โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุรชาติ บำรุงสุข | หมดเวลาซื้ออาวุธแบบเก่า! บทเรียน 14 กันยายน 2019

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 พ.ย. 2562 เวลา 04.35 น. • เผยแพร่ 07 พ.ย. 2562 เวลา 04.35 น.

“เมื่อข้าพเจ้าถามผู้เชี่ยวชาญค้าอาวุธของเพนตากอนว่าพวกเขากลัวอะไร คำตอบไม่ใช่หุ่นยนต์สงครามของรัสเซีย แต่เป็นโดรนเชิงพาณิชย์ราคาถูก [ดังนั้น] เรากำลังอยู่ในโลกที่ทุกคนสามารถเข้าถึงอาวุธที่สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเองโดยอิสระ ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากโลกที่กองทัพที่ก้าวหน้าเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างอาวุธเหล่านี้ได้”

Paul Scharre, Army of None (2018)

เหตุการณ์การโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียด้วยโดรนในช่วงตีสามเศษของวันที่ 14 กันยายน 2019 กลายเป็นความท้าทายสำหรับนักการทหารทั่วโลก

ระบบอาวุธสมรรถนะสูงที่ถูกซื้อเข้าประจำการเพื่อการป้องกันประเทศ กลับไม่มีขีดความสามารถในการป้องกันอย่างที่คาด

หรือกล่าวสรุปในเบื้องต้นได้ว่า ระบบอาวุธ “ราคาแพง” กลับไม่สามารถรับมือกับการโจมตีของอาวุธ “ราคาถูก” ได้

สถานการณ์จริงในวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบแพตทริออต (The Patriot surface-to-air missiles) ซึ่งเป็นระบบอาวุธสมรรถนะสูง ที่ซาอุดีอาระเบียซื้อจากสหรัฐอเมริกาด้วยราคามหาศาลนั้น ไม่สามารถทำลายโดรนที่บินเข้ามาโจมตีบ่อน้ำมันที่ Khurais และ Abqaiq ได้เลย

จนไม่น่าเชื่อว่าโดรนที่เป็นอาวุธราคาถูก และไม่ได้มีระดับเทคโนโลยีสูงกลับสร้างอำนาจการทำลายเป้าหมายอย่างที่เราไม่คาดคิดมาก่อน

โดยเฉพาะการใช้โดรนในการโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ที่ระบบการป้องกันแบบเก่าอาจจะไม่สามารถปกป้องได้ทั้งหมด

ข้อคิด

โดรน (drone) หรือในชื่อเดิมที่เรียกกันคือ “อากาศยานไร้คนขับ” (unmanned aerial vehicles หรือชื่อย่อที่คุ้นเคยกันคือ UAVs) ที่ในชีวิตสังคมพลเรือนอาจจะเป็นดังของเล่น โดยเฉพาะการใช้ถ่ายภาพทางอากาศ

แต่ในทางทหาร โดรนโดยทั่วไปใช้ในภารกิจของการลาดตระเวนทางอากาศ และต่อมาหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 โดรนถูกนำมาใช้ในการล่าสังหาร

จนในวันนี้ภารกิจของโดรน

ขยายเป็นการโจมตีทางอากาศดังเหตุการณ์ในวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา

การโจมตีครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ระบบอาวุธราคาถูกและเทคโนโลยีต่ำสามารถสร้างผลตอบแทนทางทหารในการโจมตีได้อย่างมาก ในขณะเดียวกันระบบอาวุธราคาแพงและเทคโนโลยีสูงกลับไม่สามารถทำหน้าที่ที่ถูกออกแบบไว้

ในด้านหนึ่ง เราอาจตอบด้วยสมรรถนะของแพตทริออตว่า ระบบป้องกันทางอากาศชุดนี้ไม่ได้ออกแบบเพื่อป้องกันโดรน

แต่ใช้เพื่อป้องกันการโจมตีของเครื่องบินรบข้าศึก หรือการโจมตีด้วยจรวด ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มีการบินในระดับสูง

แต่โดรนบินในระดับต่ำ ทำให้เรดาร์ของระบบป้องกันทางอากาศไม่สามารถตรวจจับได้

ลักษณะเช่นนี้ทำให้โดรนกลายเป็นอาวุธที่สามารถหลบการจับจากเรดาร์ของข้าศึก

กลุ่มฮูติซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน น่าจะเห็นประโยชน์จากขีดความสามารถเช่นนี้ จึงใช้โดรนในภารกิจโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบีย

