โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

รู้จัก "โมโนโคลนอลแอนติบอดี" ที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เตรียมนำเข้ามารักษาโรคโควิด-19

Khaosod

อัพเดต 23 ก.ย 2564 เวลา 20.28 น. • เผยแพร่ 23 ก.ย 2564 เวลา 20.25 น.

ยารักษาโรคโควิด-19 ที่ชื่อว่า "โมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibody) เริ่มได้รับความสนใจจากคนไทยตั้งแต่เดือน ส.ค. เมื่อประเทศเยอรมนีได้บริจาคยาแอนติบอดีค็อกเทลชนิดนี้ให้ประเทศไทยใช้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อลดอาการป่วยหนักและการเสียชีวิต

การบริจาคยาโมโนโคลนอลแอนติบอดีของเยอรมนีมีขึ้นราว 1 เดือนหลังจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยอนุมัติให้ใช้ยา "แอนติบอดีค็อกเทล" (Antibody Cocktail) ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.

หลังจากนั้นมา ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ (รจภ.) ดูเหมือนจะเป็นองค์กรที่มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโมโนโคลนอลแอนติบอดีมากที่สุด ตั้งแต่เป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาชนิดนี้ซึ่ง รจภ. เรียกว่าเป็น "ค็อกเทลมหัศจรรย์" และระบุว่าเป็นนวัตกรรมทางยาล่าสุดที่จะช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยในวิกฤตการระบาดที่อาจเกินกำลังรับของระบบสาธารณสุขของประเทศ

หลายประเทศมีการใช้ยาโมโนโคลนอลแอนติบอดีเพื่อรักษาโรคโควิด-19 โดยมีชื่อทางการค้าที่แตกต่างกันไป

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (21 ก.ย.) นพ. นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้เปิดเผยว่า รจภ. จะนำเข้าและกระจายยาโมโนโคลนอลแอนติบอดีให้โรงพยาบาลต่าง ๆ พร้อมกับเปิดเผยแผนการใช้ยาแอนติบอดีค็อกเทลตัวนี้ ซึ่งเป็นยาที่ทำให้ร่างกายผู้ติดเชื้อต่อสู้กับไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพและยับยั้งการติดเชื้อภายในร่างกาย

"ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นหน่วยงานนึงที่รัฐบาลกกำหนดให้สามารถจัดหาทั้งวัคซีนทั้งยา ที่ใช้รักษา(โรคโควิด-19)ในภาวะฉุกเฉินได้ ทางเราก็ได้ไปมีส่วนในการที่จะจัดหา นำเข้า และไปกระจายตัวที่เราเรียกว่าโมโนโคลนอลแอนติบอดี ในที่นี้เราจะเรียกว่าแอนติบอดีค็อกเทล เป็นตัวแรกที่ทางอย.ไทยได้ให้การรับรองที่จะใช้ในภาวะฉุกเฉิน" นพ. นิธิกล่าว

เลขาธิการ รจภ. กล่าวด้วยว่าคาดว่าประเทศไทยจะได้ทดสอบยาดังกล่าวเร็ว ๆ นี้

โมโนโคลนอลแอนติบอดีคืออะไร และทำงานอย่างไรในการรักษาผู้ป่วยโควิด บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้มาไว้ดังนี้

โมโนโคลนอลแอนติบอดีคืออะไร

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่าโมโนโคลนอลแอนติบอดีเป็นแอนติบอดีที่สร้างจากเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีความจำเพาะต่อความต้องการ

โมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ใช้รักษาโควิด-19 มีทั้งแบบผสมและไม่ผสม

โดยยาแอนติบอดีแบบผสมหรือที่เรียกว่า "แอนติบอดีค็อกเทล" เป็นการนำโมโนโคลนอลแอนติบอดีตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมารวมกัน ซึ่งในยาตัวนี้ได้นำแอนติบอดีชนิดโมโนโคลนอล 2 ชนิดมารวมกัน คือ แอนติบอดีที่สกัดจากหนู ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีระบบภูมิคุ้มกันอย่างมนุษย์ ผสมกับแอนติบอดีที่สกัดจากผู้ที่หายป่วยจากโรคโควิด-19

รพ. จุฬาลงกรณ์ยกตัวอย่างโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ไทยได้รับบริจาคจากเยอรมนี ซึ่งมีชื่อว่ารีเจนคอฟ (REGEN-COV) เป็นการผสมค็อกเทลระหว่างคาซิริวิแมบ (Casirivimab) และอิมเดวิแมบ (Imdevimab)

