โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ ของชาวนาต้นแบบ

เทคโนโลยีชาวบ้าน

เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2561 เวลา 07.58 น.

“ข้าว” เป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีมีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ประเทศไทยมีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว และคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้าวไทยกลายเป็นสินค้าขายดี  อุตสาหกรรมข้าวไทยในเวทีตลาดโลกต้องเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น  ภาครัฐจึงจำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมข้าวไทยโดยส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพดี ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  นำนวัตกรรมใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน ควบคู่กับเพิ่มผลผลิต ส่งเสริมการแปรรูปข้าวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

“ โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตข้าวไทยสู่ตลาดโลก ” ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เป็นอีกแนวทางที่จะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยอาศัยกลุ่มเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการผลิตและการตลาด มาถ่ายทอดแนวคิด บทเรียนการตลาด  วิธีการบริหารจัดการแปรรูปข้าวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้แก่เกษตรกรและชาวนารุ่นใหม่ได้นำความรู้ที่ได้ไปทดลองปรับใช้ในไร่นาของตัวเอง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันข้าวไทยในเวทีตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศยกย่อง “ เกษตรกรต้นแบบ ” เป็นรายภาค ประกอบด้วยเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบภาคเหนือ ได้แก่  “ ดร.ตะวัน ห่างสูงเนิน ” ผู้นำแนวคิด “ Rainbow Farm ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์จากการเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมอย่างยั่งยืน ”  ส่วนเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบภาคกลางคือ “ อาจารย์เชาว์วัช หนูทอง ” เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษละโว้ธานี จังหวัดลพบุรี   สำหรับเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบภาคอีสานมี 2 ท่านได้แก่ “ คุณบุญมี สุระโคตร ” วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง อ.ราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ และ  “ คุณสุวรรณ สิมมา ” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนน้ำอ้อม อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร  เครือข่ายเกษตรกรต้นแบบภาคใต้ คือ  “ ผู้ใหญ่นัด อ่อนแก้ว ”ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลาง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

* “ ผู้ใหญ่นัด อ่อนแก้ว ”  พัฒนา “ ข้าวสังข์หยด” ขายดีติดตลาด *

“ ข้าวกล้องพันธุ์สังข์หยด” เมล็ดเรียวเล็ก ที่มีเยื่อหุ้มสีแดงอมน้ำตาล  คุณค่าทางโภชนาการสูง และมีรสชาติหอมนุ่มอร่อย ว่าเป็นสินค้าขายดีติดตลาดทั้งประเทศและส่งออก  จุดเริ่มต้นของ “ ข้าวสังข์หยด ” เป็นเพียงข้าวพื้นเมืองภาคใต้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณบ้านเขากลาง จังหวัดพัทลุง ที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสังข์หยดประสบปัญหาเรื่องการผลิตและการตลาด เพราะได้ผลผลิตน้อย แต่มีต้นทุนการผลิตสูง แถมขายข้าวไม่ได้ราคา  ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ไม่พอเพียงสำหรับดูแลครอบครัว

ผู้ใหญ่นัด อ่อนแก้ว แกนนำชุมชนบ้านเขากลาง ต.ปันแต อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงเสนอจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นเมื่อปี 2534 และจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในปี 2548  เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบริหารจัดการเก็บรวบรวมผลผลิตกันเอง และสร้างอำนาจต่อรองราคาสินค้ากับพ่อค้าคนกลางรวมทั้งสร้างโรงเรือนเก็บข้าวเปลือก สร้างโรงสีข้าวระบบ GMP ขนาด 12 ตัน/วัน ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้บริหารจัดการสินค้าอย่างเป็นระบบมากขึ้น

สินค้าข้าวสังข์หยด ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ แห่งนี้ มีคุณภาพมาตรฐานมากระดับสากลเพราะผลิตในระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติการทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (Good Agriculture Practice: GAP)  ภายใต้การดูแลควบคุมของศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ทำให้สินค้าจากชุมชนแห่งนี้ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคในวงกว้าง  ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลางมีพื้นที่ปลูกข้าวสังข์หยดอินทรีย์กว่า 100 ไร่  ปัจจุบันสินค้าของกลุ่มฯ ส่งขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น จีน มาเลเซีย และยุโรป ฯลฯ หากใครสนใจเยี่ยมชมกิจการข้าวสังข์หยดของกลุ่มฯ สามารถติดต่อ ผู้ใหญ่นัด อ่อนแก้ว ที่เบอร์โทร. 087-2866446   ได้ตลอดเวลา

