MAJOR 2025 มุ่งสู่ 2 หมื่นล้านไม่หวั่นดิสรัปชั่น บุกเปิดโรงหนังครบ 77 จังหวัดทั่วไทย
หลังจากบรรดาแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต่างบุกหนักเข้าสู่ประเทศไทยใครๆต่างคาดคะเนว่า“โรงภาพยนตร์” จะเป็นอุตสาหกรรมต่อไปที่ถูกดิสรัปด้วยเทคโนโลยีแต่ปีนี้“เมเจอร์” เครือโรงหนังที่ใหญ่ที่สุดยืนยันว่าไม่มีผล! พร้อมประกาศแผนยาวถึงปี2025 บุกเปิดโรงหนังครบ77 จังหวัดลุยลงทุนคอนเทนต์ส่งออกต่างประเทศ
“วิชาพูลวรลักษณ์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด(มหาชน) น่าจะเป็นหนึ่งในผู้บริหารบริษัทไทยจำนวนไม่มากที่ยังยิ้มได้ในนาทีนี้ ด้วยผลประกอบการรอบ9 เดือน/2562 ของเมเจอร์ที่ทำได้8,354 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น15% แม้ว่าบรรทัดสุดท้าย กำไรสุทธิ906 ล้านบาทนั้นจะลดลง11.6% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม วิชายังมั่นใจในไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งจะมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อีกเรื่องคือFrozen 2 เข้าฉาย รวมถึงหนังไทยอีก2 เรื่องที่น่าจะเรียกกระแสผู้ชมเข้าโรงได้มาก
วิชาสรุปการดำเนินงานปี2562 เชื่อว่าจนถึงสิ้นปีบริษัทจะทำรายได้เติบโต15% หรือราว1.2 หมื่นล้านบาท และมีการขยายโรงหนังเมเจอร์รวมทั้งสิ้น169 สาขา810 โรง183,958 ที่นั่ง ตัวเลขเหล่านี้จะทำให้เมเจอร์ได้รับรายได้ทั้งค่าตั๋ว ค่าโฆษณา และค่าอาหาร-เครื่องดื่มที่จำหน่ายหน้าโรงเพิ่มขึ้นตามการลงทุน
MAJOR 2025 ไปให้ครบทุกจังหวัด
วิชายังกล่าวต่อถึงแผนบริษัทMAJOR 2025 ที่คาดว่าจะทำให้รายได้ขึ้นไปแตะ2 หมื่นล้านบาท โดยมีกลยุทธ์หลักๆ คือ การขยายโรงภาพยนตร์สู่ต่างจังหวัดและต่างประเทศ, เทคโนโลยี และร่วมทุนสร้างคอนเทนต์ภาพยนตร์
สำหรับจำนวนโรงภาพยนตร์ของเมเจอร์ตั้งเป้าไปให้ถึง1,200 โรง ครบทั้ง77 จังหวัดทั่วไทย เริ่มต้นจากปี2020 จะเปิดเพิ่ม30 โรง ไปกับห้างสรรพสินค้าต่างๆ เช่น เมเจอร์ ซีนีมา โลตัส หาดใหญ่ สงขลา, เมเจอร์ ซีนีมาMark 4 แพร่, เมเจอร์ ซีนีมา โลตัส พะเยา เป็นต้น
ปัจจุบันเมเจอร์เปิดโรงหนังไปแล้ว60 จังหวัด บางจังหวัดลงไปถึงระดับตำบล อีก17 จังหวัดที่บริษัทยังไม่มีการก่อตั้งสาขา ได้แก่ แม่ฮ่องสอน แพร่ กาฬสินธุ์ บึงกาฬ เลย สุรินทร์ อำนาจเจริญ ชัยนาท อุทัยธานี นครนายก สมุทรสงคราม ตราด ภูเก็ต ตรัง ยะลา นราธิวาส ปัตตานี
[caption id="attachment_1253996" align="aligncenter" width="453"]
“วิชา พูลวรลักษณ์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)[/caption]
