โรงแรม-ร้านอาหารล้นทะลัก ทุบเที่ยวภูเก็ตทรุดทั้งระบบ
ท่องเที่ยวภูเก็ตโอด ซัพพลายล้น “ห้องพัก-ร้านอาหาร” เปิดเพิ่มเกลื่อน ตัวการทุบตลาดรวมทรุดทั้งระบบ คาดอีก 5 ปีมีห้องพักใหม่ทะลักเข้าสู่ตลาดอีกว่า 1.5 หมื่นห้อง ระบุสารพัดปัจจัยลบรุมเร้าหนัก นักท่องเที่ยวยังไม่กลับมา-เศรษฐกิจโลกชะลอ แนะผู้ประกอบการเลิกพึ่งพานักท่องเที่ยวตลาดเดียว ด้าน ททท.ออกแรงหนัก หวังดึงตลาดอินเดีย-อาเซียนทดแทน
นายบิล บาร์เน็ต กรรมการผู้จัดการ ซีไนน์ โฮเทล เวิร์คส์ ตัวแทนสมาคมโรงแรมภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมในภูเก็ตกำลังเผชิญกับสถานการณ์ท้าทายอย่างมาก โดยเหตุการณ์เรือนักท่องเที่ยวล่มที่ภูเก็ตในช่วงต้นไตรมาส 3 ปี 2561 ที่ผ่านมา กลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของภูเก็ตอย่างชัดเจน บวกกับปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ รวมถึงปัจจัยจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบและทำให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวทั่วโลกชะลอการเดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปเป็นจำนวนมาก
ห้องพักล้นปัญหาใหญ่
นายบิล บาร์เน็ต กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ปัจจัยจากภูเก็ตในปัจจุบันที่ยังคงเป็นจังหวัดที่มีการลงทุนในด้านซัพพลายในธุรกิจท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งโรงแรม แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ และคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีจำนวนห้องพักเพิ่มเข้ามาในตลาดอีกไม่ต่ำกว่า 15,000 ห้อง จากตอนนี้ที่คาดการณ์กันว่ามีไม่ต่ำกว่า 100,000 ห้อง ก็จะยิ่งทำให้เกิดภาวะซัพพลายล้นอย่างหนัก
“สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบทเรียนของผู้ประกอบการและทุกภาค สำหรับภูเก็ตเองการพึ่งพิงนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียว หรือประเทศเดียว จะทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นกับธุรกิจและอุตสาหกรรมโดยรวม โดยช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงที่ดีมานด์ลดลงมากที่สุด และอัตราการเข้าพักที่ลดลงส่งผลต่ออัตรารายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) โดยรวมของโรงแรมในภูเก็ตลดลงประมาณ 12%”
กรรมการผู้จัดการซีไนน์ โฮเทลฯย้ำว่า หากภูเก็ตต้องการก้าวข้ามปัญหาอัตราการเข้าพักที่ลดลงในขณะนี้ รวมถึงปัญหาห้องพักล้นจากห้องพักใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดในอีก 5 ปี และมีแนวโน้มขาดผู้ใช้บริการ ภูเก็ตจำเป็นจะต้องปรับภาพลักษณ์และสร้างแบรนด์ใหม่ให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาภูเก็ตมุ่งจับกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปเป็นหลัก มีกลุ่มที่เดินทางแบบธุรกิจไม่มากนัก เนื่องจากภูเก็ตไม่ใช่เมืองไมซ์ซิตี้
“แม้หลายฝ่ายจะมองว่าตลาดอินเดียเติบโตมาก และอาจจะเข้ามาทดแทนตลาดจีนได้ แต่ปัจจุบันตลาดอินเดียยังมีฐานที่ต่ำมากและยังไม่ติดท็อป 5 ของต่างชาติที่นิยมเข้ามาท่องเที่ยวในไทยสูงที่สุดเมื่อปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวจากยุโรป และรัสเซีย จะยังคงกลับมาท่องเที่ยวภูเก็ตเหมือนเดิม” นายบิลกล่าว
หนักตั้งแต่ตลาดบนยันล่าง
นางหนึ่งฤทัย ธรรมประเสริฐ ผู้จัดการฝ่ายขายและประชาสัมพันธ์ โรงแรมศาลา หาดไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวภูเก็ตค่อนข้างเหนื่อย ทั้งตลาดบนและตลาดล่าง ไม่เว้นแม้แต่โรงแรมลักเซอรี่คล้ายกับเมื่อช่วงปี 2560 ประกอบกับความไม่แน่นอนจากหลาย ๆ ปัจจัย อาทิ เงินบาทที่แข็งค่า การชะลอของกรุ๊ปทัวร์ ทำให้ทุกโรงแรมต้องปรับค่าห้องพักลง และนำเสนอแคมเปญ โปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในช่วงโลว์ซีซั่น และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะถึงนี้จะเป็นอย่างไร เนื่องจากตลาดมีความผันผวนและมีปัจจัยเข้ามากระทบตลอดทั้งปี
