โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

After Shock ผู้ว่าการแบงก์ชาติชี้ทางออก เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมเดิม เลิกขายฝันล่าตัวเลข

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ส.ค. 2568 เวลา 13.26 น. • เผยแพร่ 19 ส.ค. 2568 เวลา 06.26 น.

“คงไม่ใช่ตัวเองที่จะเป็นคนพูดว่าผลงานตรงไหนที่น่าประทับใจ ขึ้นอยู่กับคนนอกมากกว่าที่จะประเมินผลงานที่ผ่านมา แต่ทั้งผม และ ธปท. พยายามทำเต็มที่ แม้ผลบางเรื่องคนไม่พอใจ บางเรื่องเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เพราะถ้าเปรียบแล้ว ธปท.เป็นหมอ และเศรษฐกิจเป็นคนไข้ที่ป่วยโรคเรื้อรัง แก้ได้ยาก คนไข้อาจยากได้ยาอะไรที่หายเร็ว แต่มันไม่ใช่ และการเปลี่ยนหมอก็ไม่ได้หมายความว่าโรคจะหาย ถ้าคนไข้ไม่ปรับตัว”

5 ปี บนความท้าทาย กับบทบาท ผู้ว่าการ ธปท. ของ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ที่ต้องรักษาเสถียรภาพภายใต้แรงกดดันจากสถานการณ์ “ช็อก” ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ โดยชี้เศรษฐกิจไทยแย่กว่าตัวเลขจีดีพี ส่งสัญญาณ “Wake-up Call" ปลุกไทยอยู่กับความจริง เลิกใช้คอนเซ็ปต์นโยบายสวยหรูเพื่อล่าตัวเลขจีดีพี

1 ตุลาคม 2563 เป็นวันแรกที่ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ รับตำแหน่ง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลำดับที่ 24 อย่างเป็นทางการ และในวันที่ 30 กันยายน 2568 จะเป็นวันครบรอบวาระ 5 ปีในตำแหน่งนี้แล้ว

5 ปีกับตำแหน่ง “ผู้ว่าการ ธปท.”

หูต้องฟัง ใจต้องนิ่ง

กองบรรณาธิการ การเงินธนาคาร นำโดย สันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ ได้เข้าสัมภาษณ์พิเศษ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อนที่จะหมดวาระจากตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ในวันที่ 30 กันยายน 2568

ดร.เศรษฐพุฒิได้กล่าวถึงการทำงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาว่า มีงานหลายอย่างที่มีความท้าทายในฐานะธนาคารกลางที่ต้องดูแลในภาพรวมและมองในระยะยาว ซึ่งบางครั้งการที่ต้องทำอะไรที่ถูกใจคนเพื่อให้ได้ผลระยะสั้น แต่เป็นผลเสียระยะยาว ก็จะไม่ทำ แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีคนที่ไม่พอใจอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ

หากถามว่า มีงานอะไรที่รู้สึกภูมิใจ พอใจ คงจะเป็นทุกงานที่ได้ทำ และไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่เป็นคน ธปท.ที่ได้ทุ่มเท ใส่ใจ ไม่ได้มองผลประโยชน์ต่อตัวเอง และไม่ได้มองผลประโยชน์ของกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ แต่มององค์รวม มองส่วนรวมและภาพระยะยาว ซึ่งอาจจะมีคนไม่พอใจ แต่เป็นความภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ตามที่ธนาคารกลางควรจะทำ

“คงไม่ใช่ตัวเองที่จะเป็นคนพูดว่าผลงานตรงไหนที่น่าประทับใจ ขึ้นอยู่กับคนนอกมากกว่าที่จะประเมินผลงานที่ผ่านมา แต่ทั้งผม และ ธปท. พยายามทำเต็มที่ แม้ผลบางเรื่องคนไม่พอใจ บางเรื่องเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เพราะถ้าเปรียบแล้ว ธปท.เป็นหมอ และเศรษฐกิจเป็นคนไข้ที่ป่วยโรคเรื้อรัง แก้ได้ยาก คนไข้อาจอยากได้ยาอะไรที่หายเร็ว แต่มันไม่ใช่ และการเปลี่ยนหมอก็ไม่ได้หมายความว่าโรคจะหาย ถ้าคนไข้ไม่ปรับตัว”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการทำงานคือการเปิดพื้นที่ให้เกิดการรับฟังอย่างรอบด้าน และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลหลากหลายกลุ่ม โดยเชื่อว่าความรู้และข้อมูลไม่ได้อยู่เพียงกับคนใดคนหนึ่ง และนั่นช่วยส่งผลให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างครอบคลุมและแม่นยำ