“เรามีlesson learn มาแล้วว่าการทำโรงหนังต่างจังหวัดต้องต่างจากกรุงเทพฯคือต้องทำโรงไซส์เล็กลงทุนโรงละ6 ล้านบาทเป็นงบครึ่งหนึ่งของโรงลักชัวรีในกรุงเทพฯเช่นที่ไอคอนสยามมีการลงทุนโรงละ10-12 ล้านบาทและสาขาต่างจังหวัดลง1-3 โรงต่อสาขาก็เพียงพอและเหมาะสมกับจำนวนลูกค้า”วิชาแจกแจง
กลยุทธ์บุกต่างจังหวัดด้วยโรงหนังเล็กเป็นสิ่งที่เมเจอร์ดำเนินการมาพักใหญ่ ซึ่งปีนี้วิชากล่าวว่ารายได้จากโรงต่างจังหวัดจะเริ่มพลิกกลับมามากกว่ารายได้จากโรงหนังในกรุงเทพฯ ต่างจากในอดีตที่รายได้จากโรงต่างจังหวัดคิดเป็น30% เท่านั้น
นอกจากนี้ยังสนใจเปิดโรงหนังในต่างประเทศเพิ่ม จากปัจจุบันบุกสู่ สปป.ลาว และกัมพูชาไปแล้วรวม8 สาขา39 โรง วิชามองเป้าหมายต่อไปเป็น“เมียนมา” ที่มีประชากรมากกว่าไทยและตลาดยังเป็นโรงหนังแบบสแตนด์อะโลน แต่ต้องรอความพร้อมของรัฐเมียนมา พาร์ทเนอร์เจ้าของที่ดินหรือศูนย์การค้า และความซับซ้อนทางกฎหมาย
MAJOR 5.0 คว้าทุกเทคโนโลยีเอาใจลูกค้า
กลยุทธ์ต่อมาคือการใช้เทคโนโลยีสร้างทั้งความสะดวก คุณภาพ ความตื่นตาตื่นใจแปลกใหม่ให้ลูกค้า โดยความสะดวกที่สำคัญคือขั้นตอนซื้อตั๋ว เมเจอร์ต้องการเป็นโรงหนัง‘Mobile First’ ให้แอพพลิเคชั่นสามารถจองตั๋ว จ่ายค่าตั๋วเชื่อมได้ทุกระบบเพย์เมนท์ และรับตั๋วในแอพฯ เดินเข้าโรงได้เลย ซึ่งเมเจอร์จัดการหลังบ้าน เชื่อมต่อข้อมูลสู่ระบบคลาวด์โดยAWS ไปแล้วเพื่อรับรองว่าระบบจะไม่ล่มแม้มีคนเข้าจองล้นหลาม
[caption id="attachment_1191978" align="alignnone" width="700"]
โรงหนัง e-Sports Cinema ของเมเจอร์[/caption]
หลังรับตั๋วแล้วตัวโรงหนังเองก็ต้องมีนวัตกรรมทันสมัย ที่ผ่านมาเมเจอร์มีการพัฒนาโรงหนังที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดหรือเป็นโรงหนังเฉพาะกลุ่มมาตลอด เช่น โรง4DX , จอหนังแบบLED ให้ความละเอียด4K, โรงสำหรับเด็กKids Cinema, โรงe-Sports Cinema ซึ่งเมเจอร์จะยังดำเนินการต่อเนื่อง ในปีหน้าจะมีการฉายหนังแบบGLS (Giant Laser Screen) จอใหญ่พิเศษความชัดระดับ4K พร้อมระบบเสียง3 มิติรอบทิศทาง ลงทุนใน6 สาขา คือ เอสพลานาด งามวงศ์วาน-แคราย, เมกา ซีนีเพล็กซ์, พรอมานาด ซีนีเพล็กซ์, เมเจอร์ฯ บางแค, เมเจอร์ฯ รังสิต และ โคราช ซีนีเพล็กซ์
“เราต้องทำให้คนรู้สึกว่าการออกมาดูหนังนอกบ้านมีความสุข ถ้าลูกค้าต้องต่อคิวจะทำให้การมาดูหนังเป็นความลำบาก” วิชากล่าว “สิ่งที่เราต้องconcern ไม่ใช่สตรีมมิ่งแพลตฟอร์มเพราะถ้าจะดูหนังก่อนใครยังต้องมาที่โรงหนังเรื่องที่ต้องระวังคือไลฟ์สไตล์คนมากกว่าที่น่ากลัวคือคนไม่ออกจากบ้านดังนั้นการเดินทางมาดูหนัง3-4 ชั่วโมงของลูกค้าต้องคุ้มค่า”