โฉมหน้ายาโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ชื่อ REGEN-COV

ขณะที่ รจภ. อธิบายเพิ่มเติมว่ายาแอนติบอดีนี้จะทำหน้าที่ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายอย่างเฉพาะเจาะจง และตรงเข้าจับเชื้อไวรัสได้ดีกว่าแอนติบอดีทั่วไป เพราะจัดอยู่ในกลุ่มยาภูมิลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing monoclonal Antibody) คือทำให้ไวรัสเป็นกลาง อ่อนกำลังลง และยับยั้งการติดเชื้อในร่างกายไม่ให้ลุกลามไปสู่ระดับรุนแรงได้

ผลการวิจัยพบด้วยว่า ยาชนิดนี้ช่วยลดจำนวนเชื้อไวรัสในร่างกายของผู้ป่วย ทำให้ย่นระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาลให้สั้นลง อีกทั้งลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตได้ แต่ที่สำคัญคือผู้ป่วยต้องได้รับยาอย่างรวดเร็วตั้งแต่มีอาการป่วย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีผลการศึกษาในมนุษย์ถึงการรักษาการติดเชื้อจากสายพันธุ์ต่าง ๆ เช่น เบตา แอลฟา แกมมา และเดลตา

การผลิตยาโดยใช้เทคโนโลยีลักษณะนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ที่ผ่านมามีการวิจัยและพัฒนายารักษาทั้ง เช่น Trastuzumab ใช้รักษามะเร็งเต้านม Abciximab Panitumumab รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

เพจเฟซบุ๊กของ รจภ. อธิบายการให้ยาแอนติบอดีค็อกเทลไว้ว่า จะใช้วิธีหยดยาเข้าทางหลอดเลือดดำครั้งเดียว (single intravenous infusion) ในยาประกอบด้วยสารภูมิต้านทานที่พร้อมทำงานยับยั้งการติดเชื้อได้ทันที จากผลการศึกษาประสิทธิภาพของยาดังกล่าวพบว่าเหมาะสมต่อการใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง ซึ่งในประเทศไทยจะใช้ยานี้ในผู้ป่วยกลุ่มสีเหลืองและกลุ่มสีเขียวที่มีความเสี่ยงที่จะมีอาการหนัก ส่วนผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี และผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิดก่อนรับยา

ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ได้รับยาแอนติบอดีค็อกเทลอาจมีอาการข้างเคียงเช่นเดียวกับที่พบจากการฉีดยาอื่น ๆ ได้ เช่น ปฏิกิริยาการแพ้แบบรุนแรงและเฉียบพลัน (Anaphylaxis) หรือภาวะภูมิไวเกิน (Hypersensitivity) แต่มีโอกาสน้อยมาก

สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นหลังการรับยาแอนติบอดีค็อกเทล ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดภายใน 1 ชม. ได้แก่ ผื่นแพ้ อาการคล้ายไข้หวัด อาเจียน คลื่นไส้ ท้องเสีย ความดันต่ำ

ภาพประกอบการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เผยแพร่จากเพจเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 16 ก.ย.

โมโนโคลนอลแอนติบอดีในต่างประเทศ

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่อนุมัติการใช้ยาโมโนโคลนอลแอนติบอดีในภาวะฉุกเฉิน โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยยาชนิดนี้รักษาหลังจากที่เขาติดโควิด ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารย์อย่างหนัก เพราะขณะนั้นยังไม่มีการอนุมัติจากหน่วยงานภายใน

แต่ต่อมาในเดือน พ.ย. 2563 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ก็ได้ออกใบอนุญาตการใช้ในกรณีฉุกเฉิน สำหรับยาที่มีชื่อว่า คาซิริวิแมบและอิมเดวิแมบ ซึ่งเป็นค็อกเทลสูตรเดียวกับที่ไทยได้รับบริจาคมาจากเยอรมนี เพื่อใช้ร่วมกันในการรักษาผู้ป่วยอาการน้อยถึงปานกลาง ที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะอาการรุนแรง

โดยเอฟดีเอของสหรัฐฯ ให้ข้อมูลว่า ผลการทดลองทางคลินิกพบว่าแอนติบอดีค็อกเทลชนิดนี้ช่วยลดระยะการรักษาตัวในโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงได้

ประเทศอื่น ๆ ก็มีการใช้ยาโมโนโคลนอลแอนติบอดีเช่นกัน โดยมีชื่อทางการค้าที่แตกต่างกันไป เช่น อังกฤษใช้ชื่อทางการค้าว่าโรนาพรีฟ (Ronapreve) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยาสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อการรักษาและป้องกันโควิด-19 ในกว่า 20 ประเทศ และยังมีการอนุมัติใช้อย่างเต็มรูปแบบในประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก

………..

ข่าวBBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...