส’ และ ‘เข้าถึง’ ง่ายขึ้น หนังของคาวาเสะที่คนไทยรู้จักมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่อง Sweet Bean (2015) ที่มีคุณป้าคิกิ คิริน ผู้ล่วงลับ รับบทหญิงชราผู้ทำขนมโดรายากิได้อย่างช่ำชอง แต่ถึงจะมีแนวโน้มเป็นหนังทำอาหารน่ารักละมุน Sweet Bean ก็ยังมีองค์ประกอบอาร์ตๆ เหมือนกัน เช่น อยู่ดีๆ ก็มีฉากเตรียมถั่วแดงยาวนานเกือบครึ่งชั่วโมง

ภาพยนตร์ของคาวาเสะนั้นได้ไปประกวดที่เทศกาลหนังเมืองคานส์แทบทุกเรื่อง นักวิจารณ์บางคนมองว่างานของเธอเหมือนหนังยุโรปมากกว่าหนังญี่ปุ่น อันที่จริงแล้ว True Mothers (2020) หนังล่าสุดของเธอก็ได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีมากจนมีศักยภาพจะคว้ารางวัลปาล์มทองคำจากคานส์ได้ แต่อนิจจาเพราะโควิด คานส์ปี 2020 จึงยกเลิก ความซวยยิ่งกว่านั้นคือคาวาเสะอุตส่าห์ได้รับเลือกเป็นผู้กำกับหนังสารคดีโตเกียวโอลิมปิกปี 2020 แต่งานก็เลื่อนไปเช่นกัน

True Mothers

ยังไงก็ดี อาชีพของเธอยังมีฟ้าหลังฝนอยู่บ้าง เพราะทั้งคนดูและนักวิจารณ์ญี่ปุ่นค่อนข้างชอบ True Mothers และหนังก็ได้เข้าชิงรางวัล Japan Academy Prize (ออสการ์ของญี่ปุ่น) ถึง 7 สาขา นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่คาวาเสะได้รับการยอมรับจากประเทศบ้านเกิด และสิ่งที่น่ายินดีที่สุดคือ True Mothers จะเข้าฉายในไทยด้วย โดยเป็นครั้งแรกที่หนังคาวาเสะเข้าฉายแบบปกติในบ้านเรา

2.

True Mothers สร้างจากนิยายของมิซึกิ สึจิมูระ เล่าถึงสามีชื่อคิโยคาซุ และภรรยาชื่อซาโตโกะ ที่รับเด็กชายมาอุปการะเนื่องจากไม่สามารถมีลูกเองได้ ทั้งสองดูแลเอาใจใส่ลูกเป็นอย่างดี เป็นครอบครัวที่มีความสุขและสงบสุขใกล้เคียงระดับอุดมคติ แต่แล้ววันหนึ่งฮิคาริ–แม่ผู้ให้กำเนิดเด็กก็โทรศัพท์มาหาซาโตโกะว่าเธอต้องการลูกคืน

True Mothers

ภาพยนตร์เรื่องนี้มักถูกประชาสัมพันธ์ทำนองว่าเป็นหนังเมโลดราม่า น้ำเน่า ดูแล้วต้องร้องไห้ ให้เตรียมทิชชูเข้าไปด้วย ฯลฯ ผู้เขียนจึงคาดเดาล่วงหน้าไปว่ามันต้องพูดเรื่องการแย่งชิง ‘ความเป็นแม่’ กันระหว่างซาโตโกะกับฮิคาริ หรือไม่ก็มีฉากบีบหัวใจประเภทลูกชายต้องเลือกระหว่างแม่ตัวจริงหรือแม่เลี้ยง

ทว่าหนังเรื่องนี้แทบจะไม่มีฉากแบบนั้นเลย…

คาวาเสะพยายามใส่ความเมโลดราม่าในงานช่วงหลังของเธอ แต่ด้วยความที่ตั้งต้นมาจากสายอาร์ต การพยายามกำกับหนังให้ ‘เร้าอารมณ์’ ของเธอเลยเหมือนการทดลองสร้างอาหารเมนูใหม่ บางครั้งก็ออกมาเวิร์ก เช่น เรื่อง Sweet Bean หรือบางครั้งก็ล้มเหลว เช่น Radiance (2017) ที่แสนจะเยิ่นเย้อและฟูมฟาย จนผู้เขียนเคยมอบรางวัล ‘หนังลำไยแห่งปี’ ให้