นอกจากนี้ กระบวนการสำคัญอีกเรื่องคือการประชุมภายในของ ธปท.เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน การทำงานเป็นทีมเอื้อให้เกิดข้อเสนอแนะและการตรวจสอบซึ่งกันและกัน สร้างความมั่นใจในการตัดสินใจ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าสิ่งที่ดำเนินการมีความถูกต้องบนพื้นฐานของข้อมูลและการรับฟังอย่างรอบด้าน แม้ว่าบางครั้งการตัดสินใจจะเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ตาม

“เรื่อง “หอคอยงาช้าง” ที่ ธปท.ถูกพูดถึงอยู่บ่อยครั้งนั้น โดนมาเยอะก็ไม่เถียง เพราะ ธปท.เป็นองค์กรวิชาการก็มีคนคิดแบบนั้น แต่ ธปท.ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่และพบปะผู้ประกอบการกว่า 700 รายต่อปีในแต่ละภูมิภาค มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด จะดูแค่จากตัวเลขไม่ได้ ต้องคุยด้วย ต้องใช้ หู ตา ใจ อาจจะยังไม่ถึงกับติดดินแต่ก็ไม่ใช่อยู่ในหอคอยงาช้างแน่นอน”

ทั้งนี้ ธปท.ยังให้ความสำคัญกับการทบทวนและปรับเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยคำนึงถึงสมดุลระหว่างการรับฟัง การคิดวิเคราะห์ และความรอบคอบ หลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ยึดถือเฉพาะเสียงข้างมากหรือข้อมูลบางด้านเท่านั้น เพื่อให้เห็นภาพรวมและมองเป้าหมายระยะยาวอย่างถูกต้อง

“หน้าที่ของ ธปท.คือการดูภาพรวมและมองระยะยาว โดยต้องมีความสมดุลระหว่างเสียงที่ได้ยินกับตาที่มองข้อมูล เพราะการฟังแต่เสียงที่ดังมากเกินไปจนกลบเสียงอื่นจนหายไปก็ไม่ดี ใจต้องนิ่งพอ อย่าฟังแค่คนที่เสียงดัง ตาต้องดูข้อมูลให้ดีด้วย”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า ส่วนภาพของการขาดการประสานงานระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจนถูกมองเป็นเหมือนละครมากไป แต่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นไปทั้งหมด เนื่องจากการทำงานร่วมกันระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และหน่วยงานรัฐอื่นๆ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความไม่ประสานงานอาจสะท้อนเพียงความแตกต่างในมุมมองเชิงนโยบาย แต่เมื่อต้องพิจารณาและตัดสินใจเชิงนโยบายจะคำนึงถึงภาพรวมของเศรษฐกิจตลอดจนแนวนโยบายการคลัง

การทำงานของธนาคารกลางกับรัฐบาลจึงไม่ใช่การรับคำสั่งโดยตรง แต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความเห็นที่ไม่ตรงกันมองว่าเป็นเรื่องปกติระดับหนึ่ง เพราะต่างสวมหมวกคนละใบ รัฐบาลก็มีโจทย์ของรัฐบาล ธนาคารกลางก็มีหน้าที่ของธนาคารกลาง การมองต่างกันไม่ได้หมายความว่าคุยกันไม่ได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็มีโจทย์เดียวกันคือ ต้องการเห็นเสถียรภาพ การเติบโต ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยที่ดี แต่อาจจะต่างกันที่มองระยะสั้นและระยะยาว