 เชาว์วัช หนูทอง ต้นแบบเทคโนโลยีการปลูกข้าว “ นาโยน”

อาจารย์เชาว์วัช หนูทอง เป็นอดีตอาจารย์วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี ที่ต้องการดำเนินชีวิตแบบพึ่งพาตัวเอง เพราะวิถีชีวิตผูกพันกับการเกษตรมาตลอดแถมรับประทานอาหารมังสวิรัติมาตั้งแต่อายุ 19 ปี ทำให้อาจารย์เชาว์วัช ตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีตกค้างจากการทำเกษตรโดยเฉพาะการทำนาข้าว ประกอบกับอาจารย์มีพื้นเพเป็นลูกชาวนา จึงผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรทำนาข้าวอินทรีย์ และปลูกผักอินทรีย์เต็มตัว โดยมุ่งหวังผลิตข้าวคุณภาพดี ปลอดสารพิษให้คนไทยได้รับประทาน

การทำนาของอาจารย์ไม่ธรรมดา เพราะก่อนปลูกข้าว อาจารย์จะปูพรมให้ผืนนาก่อน ซึ่งพรมกลายเป็นตัวช่วยขจัดวัชพืชในแปลงนา และช่วยบำรุงดินโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายแถมได้  ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นด้วย  นอกจากนี้อาจารย์ยังเป็นต้นแบบในการนำเสนอเทคโนโลยีการปลูกข้าวแบบใหม่ที่เรียกว่า นาโยนแบบเกษตรอินทรีย์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ช่วยประหยัดต้นทุน ทั้งเรื่องของเมล็ดพันธุ์ข้าว และแรงงาน ไม่ต้องใช้สารเคมี เพราะนาโยนกล้าสามารถควบคุมหญ้าได้ ลดเวลาการปลูกข้าวน้อยลงถึง 15 วันช่วยให้เก็บเกี่ยวเร็วขึ้น หลังการเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ที่ได้จะมีความสมบูรณ์ สวยงาม ขายได้ราคาดี

ปัญหาขาดแคลนแรงงานทำนา ทำให้อาจารย์เกิดแนวคิดการทำนาในที่ร่ม และทำนาช่วงกลางคืน โดยเพาะต้นกล้าข้าวในโรงเรือนและนำถาดเพาะต้นกล้าไปอนุบาลไว้กลางแจ้ง เปิดสปริงเกอร์รดน้ำเช้า – เย็น เมื่อครบ 15 วัน จึงยกถาดต้นกล้าข้าวออกจากแปลงอนุบาล แล้วถอนต้นกล้าออกจากถาด ใส่ไว้ในตะกร้า ตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงเช้าวันใหม่  จึงค่อยนำกล้าข้าวไปโยนในแปลงนาที่เตรียมดินไว้ “ทำนากลางคืน” ช่วยให้การทำนาเป็นเรื่องง่ายขึ้น เพราะชาวนาไม่ต้องทนเหนื่อยทำงานตากแดดในช่วงกลางวันอีกต่อไป

อาจารย์เชาว์วัช ได้รับการยกย่องว่าเป็น “วิศวกรชาวนา” เพราะได้นำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการทำนา เช่น สร้างเครื่องดำนาโดยใช้แรงงานเพียงคนเดียวปลูกข้าวได้มากกว่า 10 ไร่ รวมถึงประดิษฐ์เครื่องอัดก๊าซชีวภาพ เครื่องทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด และเตาน้ำสัมคว้นไม้ ฯลฯ  ผลงานดังกล่าวช่วยให้การทำนาเป็นเรื่องง่ายและเป็นคำตอบของการพึ่งพาตัวเอง

“ข้าวหอมมะลิธรรมศาสตร์” จากผลงานวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งความหวังของอาจารย์เชาว์วัช ที่จะเพิ่มพูนรายได้ของชาวนาไทยในอนาคต เพราะข้าวพันธุ์นี้ ต่อยอดจากข้าวดอกขาวมะลิ 105 ทนทานต่อปัญหาภัยแล้ง ให้ผลผลิตมากกว่าข้าวหอมมะลิทั่วไปประมาณ 400-500 กก.ต่อไร่อายุการเก็บเกี่ยวสั้นกว่า  2 เดือน ที่สำคัญสามารถเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี จึงให้ผลผลิตมาก เหมาะสำหรับปลูกเพื่อป้อนตลาดส่งออกในอนาคต