ด้านนางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต ที่กล่าวในเรื่องนี้ว่า สาเหตุที่หลายฝ่ายมองว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวของภูเก็ตซบเซาลงมากนั้น หลัก ๆ เกิดจากซัพพลายที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาในภูเก็ต มีโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะห้องพักที่เพิ่มขึ้นกว่า 3,000 ห้อง ใน 6 เดือนแรกที่ผ่านมา และในจำนวนนี้ยังไม่รวมที่พักประเภทโฮสเทลและวิลล่าประเภทต่าง ๆ ที่ทยอยเปิดใหม่ตามความนิยมของนักท่องเที่ยว
ปัจจุบันจังหวัดภูเก็ตมีโรงแรมที่พักกว่า 1,800 แห่ง รวมประมาณกว่า 93,941 ห้อง ส่งผลให้อัตราการเข้าพักของโรงแรมในภูเก็ตโดยเฉลี่ยลดลงประมาณ 3.25% มาอยู่ที่ 76.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ททท.เร่งหาตลาดทดแทนจีน
นางกนกกิตติกากล่าวต่อไปว่า ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางกับกรุ๊ปทัวร์ยังไม่กลับมาเป็นปกติ และคาดว่าจะยังไม่กลับมาในจำนวนเดิมได้ในเร็ว ๆ นี้ ส่งผลให้สถิตินักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนสัดส่วนระหว่างกลุ่มเดินทางเองและกลุ่มทัวร์ไปเป็น 60 ต่อ 40 และที่ผ่านมา ททท.พยายามจะฟื้นคืนตลาดจีน และต้องการนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างจำนวนและรายได้ที่จะเกิดขึ้น แต่แพ็กเกจที่ออกแบบมาอย่างดีจะถูกเลียนแบบและนำไปขายในราคาที่ถูกกว่ามากอย่างรวดเร็ว ทำให้ยังไม่สามารถเรียกคืนตลาดได้อย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน ททท.ก็เร่งหาตลาดอื่น ๆ มาทดแทนตลาดจีนที่หายไป อาทิ อินเดีย และตลาดเพื่อนบ้านระยะใกล้ โดยเฉพาะตลาดอาเซียน แต่ยังติดปัญหาเรื่องสลอตการบินเข้าสู่สนามบินภูเก็ตที่มีไม่มากนัก รวมถึงพยายามจัดแคมเปญกระตุ้นตลาดทั้งในช่วงโลว์ซีซั่นและจัดอีเวนต์ตลอดทั้งปี เพื่อดึงนักท่องเที่ยวไทยเข้ามาท่องเที่ยวในภูเก็ตมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวของภูเก็ตโดยรวมในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน) ที่ผ่านมา ลดลงเพียงเล็กน้อย หรือประมาณ 2% โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 4,989,546 คน ลดลง 2.16% นักท่องเที่ยวชาวไทย 832,021 คน/ครั้ง เพิ่มขึ้น 0.12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ในแง่ของรายได้ยังเติบโตประมาณ 3% และมีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อวันเพิ่มขึ้น 7.11% คิดเป็น 7,796 บาท เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาภูเก็ตส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
“เชื่อว่าภูเก็ตจะรักษาจำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปีนี้ไว้ได้เท่ากับปีก่อน หรือประมาณ 14.3 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 10.3 ล้านคน และคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 2% จากแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ อาทิ สวนน้ำ ธีมปาร์ก หรืออะควาเรี่ยมต่าง ๆ ที่เปิดใหม่ อย่างไรก็จตาม คาดว่าเวลาปีเดียวอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการฟื้นการท่องเที่ยวภูเก็ตให้กลับมาเหมือนเดิม เพราะยังมีปัจจัยลบที่กดดันตลาดอยู่หลายเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า ค่าเงิน” นางกนกกิตติกากล่าว
อนึ่ง ตามรายงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต พบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2562 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าภูเก็ต รวม 2,436,434 คน นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าภูเก็ตสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 863,538 คน, รัสเซีย 377,451 คน, อินเดีย 123,199 คน, ออสเตรเลีย 97,196 คน และเกาหลีใต้ 81,230 คน ซึ่งตัวเลขนี้อาจไม่สอดรับกับสถิติของ ททท. เนื่องจากปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวที่บินสู่สนามบินอื่น ๆ ในภาคใต้ก่อนเดินทางสู่ภูเก็ตเป็นจำนวนมากขึ้น
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลยพิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat
หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!