“คอนเทนต์” แหล่งรายได้สำคัญ
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เมเจอร์กำลังปั้นอย่างเต็มที่คือ“คอนเทนต์” โดยวางนโยบายจับมือพันธมิตรสร้างภาพยนตร์ปีละ15-20 เรื่อง ที่ลงจอไปแล้วเช่น ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก, แสงกระสือ, เฟรนด์โซน, นาคี2 จะเห็นได้ว่าบริษัทเปิดกว้างจับมือกับทุกบริษัทที่สนใจ และเริ่มเป็นพันธมิตรกับบริษัทต่างประเทศแล้วทั้งค่ายหนังจากจีน หรือล่าสุดจับมือค่ายCJ ของเกาหลีใต้เพื่อสร้างภาพยนตร์เรื่องCracked
วิสัยทัศน์ที่วิชามองเห็นคือ แม้ว่าปีนี้ภาพยนตร์ทั้ง15 เรื่องที่เมเจอร์มีหุ้นส่วนอยู่20% รวมแล้วเพิ่งถึงจุดคุ้มทุน และมีสัดส่วน5-10% ในรายได้รวมบริษัท แต่ในปี2025 เชื่อว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น15-20% ในรายได้รวม และเห็นโอกาสการขายทั้งในไทยและต่างประเทศ
[caption id="attachment_1253997" align="aligncenter" width="552"]
คอนเทนต์ภาพยนตร์ไทยที่เมเจอร์มีส่วนร่วมเป็นผู้ถือหุ้น[/caption]
“ปัจจุบันเมเจอร์มีรายได้จากหนังที่เข้าฉาย เป็นหนังไทย25% เท่านั้น เราต้องการผลักดันให้ไปถึง50% แปลว่าหนังไทยควรจะมีฉายปีละอย่างน้อย52 เรื่องหรือเฉลี่ยเข้าโรงสัปดาห์ละครั้ง และต้องมีคุณภาพ โดยมีงบลงทุนเฉลี่ย1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อเรื่อง”
นอกจากตลาดไทยแล้วหนังไทยสามารถเข้าฉายโรงเพื่อนบ้านได้ โดยเฉพาะCLMV ที่ตอบรับวัฒนธรรมไทย แต่จะได้รับรายได้เพิ่มต้องเจรจาสัญญาใหม่ จากเดิมที่เป็นระบบ‘Flat Fee’ คือจ่ายเงินก้อนมูลค่าต่ำเพื่อซื้อสิทธิ์ขาด เป็นระบบ‘Revenue Share’ แบ่งเปอร์เซ็นต์จากค่าตั๋วที่ขายได้จริงซึ่งมีโอกาสทำรายได้มากกว่า รวมถึงการเปิดแหล่งรายได้ใหม่จาก การขายเข้าสตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม เช่นNetflix, ช่องโทรทัศน์, ความบันเทิงบนสายการบิน ซึ่งขณะนี้หนังไทยสามารถเรียกค่าลิขสิทธิ์จากNetflix ได้เฉลี่ยเรื่องละ5-6 แสนเหรียญสหรัฐฯ บางเรื่องสูงถึง1 ล้านเหรียญ
ขณะที่เป้าหมายใหญ่ของวิชาในการทำตลาดคอนเทนต์คือ "ฝ่ากำแพงเมืองจีน" ด้วยตลาดภาพยนตร์จีนมูลค่าสูงถึงปีละ4 แสนล้านบาท จากหนังที่เข้าฉายปีละ700 เรื่อง ทำให้เมเจอร์ต้องการจะส่งคอนเทนต์เข้าไปบ้าง โดยเริ่มต้นแล้วจากการจับมือพันธมิตรค่ายหนังจีน จะทำให้หนังที่เมเจอร์มีหุ้นส่วนได้บัตรผ่านเข้าไปฉายในจีนง่ายกว่าการเข้าไปในฐานะหนังไทยตามระบบเซ็นเซอร์ของรัฐบาลจีน
2025 ของเมเจอร์จึงจะเป็นทั้งผู้ผลิตจัดจำหน่ายและหน้าร้านวางขายของวงการภาพยนตร์!!