“เมื่อธนาคารกลางเหมือนเป็นหมอ คนไข้อาจจะอยากได้อะไรที่ทำแล้วหายเร็ว แต่ถ้ามีผลข้างเคียงก็อาจจะให้ไม่ได้ ถ้าเจ็บแต่อยากให้ฉีดสเตียรอยด์ก็อาจจะหายเจ็บแต่ผลข้างเคียงก็เยอะ ระยะยาวไม่ดีแน่นอน ตรงนี้อาจทำให้มุมมองต่างกัน จนกลายเป็นเหมือนละคร แต่ผมอยากเป็นสารคดีไม่อยากเป็นละคร”

ส่วนการส่งต่องานให้ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ ที่แต่ละสายงานจะเข้ารายงานกับผู้ว่าการคนใหม่เพื่อส่งมอบงาน

“เราทำไว้อย่างเป็นระบบ สิ่งที่ผมจะฝากผู้ว่าการท่านใหม่ ผมฝากโดยตรงได้ไม่ต้องฝากผ่านสื่อ”

บทบาทผู้ว่าการ ธปท.

รักษาสมดุลในวิกฤติ

ดร.เศรษฐพุฒิ ได้กล่าวถึงภารกิจตลอดระยะเวลา 5 ปี โดยเน้นย้ำถึง 3 ด้านหลักที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องคือ 1.การดูแลเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงินให้ผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้ 2.การวางรากฐานการเงินให้ต่อยอดได้ในอนาคต ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การดูแล Financial Landscape และ 3.การดูแลลูกหนี้และผู้ใช้บริการทางการเงินให้ได้รับความดูแลอย่างเหมาะสม

โดยหน้าที่ในการดูแลด้านเสถียรภาพทางการเงินเป็นความรับผิดชอบหลักของ ธปท. ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบในช่วงที่ผ่านมา การกำหนดนโยบายจึงต้องดำเนินไปอย่างยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

ในช่วงแรกที่เริ่มทำงานในหน้าที่ ผู้ว่าการ ธปท. ดร.เศรษฐพุฒิต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 เป็นช็อกแรกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้จีดีพีหดตัวลงประมาณ 6% และเป็นวิกฤติที่ต่างกับที่เคยเจอในอดีตเมื่อปี 2540 ปัญหาในขณะนั้นส่งผลต่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก ขณะที่วิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อประชาชนและทุกภาคส่วน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคบริการและการท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทำให้ได้รับผลกระทบในวงกว้างเมื่อไม่มีนักท่องเที่ยว

ในสถานการณ์โควิด-19 ธปท.จำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพื่อให้ผ่านพ้นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนโยบายการเงินมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำสุดที่ 0.5% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมทั้งออกมาตรการ Soft Loan ที่เป็นมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือให้มีเงินทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แม้ในระยะแรกถูกวิจารณ์ว่าจะใช้ได้จริงหรือไม่ แต่ท้ายที่สุดสามารถเบิกจ่ายได้ถึง 99% ของวงเงิน 250,000 ล้านบาท

โดยกระบวนการออกแบบมาตรการได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ขณะเดียวกัน มีการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการหนี้เดิมผ่านการพักชำระหนี้ ในมาตรการพักทรัพย์พักหนี้และเร่งปรับโครงสร้างหนี้ เนื่องจากตระหนักดีว่าการพักชำระหนี้ช่วยบรรเทาภาระลูกหนี้ได้

หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับช็อกที่ 2 คือ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ทำให้เงินเฟ้อไทยพุ่งสูงขึ้นไปแตะ 7.9% ซึ่งแทบจะสูงสุดในภูมิภาค ในขณะนั้นธปท.ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมากให้เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหลายประเทศได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วและแต่ละครั้งก็ขึ้นสูงถึง 0.50%

ขณะนั้น ธปท.ได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบ และประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยแตกต่างจากที่อื่น โดยคาดว่าเงินเฟ้อไม่น่าจะเพิ่มสูงต่อเนื่อง แต่จะค่อยๆ ปรับตัวลดลงในระยะสั้น ด้วยเหตุนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วจึงยังไม่เหมาะสม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าจากผลกระทบของโควิด-19 ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบรุนแรงเป็นหนึ่งในประเทศที่ฟื้นตัวช้าที่สุด จึงไม่ต้องการขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป

ในที่สุด ธปท.ได้ดำเนินนโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่เร่งเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงเช่นบางประเทศ โดยทยอยปรับขึ้นสู่ระดับ 2.5% และสุดท้ายอัตราเงินเฟ้อได้ปรับลดลงอย่างรวดเร็วและกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย ซึ่งเป็นกระบวนการตัดสินใจที่อาศัยข้อมูล การวิเคราะห์ข้อเท็จจริง และการรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย ขณะนั้นเงินเฟ้อส่วนใหญ่เกิดจากภาวะช็อกด้านอุปทาน โดยเฉพาะราคาน้ำมัน โดยประเมินว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงคาดว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจะทยอยคลี่คลายลง

“ตอนนั้น ธปท.ก็โดนวิจารณ์เยอะว่าวิเคราะห์ปัญหาผิด แต่เรามองเห็นว่า สถานการณ์ของไทยไม่เหมือนคนอื่น แม้เงินเฟ้อจะสูงกว่าที่อื่น แต่คิดว่ามันจะกลับลงมา การขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไปก็จะสร้างปัญหา สรุปแล้วในเรื่องนี้เราเคาะถูก ก็ต้องให้เครดิตกับทีมงานฝ่ายวิเคราะห์ เพราะที่อื่นเขาจะขึ้นดอกเบี้ยสูงๆ เพื่อดักเงินเฟ้อ แต่โจทย์ของเราตอนนั้นอยากจะให้เงินเฟ้อเข้าไปอยู่ในระดับที่เหมาะสม หรือ Neutral คือไม่ใช่ไปเหยียบเบรกแต่ก็ไม่เหยียบคันเร่ง จึงทยอยขึ้นดอกเบี้ย เป็นที่มาของตอนนั้นที่บอกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.5% น่าจะเหมาะสม”

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะรายได้ประชาชน มีการฟื้นตัวในอัตราที่ค่อนข้างช้า เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจและรายได้ฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ภายหลังจึงมีการดำเนินนโยบายด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 2.5% ลงมา 3 ครั้ง จนอยู่ที่ระดับ 1.75%

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า สถานการณ์เหล่านั้นสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการดำเนินนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งนี้ เมื่อเริ่มต้นลดอัตราดอกเบี้ย ธปท.ค่อยๆ ปรับลดตามจังหวะของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างช้าๆ แม้จะได้รับข้อวิจารณ์ว่าการลดอัตราดอกเบี้ยล่าช้าเกินไป อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความไม่แน่นอนสูง จำเป็นต้องรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายไว้

หากในขณะนั้นได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็วตามกระแสกดดัน พร้อมกับการใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ช็อกจากภาคการค้าก็จะเหลือเครื่องมือในการรองรับสถานการณ์เพียงเล็กน้อย กรณีดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แม้ว่านโยบายบางอย่างอาจดูเหมือนไม่ทันใจ แต่ก็มีเหตุผลเชิงหลักการรองรับถึงความจำเป็นในบริบทของความไม่แน่นอน

“แม้จะโดนวิจารณ์ว่าลดดอกเบี้ยช้า แต่ที่เราอยากบอกคือภายใต้ความไม่แน่นอนที่มีสูงก็ต้องเก็บกระสุนเผื่อไว้ หากตอนนั้นเราลดดอกเบี้ยไปเยอะๆ ทันทีเหมือนที่ถูกกดดัน ขณะที่ฝั่งการคลังก็เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าใช้เงินในนโยบายการคลังไปหมด และยังลดดอกเบี้ยไปมากๆ ตอนนี้เรามาเจอช็อกฝั่งการค้า กระสุนที่จะมี เครื่องมือที่จะใช้ ก็จะไม่มีอะไรเหลือ เป็นสิ่งสะท้อนว่า คนอาจวิจารณ์ว่าไม่ทันใจแต่เหตุผลก็มาจากการที่ ธปท.ต้องดูแลเรื่องเสถียรภาพ”