และกลุ่มนี้เคยใช้โดรนโจมตีสนามบินพลเรือนทางตอนใต้ของประเทศมาก่อนแล้วในวันที่ 2 กรกฎาคม แม้จะไม่ก่อความเสียหายขนาดใหญ่ แต่ก็เป็นเหมือน “การซ้อมรบ” ที่พิสูจน์ว่า โดรนสามารถใช้ในภารกิจโจมตีเป้าหมายที่สำคัญของข้าศึกได้

การโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันด้วยโดรนส่งผลกระทบทางยุทธศาสตร์อย่างมาก เพราะการโจมตีดังกล่าวทำให้การผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบียชะงักลงเกือบครึ่งหนึ่ง

กล่าวคือ อำนาจการผลิตลดลง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากอำนาจการผลิตทั้งหมด 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือกระทบประมาณร้อยละ 5 ของการผลิตน้ำมันของโลก และบ่อน้ำมันที่ Abqaiq นั้น ถือเป็นบ่อน้ำมันที่สำคัญที่สุดของประเทศ หรือบ่อนี้เป็นดัง “หัวใจ” ของซาอุดีอาระเบีย และเป็นบ่อน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลก

รัฐบาลริยาดตระหนักดีว่าบ่อน้ำมันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะที่ Abqaiq ซึ่งจะมีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และมีระบบระวังป้องกันอย่างดี

การโจมตีที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางในการป้องกัน แม้จะมีระบบป้องกันทางอากาศสมรรถนะสูง แต่ก็พิสูจน์จากสถานการณ์จริงว่า การป้องกันโครงสร้างพื้นฐานของการผลิตน้ำมันเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

ซึ่งการป้องกันในเรื่องนี้อาจจะต้องคิดทบทวนใหม่ แม้กระทั่งในระดับของการป้องกันคลังน้ำมัน ตลอดรวมถึงสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์จากการโจมตีของผู้ก่อการร้าย ที่อาจจะใช้โดรนเป็นเครื่องมือของการก่อเหตุต่อเป้าหมายดังกล่าวได้อย่างง่ายๆ

ข้อทบทวน

การโจมตีทางอากาศของโดรนครั้งนี้ ไม่แต่เพียงทำให้บรรดา “นักอาวุธนิยม” ที่เชื่อมั่นแนวทางในการแก้ปัญหาทางทหารด้วยการซื้ออาวุธสมรรถนะสูงและราคาแพง อาจจะต้องคิดทบทวนใหม่หมด

เพราะการลงทุนด้วยการซื้ออาวุธราคาแพงอย่างไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าอาวุธทั้งหลายที่ซื้อเป็นจำนวนมากด้วยมูลค่ามหาศาลจากงบประมาณของประเทศนั้น จะใช้เพื่อตอบโต้/ป้องกันภัยคุกคามแบบใด

การลงทุนจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์ที่มีมูลค่าสูง อาจจะทำให้ทำเนียบกำลังรบของประเทศมีอาวุธใหม่เพิ่มขึ้น แต่อาจจะมิได้มีนัยที่บ่งชี้ให้เห็นถึงขีดความสามารถที่เพิ่มมากขึ้นในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของภัยคุกคามแต่อย่างใด อีกทั้งรัฐบาลและผู้นำทหารควรจะต้องตระหนักว่า สงครามได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากความเชื่อและความคุ้นเคยของพวกเขาไปอย่างมาก ความคุ้นชินกับสงครามในแบบเก่าจะไม่ช่วยให้เกิดขีดความสามารถในการป้องกันประเทศแต่อย่างใด

การโจมตีแหล่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียสะท้อนให้เห็นว่า ภัยคุกคามในเบื้องต้นอาจจะไม่ได้ถูกยกระดับขึ้น หากแต่เห็นได้ชัดว่ารูปแบบของภัยคุกคามเปลี่ยนไปจากความคุ้นเคย แต่เดิมอาจจะมองว่าการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันอาจจะมาจากจรวดหรือเครื่องบินรบ แต่เมื่อการโจมตีเกิดจากโดรนแล้ว เห็นได้ทันทีว่า ระบบป้องกันทางอากาศของซาอุดีอาระเบียกลับไม่สามารถรับมือได้จริง และนอกจากระบบป้องกันจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้จริงแล้ว สิ่งสำคัญมากกว่าก็คือ นักการทหารของซาอุดีอาระเบียอาจจะมองไม่เห็นถึงภัยคุกคามของโดรน แม้จะเคยเกิดเหตุโจมตีสนามบินมาแล้วก็ตาม