ปัจจุบันอาจารย์เชาว์วัช เปิดบ้านเลขที่ 134 หมู่ 2 ตำบล ท่าวุ้ง อำเภอ ท่าวุ้ง จังหวัด ลพบุรี เป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ แบบครบวงจร ภายใต้ชื่อ “เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษละโว้ธานี” ผู้สนใจสามารถแวะเยี่ยม  ศึกษาเรียนรู้ได้ตลอดเวลา หรือติดต่อกับอาจารย์ได้โดยตรงที่เบอร์โทร. 089-8011394

บุญมี สุระโคตร ป*ลูกข้าวตามหลัก“ปรัญญาเศรษฐกิจพอเพียง” *

ลุงบุญมีเติบโตในครอบครัวชาวนา ทำอาชีพมาสารพัดทั้ง ช่างเย็บผ้าโหล ช่างเฟอร์นิเจอร์ ช่างตัดผม และช่างเดินสายไฟ สุดท้ายได้ค้นพบตัวเองว่าสิ่งที่อยากทำที่สุดคือ “ทำนา ปลูกข้าว” ในวิถีเกษตรอินทรีย์ ลุงบุญมีน้อมนำปรัญญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในผืนนาของตัวเอง ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์คุณภาพดี ที่มีต้นทุนต่ำ สร้างแรงจูงใจให้ชาวนาในพื้นที่ใกล้เคียงหันมาปลูกข้าวอินทรีย์เช่นเดียวกับ ลุงบุญมี

ลุงบุญมีมองว่า “การทำนาจะต่างคนต่างทำไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจต่อรองทางการค้า” จึงได้ชักชวนเกษตรกรในชุมชนบ้านอุ่มแสงหรือกลุ่มเกษตรทิพย์ ตำบลดู่ อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ มารวมกลุ่มกันทำการเกษตรเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการขอความช่วยเหลือจากส่วนราชการ และต่อรองกับระบบทุนนิยม พยายามพึ่งพิงตนเอง และคนในชุมชนเป็นหลักให้เกษตรกรรู้จักตัวตนของตนเอง รู้เรื่องดิน ถ้าไม่รู้เรื่องดินจะทำเกษตรอินทรีย์ยาก ทำให้ระบบนิเวศในชุมชนกลับมาสมดุลและสมบูรณ์ขึ้นอีกครั้งด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์  ”

ปัจจุบันลุงบุญมีเป็นประธานกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ แห่งบ้านอุ่มแสง ต.ดู่ อ.ราษีไศล ศรีสะเกษ โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้ความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจรแก่เกษตรกรทั่วไป จะได้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิต พร้อมกับใส่ใจสิ่งแวดล้อม รักษาระบบนิเวศน์ให้สมดุล สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด

ทางกลุ่มฯ มีสมาชิกกว่า 600 รายมีพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์รวมกันกว่า 800 ไร่ ที่นี่ปลูกข้าวอินทรีย์หลายชนิด ทั้งข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวลืมผัว ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ ฯลฯ โดยไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของ iFOAM สินค้าของกลุ่มจำหน่ายในชื่อตราสินค้า “ลุงบุญมี” จำหน่ายในราคา กก.ละ 100 – 120 บาท  ปรากฎว่าขายดีเป็นที่ยอมรับในตลาดในวงกว้าง เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการตลาดทางกลุ่มฯ ได้แปรรูปสินค้าจากข้าวอินทรีย์ เช่น ไอศกรีมข้าว และผลิตภัณฑ์อื่นๆ  ผลงานที่ผ่านมา ทำให้ลุงบุญมีได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำนา ประจำปี 2554

ลุงบุญมีพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และเคล็ดลับสู่ความสำเร็จแก่เกษตรกรทุกราย หากใครสนใจศึกษาดูงานติดต่อโดยตรงทางเบอร์โทร 08-6868-1139,  082-368-5152 ขอสายลุงบุญมีได้เลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...