โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รู้จัก TouristDigiPay เปลี่ยนคริปโตเป็นเงินบาท ใช้ e-money จ่ายในไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ส.ค. 2568 เวลา 10.48 น. • เผยแพร่ 19 ส.ค. 2568 เวลา 09.24 น.

เข้าใจรูปแบบ TouristDigiPay นักท่องเที่ยวต่างชาติ เปลี่ยนคริปโต-สินทรัพย์ดิจิทัล เป็นเงินบาท ใช้จ่ายตามร้านค้าในไทยผ่าน e-Money ได้ มีรูปแบบและเงื่อนไขเป็นอย่างไร

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกับ กระทรวงการคลัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกันเปิดตัว “TouristDigiPay” โครงการทดสอบ (Sandbox) ในการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาเปลี่ยนเป็นเงินบาทและนำไปใช้จ่ายผ่าน e-Money เพิ่มทางเลือกนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งเสริมการนำนวัตกรรมและสินทรัพย์ดิจิทัลมาสนับสนุนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ

“TouristDigiPay” คือโครงการทดสอบที่เปิดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล สามารถเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาตินำสินทรัพย์ดิจิทัลมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทเพื่อใช้จ่ายในประเทศไทยผ่านระบบ e-Money ได้ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศ ส่งเสริมความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจไทย โดยโครงการทดสอบนี้มีระยะเวลา 18 เดือน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่สนใจเข้าร่วม ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และผู้ให้บริการ e-Money ที่เข้าร่วมโครงการ ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท.

TouristDigiPay มีรูปแบบเป็นอย่างไร ?

รูปแบบการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นเงินไทย ตามโครงการ TouristDigiPay จะมีวิธีการดังนี้

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางมาไทยชั่วคราว

  • เมื่อเดินทางถึงไทย ทำ KYC เพื่อเปิดบัญชี 2 ส่วน

  • บัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล (เปิดบัญชีกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล)

    • บัญชี Tourist Wallet (เปิดบัญชีกับผู้ให้บริการ e-Money)
  • ทำการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล เข้าบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลที่เปิดในไทย

  • ขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านช่องทางที่กำหนด (จำนวน X เหรียญ ด้วยราคา Y บาท)

  • เมื่อทำรายการสำเร็จ จะได้รับเงินเป็นสกุลเงินบาท เข้า Tourist Wallet ของผู้ให้บริการ e-Wallet ที่ทำการเปิดบัญชีไว้

  • จากนั้น สามารถใช้ Tourist Wallet เพื่อจ่ายเงินค่าสินค้า-บริการ ผ่าน e-Money

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ระบุในเบื้องต้น คาดว่าจะเริ่มใช้บริการได้ในไตรมาส 4 ปี 2568

เงื่อนไขสำคัญ TouristDigiPay

เงื่อนไขสำคัญของการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล ตามโครงการ TouristDigiPay มีดังนี้

มีการจำกัดวงเงิน

  • กรณีชำระเงินแก่ร้านค้ารายย่อย วงเงินสูงสุด 50,000 บาทต่อเดือน
  • กรณีชำระเงินแก่ร้านค้าที่ผ่านกระบวนการรู้จักร้านค้า (Know Your Merchant : KYM) วงเงินสูงสุด 500,000 บาทต่อเดือน

สามารถแลกเงินบาทกลับเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลได้ ในวงเงินไม่เกินมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่แลกขาเข้า

ค่าธรรมเนียมการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาท เป็นไปตามที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้โครงการ Sandbox กำหนด

ไม่สามารถใช้สินทรัพย์ดิจิทัลชำระค่าสินค้า/บริการกับร้านค้าได้ (ไม่เป็น Means of Payment)

ผู้ที่สามารถเข้าร่วม Sandbox ได้แก่ ศูนย์ซื้อขาย ผู้ค้า และนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มีคุณสมบัติดังนี้

  • มีความพร้อมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
  • มีการเชื่อมต่อกับผู้ประกอบธุรกิจ e-Money

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นรูปแบบแรกของโลก ที่ไม่ใช้คริปโตโดยตรงเป็นสื่อกลางชำระเงิน แต่เป็นการแลกเป็นเงินบาท แล้วนำไปใช้ผ่าน e-Money อีกทั้งยังเอื้อต่อร้านค้ารายย่อย เพราะสามารถชำระได้เหมือนการซื้อขายปกติ ต่างจากที่ต่างประเทศใช้คริปโตผูกกับบัตรเครดิตและใช้จ่ายเฉพาะในร้านค้าขนาดใหญ่ แต่โครงการนี้จะเข้าถึงร้านค้าทั่วไป สตรีตฟู้ด และร้านขายของชำ