เมื่อขาดวิสัยทัศน์ที่มองไม่เห็นถึงการมาของภัยคุกคามแบบใหม่ ระบบป้องกันแบบเดิมที่แม้จะมีสมรรถนะสูงก็ด้อยค่าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะระบบไม่สามารถทำหน้าที่ตามความต้องการได้จริง

ข้อเตือนใจ

การคิดแต่จะซื้อยุทโธปกรณ์ในแบบ “นักช้อปปิ้ง” ที่ถูกครอบงำด้วย “ลัทธิบริโภคอาวุธนิยม” และไม่เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงของสงคราม อาจจะไม่นำไปสู่อะไรเลย เว้นแต่จะทำให้ “ธุรกิจอาวุธ” ในประเทศนั้นเฟื่องฟูมากขึ้นจากการใช้งบประมาณทหารแบบ “ไร้วิสัยทัศน์”

การจัดหาเช่นนี้นอกจากจะไม่ตอบสนองต่อการป้องกันประเทศแล้ว ยังอาจส่งผลให้เกิดการซื้ออาวุธแบบไม่มีจุดจบในตัวเอง บนพื้นฐานความเชื่อว่า “ประเทศยิ่งมีอาวุธมาก ยิ่งปลอดภัยมาก” ซึ่งพิสูจน์มาในหลายกรณีแล้วว่า ไม่จริง

โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อ จนกลายเป็นปัญหา “arms scandal” ที่เกิดในหลายๆ ประเทศ

สถานการณ์ในวันที่ 14 กันยายน ชี้ให้เห็นอย่างน่าสนใจว่า ระบบอาวุธสมรรถนะสูงราคาแพงที่เป็นความคาดหวังในการป้องกันประเทศนั้น อาจจะไม่มีขีดความสามารถในการป้องกันการโจมตีของอาวุธเทคโนโลยีต่ำ ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบอาวุธ “ไฮเทคราคาแพง” ด้อยค่าลงอย่างน่าเสียดาย ดังกรณีของระบบป้องกันทางอากาศแบบแพตทริออตที่ทันสมัย เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีของโดรน ที่เป็นอาวุธ “โลว์เทคราคาถูก” และมีขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ได้

การโจมตีครั้งนี้พิสูจน์ด้วยการทำลายขีดความสามารถในการผลิตน้ำมันของรัฐเป้าหมายลงได้เกือบครึ่งหนึ่ง… ราคาของโดรนที่ใช้ในการโจมตีเทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าที่สูญเสียจากการโจมตีที่เกิดขึ้น ผลที่เกิดขึ้นทำให้ต้องคิดเรื่อง “เศรษฐศาสตร์การสงคราม” ใหม่ จนอาจสรุปว่า “อาวุธราคาถูกสามารถก่อความเสียหายราคาแพงได้”…

สงครามไม่ได้รบชนะด้วยอาวุธราคาแพงเท่านั้น

ข้อกังวล

ความน่ากลัวมากขึ้นก็คือ หากผู้ก่อการร้ายจะเปิดการโจมตีเมือง หรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญด้วยโดรน ซึ่งจะทำให้ “สงครามอสมมาตรของโดรน” (asymmetric drone warfare) เป็นอีกปัญหาที่สำคัญในอนาคต

นอกจากนี้ อาจคาดได้ว่า ความสำเร็จในการโจมตีบ่อน้ำมันของซาอุดีอาระเบียครั้งนี้ จะกลายเป็นตัวแบบให้ตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐเลียนแบบการเปิดการโจมตีด้วยโดรนในอนาคตเช่นกันด้วย ผลเช่นนี้จะทำให้ฝ่ายเจ้าหน้าที่มีความยากลำบากในการระวังป้องกันการก่อการร้ายในเมืองมากขึ้น

หรือในอีกด้านโดรนติดอาวุธในอนาคตจะเป็นผลจากการลอกเลียนแบบเหตุการณ์โจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะความคุ้มค่าจากปฏิบัติการ

และยังเลียนแบบจากความสำเร็จของโลกตะวันตกหลังจากปฏิบัติการของสหรัฐในอัฟกานิสถานและในอิรัก ที่มีการใช้โดรนอย่างกว้างขวาง

ดังจะเห็นได้ว่าโดรนกลายเป็นอุปกรณ์หลักทางทหารที่ใช้ต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลจากความสำเร็จดังกล่าวทำให้กลุ่มก่อการร้ายหลายกลุ่มในปัจจุบันให้ความสนใจกับการใช้โดรนมากขึ้น