หากแต่ใน True Mothers ดูเหมือนคาวาเสะจะหา ‘จุดสมดุล’ ของความเมโลดราม่าได้อย่างดี โดยผู้เขียนคิดว่ามี 2 องค์ประกอบที่คอยบรรเทาไม่ให้หนังบีบคั้นจนเกินไป ประการแรกคือ หลายช่วงของหนังมีลักษณะเหมือนสารคดี อาทิ การอธิบายถึงขั้นตอนการอุปการะเด็กอย่างละเอียด หรือช่วงที่เล่าถึงสถานดูแลเด็กสาวท้องไม่พร้อม หนังก็เลือกถ่ายทำแบบโฮมวิดีโอไปเลย ซึ่งให้ความรู้สึกที่ดิบและสมจริง

True Mothers

ประการที่สองคือ การแทรกภาพธรรมชาติอย่างภูเขา ท้องฟ้า ทะเล และนกบินเกือบทั้งเรื่อง อันถือเป็น ‘ลายเซ็น’ ประจำตัวของคาวาเสะ ปกติแล้วภาพเหล่านี้มักเป็นเพียงฉากแทรก (insert shot) เพื่อพักสายตาหรือการเปลี่ยนผ่าน (transition) เท่านั้น แต่ภาพธรรมชาติในหนังของคาวาเสะมีความหมายสำคัญเสมอ หลายครั้งมันบ่งบอกถึงสภาวะจิตใจของตัวละคร ส่วนใน True Mothers ภาพธรรมชาติยังเชื่อมโยงกับการที่หนังถ่ายทำในหลายเมืองทั้งนาระ โยโกฮาม่า และฮิโรชิม่า สภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์ของแต่ละเมืองดูเหมือนจะสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ตัวละครเผชิญด้วย

อีกสิ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบมากใน True Mothers คือ ‘โครงสร้าง’ ที่ค่อนข้างจะพิสดารของมัน หนังเปิดด้วยเรื่องราวของซาโตโกะ สามี และลูก แต่สักพักก็ตัดไปเล่าถึงฮิคาริ (แม่ตัวจริง) ยาวนานเกือบชั่วโมง นั่นหมายความว่า ‘แม่บุญธรรม’ กับ ‘แม่ตัวจริง’ แทบไม่ได้มาทะเลาะทุ่มเถียงอะไรกันเพราะสองคนนี้ร่วมเฟรมกันไม่กี่ฉาก แต่หนังพยายามไล่เรียงว่ากว่าที่ทั้งคู่จะกลายสภาพมาเป็น ‘แม่คน’ (ทั้งแบบคลอดลูกจริงๆ กับรับเด็กมาเลี้ยง) มีความเป็นมายังไง และยังทำให้เราเห็นว่าความหมายของความเป็นแม่ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจเจกบุคคลอย่างเดียว แต่ยังถูกนิยามหรือได้รับอิทธิพลจากครอบครัว คนรอบข้าง และโครงสร้างทางสังคม

การสำรวจตัวละครซาโตโกะและฮิคาริอย่างละเอียดลออเช่นนี้ ทำให้ผู้เขียนได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า หนังเรื่องนี้ของคาวาเสะไม่ใช่หนังเศร้าเรียกน้ำตา (ผู้เขียนไม่ร้องไห้) แต่มันเป็นหนังที่ซึ้งและบางส่วนก็ชวนใจสลายมาก

True Mothers

3.

ปี 2020 เป็นปีที่วงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นมีหนังว่าด้วยเรื่องแม่ๆ มากเป็นพิเศษ นอกจากผลงานของคาวาเสะแล้ว อีกเรื่องที่ผู้เขียนขอแนะนำคือ Mother (ดูได้ทางเน็ตฟลิกซ์) หากแต่เรื่องนี้ไม่ใช่อะไรที่ชวนซาบซึ้งใจ หนังนำเสนอแม่ประเภทที่ชั่วร้ายและสารเลวสุดๆ ซึ่งทำให้เห็นว่าแม่บางคนอาจจะรักลูกมาก ขณะเดียวกันก็สามารถฉกฉวยประโยชน์จากลูกได้มากมายเช่นกัน

‘หนังแม่ๆ’ อีกเรื่องอาจเป็นงานเก่าหน่อย แต่ก็ไม่อยากให้พลาดกัน นั่นคือ Rebirth (2011) ที่ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวที Japan Academy Prize (นำแสดงโดยฮิโรมิ นางาซากุ นางเอกเรื่องTrue Mothers นี่แหละ) เกี่ยวกับเด็กสาวที่ถูกผู้หญิงคนหนึ่งลักพาตัวไปหลายปี ทว่าหลังจากมาอยู่กับแม่แท้ๆ แล้ว เธอกลับไม่สามารถรักแม่ผู้ให้กำเนิดได้ หากแต่คิดคำนึงถึงแม่ที่ทุกคนบอกว่าเป็นอาชญากร

ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ผู้เขียนกล่าวถึงในบทความนี้ไม่ได้ให้คำตอบเลยว่า ‘แม่ที่แท้จริง’, ‘แม่ที่ถูกต้อง’ หรือ ‘แม่ที่สมควร’ เป็นเช่นไร หากแต่เป็นผลงานที่ใคร่ครวญถึงนิยามความเป็นแม่ที่หลากหลาย และอาจจะฝากเครื่องหมายคำถามไว้กับเรามากกว่าการให้คำตอบแบบสำเร็จรูป

  • True Mothers มีกำหนดเข้าฉายในไทยวันที่ 25 มีนาคม 2564
  • เนื้อหาส่วนหนึ่งของบทความนี้สังเคราะห์มาจากงานเสวนา “โลกของผู้หญิงในหนังญี่ปุ่น” เมื่อ 14 มีนาคม 2564 ณ โรงภาพยนตร์ House Samyan วิทยากรคือภาณุ อารี และไกรวุฒิ จุลพงศธร ดำเนินรายการโดย คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่องภาพยนตร์ญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบจนถึงขั้นผูกพันมาตั้งแต่เริ่มดูหนังและเป็นนักวิจารณ์ ไม่ว่าจะงานของ ชุนจิ อิวาอิ, ทาเคชิ คิตาโนะ หรือคิโยชิ คุโรซาวะ ส่วนหนังของผู้กำกับหญิง นาโอมิ คาวาเสะ ก็ได้ดูเกือบทุกเรื่อง แต่คงถือเป็นผู้กำกับที่ชื่นชอบไม่ได้เต็มปากเพราะมีความสัมพันธ์แบบ love-hate กับผลงานของเธอมาตลอด กล่าวคือบางเรื่องก็ชอบมาก บางเรื่องก็เกลียดจนแทบดูไม่จบ จนกระทั่งกลางทศวรรษ 2010s ที่เธอเริ่มหันมาทำหนัง iแมส’ และ ‘เข้าถึง’ ง่ายขึ้น หนังของคาวาเสะที่คนไทยรู้จักมากสุดน่าจะเป็นเรื่อง An: Sweet Bean (2015) ที่มีคุณป้าคิกิ คิริน ผู้ล่วงลับรับบทหญิงชราผู้ทำขนมโดรายากิได้อย่างช่ำชอง แต่ถึงจะมีแนวโน้มเป็นหนังทำอาหารน่ารักละมุน An: Sweet Bean ก็ยังมีองค์ประกอบอาร์ตๆ เหมือนกัน เช่น อยู่ดีๆ ก็มีฉากเตรียมถั่วแดงยาวนานเกือบครึ่งชั่วโมง อย่างไรก็ดี อาชีพของเธอยังมีฟ้าหลังฝนอยู่บ้าง เพราะทั้งคนดูและนักวิจารณ์ญี่ปุ่นค่อนข้างชอบ และหนังก็ได้เข้าชิงรางวัล Japan Academy Prize (ออสการ์ของญี่ปุ่น) ถึง 7 สาขา นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่คาวาเสะได้รับการยอมรับจากประเทศบ้านเกิด และสิ่งที่น่ายินดีที่สุดคือ True Mothers จะเข้าฉายในไทยด้วยโดยเป็นครั้งแรกที่หนังคาวาเสะเข้าฉายแบบปกติในบ้านเรา คาวาเสะทำหนังมายาวนานสามทศวรรษตั้งแต่ยุค 90s ผลงานช่วงแรกของเธอเป็นสารคดีถ่ายฟิล์ม 8 หรือ 16 มิลลิเมตรและมักเล่าเรื่องราวที่แสนจะรวดร้าวเกี่ยวกับครอบครัวของเธอเอง ต่อมาในปลายยุค 90s เธอเริ่มทำหนังฟิคชั่นซึ่งน่าจะจัดได้ว่าเป็น ‘หนังอาร์ต’ ด้วยความเล่าเรื่องแบบเชื่องช้า จังหวะนิ่งๆ หลายเรื่องแทรกตำนานพื้นบ้านหรือมีการเข้าป่าดงพงไพร หลายคนเลยเทียบเคียงงานช่วงนี้ของเธอกับหนังของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล  ภาพยนตร์ของคาวาเสะนั้นได้ไปประกวดที่เทศกาลหนังเมืองคานส์แทบทุกเรื่อง นักวิจารณ์บางคนมองว่างานของเธอเหมือนหนังยุโรปมากกว่าหนังญี่ปุ่น อันที่จริงแล้ว หนังล่าสุดของเธอก็ได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดีมากจนมีศักยภาพจะคว้ารางวัลปาล์มทองจากคานส์ได้ แต่อนิจจาเพราะโควิด คานส์ปี 2020 จึงยกเลิก ความซวยยิ่งกว่านั้นคือคาวาเสะอุตส่าห์ได้รับเลือกเป็นผู้กำกับหนังสารคดีโตเกียวโอลิมปิก 2020 แต่งานก็เลื่อนไปเช่นกัน
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...