เมื่อมองไประยะข้างหน้าความไม่แน่นอนและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตซึ่งมีแนวโน้มจะรุนแรงกว่าช่วงที่ผ่านมา การเตรียมเครื่องมือเพื่อรองรับสถานการณ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจผ่านการดำเนินนโยบายดอกเบี้ย ควบคู่กับมาตรการอื่นๆ เช่น การกำกับดูแลสินเชื่อใหม่ในระบบและการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักอันดับแรก

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า นอกจากจัดการประเด็นปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว ธปท.ให้ความสำคัญกับแผนงานระยะยาวควบคู่ไปกับการจัดการประเด็นเฉพาะหน้า โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน หรือ Financial Landscape ธปท. โดยมีแนวคิดหลักคือ “3 Open” ซึ่งประกอบด้วย:

  • Open Competition (การเปิดกว้างด้านการแข่งขัน) : ส่งเสริมการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่ในตลาดเพื่อกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมและทางเลือกที่หลากหลายสำหรับผู้ใช้บริการ เช่น การออกใบอนุญาต Virtual Bank
    • Open Infrastructure (การเปิดกว้างด้านโครงสร้างพื้นฐาน) : ส่งเสริมการเชื่อมต่อระหว่างระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆเพื่อให้การทำธุรกรรมทางการเงินมีประสิทธิภาพและราบรื่นยิ่งขึ้น
    • Open Data (การเปิดกว้างด้านข้อมูล) : ส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลเพื่อนำไปสู่การสร้างบริการทางการเงินที่เฉพาะเจาะจงและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการแต่ละรายได้ดียิ่งขึ้น

ปัญหาหนี้ครัวเรือน

ท้าทายแต่ต้องแก้ไข

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ในเรื่องการดูแลลูกหนี้และผู้ใช้บริการทางการเงินให้ได้รับความดูแลอย่างเหมาะสม ในอดีต ธปท.มักได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าให้ความสำคัญกับสถาบันการเงินมากกว่าลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ที่ได้ดำเนินการ จะเห็นว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ส่วนใหญ่ล้วนมุ่งหวังเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้เป็นสำคัญ ในกรณีที่มีการผ่อนปรนข้อกำหนดสำหรับสถาบันการเงิน เช่น การส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูหรือการผ่อนคลายเกณฑ์ต่างๆ ธปท.คาดหวังว่าผลประโยชน์ดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังลูกหนี้ในท้ายที่สุด

โดย ธปท.ออกเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างเป็นธรรม หรือ Responsible Lending (RL) ซึ่งหัวใจของเรื่องนี้ คือ การที่คนเป็นหนี้มากส่วนหนึ่งมาจากการโฆษณาจูงใจให้คนกู้ง่ายเกินไป ทั้งที่คนอาจไม่รู้ว่าต้นทุนเป็นเท่าไร เรื่องนี้จึงเป็นการที่สถาบันการเงินต้องให้ข้อมูลให้ครบถ้วนในรูปแบบที่คนเข้าใจได้ง่าย ซึ่งได้ผลดีเพราะว่า ธปท.ไปตรวจพบว่า โฆษณาลักษณะที่ให้ข้อมูลไม่ครบ หรือเกินจริง ลดลง ในปีแรกของมาตรการ Market conduct (2560-2561) การบังคับขายลดลง 60% ผู้ให้บริการทางการเงินถูกปรับ 4 ราย 8.6 ล้านบาทจากการบังคับขายประกัน ซึ่งยอดร้องเรียนทั้งการบังคับขายและหลอกขายลดลง

อีกเรื่องที่สำคัญคือ การปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้เกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างเป็นธรรมบังคับว่าต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะเป็นหนี้เสีย หรือ NPL โดยมาตรการนี้มุ่งเน้นให้สถาบันการเงินเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ตั้งแต่เริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็น NPL ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสีย และการปรับโครงสร้างหนี้หากลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสียแล้ว สถาบันการเงินก็ยังต้องเสนอการปรับโครงสร้างหนี้อีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ก่อนที่จะดำเนินการทางกฎหมาย เช่น การฟ้องร้อง หรือการยึดทรัพย์