ขณะที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มีการระบุว่า โครงการ TouristDigiPay ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ (Means of Payment) กับร้านค้าไม่ว่าทั้งทางตรงหรือทางอ้อม โดยร้านค้าต่าง ๆ จะยังคงได้รับชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นสกุลเงินบาทตามปกติ

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและผู้ให้บริการ e-Money ที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตามที่สำนักงาน ปปง. กำหนดอย่างเคร่งครัด ภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งในการทำความรู้จักตัวตนของผู้ใช้บริการ (Know Your Customer: KYC) การประเมินความเสี่ยงของลูกค้า (Customer Due Diligence: CDD) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมดูแลและป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงิน

ปรับกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รองรับ TouristDigiPay

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า โครงการ TouristDigiPay เป็นการต่อยอดระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่มีอยู่แล้ว โดยเชื่อมโยงระหว่างระบบการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. เข้ากับระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งทั้งหมดจะดำเนินการภายใต้กระบวนการป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม

โครงการได้กำหนดให้มีการทำความรู้จักตัวตนของผู้ใช้บริการ (KYC/CDD) ตามเกณฑ์ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและความโปร่งใสแก่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและผู้ให้บริการ e-Money

ทั้งนี้ จำกัดวงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน กรณีชำระเงินแก่ร้านค้ารายย่อย และไม่เกิน 500,000 บาทต่อเดือน กรณีชำระเงินแก่ร้านค้าที่ผ่านกระบวนการ Know Your Merchant (KYM) ส่วนค่าธรรมเนียมการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาท เป็นไปตามที่ผู้ประกอบสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้โครงการ Sandbox กำหนด โดยสามารถแลกเงินบาทกลับเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลได้ ในวงเงินไม่เกินมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่แลกขาเข้า

นางพรอนงค์กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และได้เปิดให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้ามาหารือเพื่อเตรียมความพร้อม (preconsultation) ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2568 โดยคาดว่าโครงการ TouristDigiPay จะสามารถเริ่มให้บริการได้ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2568

“เมื่อโครงการสิ้นสุดลง ก.ล.ต. จะมีการประเมินประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาและต่อยอดโครงการให้ตอบโจทย์การใช้งานและความต้องการของผู้ใช้บริการต่อไป” นางพรอนงค์กล่าว

ขณะที่ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า ทาง ปปง. ได้ประสาน ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว โดยกระบวนการนำเงินมาแลกเป็นเงินดิจิทัลนั้น มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า ด้วยการ KYC ตั้งแต่ต้นทาง และกรณีที่เปลี่ยนเงินบาทกลับไปเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลจะมีการตรวจสอบอีกครั้ง

“ทาง ปปง. มั่นใจ ในกระบวนการทำงานของเรา ซึ่งเรามีการตรวจสอบต้นทาง พร้อมยืนยันว่า เรามีความพร้อม” นายเทพสุกล่าว

คาด TouristDigiPay เพิ่มการใช้จ่ายอย่างน้อย 10%

รมว.คลัง คาดว่า หากนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยปีละประมาณ 35 ล้านคน มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5,000 บาทต่อคนต่อหัว และหากโครงการนี้ทำให้การใช้จ่ายสะดวกขึ้น ก็จะทำให้เกิดแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ซึ่งจะก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดเพิ่มขึ้นประมาณ 1.75 แสนล้านบาท

ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มว่า โครงการนี้เป็นโครงการทดสอบ (Sandbox) ระยะเวลา 18 เดือน ซึ่งหากผ่านแล้วเวลาดังกล่าวและระบบไม่มีปัญหา กระทรวงการคลังก็จะขยายวงเงินการแลกคริปโตเป็นเงินบาทให้มากกว่า 5.5 แสนบาทต่อเดือน เพื่อให้สามารถนำเงินคริปโตไปซื้ออสังหาฯ หรือสินทรัพย์ราคาแพง เช่น เรือยอชต์ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ

“การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้จ่ายในไทยมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ” นายลวรณกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้จัก TouristDigiPay เปลี่ยนคริปโตเป็นเงินบาท ใช้ e-money จ่ายในไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...