ดังนั้น การก่อการร้ายด้วยโดรนจะเป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่สำคัญในอนาคตอย่างแน่นอน

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มก่อการร้ายเองก็พยายามอย่างมากที่จะลดความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีของโดรน พวกเขายอมรับว่าปฏิบัติการของโดรนมีประสิทธิภาพอย่างมากในการล่าสังหารและโจมตี ถึงกับอุซามะฮ์ บิน ลาดิน ต้องออกจดหมายเตือนภัยจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีของสหรัฐที่จะติดตามและสังหารนักรบของกลุ่มอัลกออิดะฮ์

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะเห็นความพยายามของกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ที่ศึกษาเรื่องของโดรน ทั้งในความหมายของการใช้ประโยชน์ ขณะเดียวกันก็หามาตรการในการป้องกันการโจมตีของโดรนด้วย โดยเฉพาะการล่าสังหารจากโดรน

สำหรับกลุ่มติดอาวุธแล้ว โดรนกำลังกลายเป็นทางเลือกใหม่ของการก่อการร้าย ฝ่ายตะวันตกเองจึงพยายามอย่างมากที่จะแสวงหามาตรการในการต่อต้านการก่อการร้ายด้วยโดรน

ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง

ข้อพิจารณา

ตัวอย่างที่เริ่มชี้ให้เห็นถึงขีดความสามารถของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐในการใช้ปฏิบัติการโดรน เกิดในเดือนตุลาคม 2016 เมื่อกลุ่มรัฐอิสลามได้ใช้โดรนติดระเบิดในการสังหารนักรบชาวเคิร์ดสองนาย และยังทำให้หน่วยรบพิเศษของฝรั่งเศสบาดเจ็บอีกสองนายด้วย

ตัวอย่างของปฏิบัติการ เช่น กลุ่มนี้ยังใช้โดรนในการลวง ด้วยการปล่อยให้โดรนถูกยิงตก แต่เป็นโดรนที่ติดระเบิด และเมื่อนักรบชาวเคิร์ดนำโดรนดังกล่าวกลับไปยังฐานที่มั่นของตน นักรบของฝ่ายรัฐอิสลามก็จะระเบิดโดรนดังกล่าว

หรือกลุ่มฮูติที่เป็นผู้อ้างความรับผิดชอบในการโจมตีบ่อน้ำมันในวันที่ 14 กันยายน ได้เคยใช้โดรนโจมตีสนามบินพลเรือน Abha ในภาคใต้ของซาอุดีอาระเบีย (อยู่ใกล้กับพรมแดนของเยเมน) มาแล้วในวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา แม้จะไม่ก่อความเสียหายใหญ่ แต่ก็ทำให้พลเรือนบาดเจ็บ 9 คน (การโจมตีสองครั้งก่อนหน้านี้จะใช้จรวด)

ก่อนการโจมตีบ่อน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย คณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงของสหภาพยุโรป (The EU Security Commission) ได้แสดงความกังวลว่า เมืองในยุโรปอาจถูกก่อการร้ายด้วยโดรน (ดูใน DW Website, 3 สิงหาคม 2019) โดยเฉพาะการใช้โดรนเพื่อก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพ (คือใช้โดรนทำ biological attack) ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นความน่ากลัวอย่างมาก

ต่อมาในวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา มีการจับกุมบุคคลที่เป็นผู้สนับสนุนกลุ่มรัฐอิสลามที่เป็น “หมาป่าตัวเดียว” และวางแผนก่อเหตุด้วยโดรน

เชื่อว่าเขาเตรียมการโจมตีค่ายทหารในอังกฤษ ซึ่งหากกรณีนี้เกิดจริง จะเป็น “หมาป่าที่ใช้โดรน” เป็นกรณีแรกของการก่อการร้าย (ดูใน BBC News, 18 กันยายน 2019)

ดังนั้น หากพิจารณาเรื่องภัยคุกคามจะเห็นได้ในสองบริบทคือ โดรนในฐานะเครื่องมือสงครามของรัฐ ดังเช่นที่สหรัฐใช้ในอัฟกานิสถานและอิรัก และโดรนที่เป็นเครื่องมือใหม่ของการก่อการร้าย ซึ่งทำให้การรับมือกับ “สงครามอสมมาตรของโดรน” มีความยุ่งยากมากขึ้น

ความสำเร็จของการโจมตีในวันที่ 14 กันยายน กำลังกลายเป็นตัวแบบล่าสุดของ “สงครามโดรน” ให้ทั้งกับรัฐและตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐด้วย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...