อีกเรื่องที่ทำอย่างต่อเนื่องคือ วิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ จากเดิมคิดจากยอดเงินต้นคงเหลือทั้งหมด ในอัตราที่เจ้าหนี้กำหนดได้เอง เปลี่ยนมาเป็นการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้จากเงินต้นเฉพาะงวดที่ผิดนัดชำระ ในอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาบวกไม่เกิน 3% ที่ทำให้ภาระดอกเบี้ยผิดนัดลดลง ซึ่งเงินงวดที่จ่ายสามารถเอาไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น ปิดหนี้ได้ไวขึ้น

ตัวอย่าง : เงินต้นคงค้าง 4.77 ล้านบาท ค่างวด 42,000 บาท ดอกเบี้ยเงินกู้ 8% ต่อปี ดอกเบี้ยผิดนัด 15% ต่อปี ค้างค่างวด ระยะเวลา 30 วัน

“ชื่อของเกณฑ์นี้ Responsible Lending นำมาจากแนวปฏิบัติในต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้คนตีความผิดไปว่าเกณฑ์นี้ทำให้คนเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วหัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่แบบนั้นเลย คนที่จะปล่อยสินเชื่อต้องคำนึงว่าคนที่จะกู้ต้องมีเงินเหลือพอกินพออยู่ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจำกัดการปล่อยสินเชื่อ แต่ช่วงหลังคนอาจะเข้าถึงสินเชื่อไม่ได้ ก็เลยถูกอ้างว่าเป็นเพราะเกณฑ์แบงก์ชาติ แต่จริงๆ ไม่ใช่”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวด้วยว่า ปัญหาหนี้ในประเทศไทยถือเป็นประเด็นสำคัญและมีความซับซ้อน เนื่องจากเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยยอดหนี้ได้เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 และทวีมากขึ้นในช่วงดังกล่าว ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยไม่สามารถแก้ไขได้ภายในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งยังแตกต่างจากหนี้ในต่างประเทศที่ส่วนใหญ่มักเป็นสินเชื่อบ้านที่มีหลักประกัน ขณะที่หนี้ของไทยส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค ซึ่งมักไม่มีสินทรัพย์รองรับ

“มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ การออกเกณฑ์ต่างๆ ประเทศไทยทำมากกว่าประเทศอื่นที่มีปัญหาเรื่องหนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนว่าปัญหาหนี้ของไทยอาจจะหนักกว่าที่อื่นจึงต้องทำอะไรมากกว่าที่อื่น แต่ท้ายที่สุด วิธีที่จะแก้หนี้อย่างยั่งยืน คงแก้ที่หนี้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องแก้ที่รายได้ ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้แก้หนี้ไม่ได้เพราะรายได้เราฟื้นช้า ตอนนี้ครัวเรือนของเรารายจ่ายสูงกว่ารายได้ ต่อให้เราแก้หนี้ได้หมด แต่การที่เขามีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ หนี้ใหม่ก็จะเกิดขึ้น เพราะว่าก็ต้องกู้อยู่ดี”

อย่างไรก็ดี แนวคิดในการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เป็นวิธีหนึ่งในการแก้ไขปัญหาหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่กระบวนการดำเนินการเพื่อให้ได้ผลสำเร็จนั้นมีความซับซ้อน ปัญหาหนี้ในปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤติการณ์ในปี 2540 โดยในอดีตมักเกี่ยวข้องกับลูกหนี้รายใหญ่และจำนวนลูกหนี้ไม่มาก ขณะที่ปัจจุบันปัญหาหนี้เกิดขึ้นในกลุ่มรากหญ้าและมีจำนวนลูกหนี้จำนวนมาก

หากมีการซื้อหนี้เข้าสู่ AMC จำเป็นต้องพิจารณาวิธีการติดตามและจัดการหนี้ การกำหนดราคาซื้อ รวมถึงแนวทางป้องกันไม่ให้ลูกหนี้เลิกชำระหนี้ (Moral Hazard) ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบโดยรวม การบริหารจัดการหนี้จำนวนมากย่อมต้องใช้การพิจารณาอย่างรอบคอบ แม้ว่าทุกฝ่ายจะต้องการทางออกที่รวดเร็ว

“แม้การแก้ไขปัญหาผ่านการปรับโครงสร้างหนี้หรือการตั้ง AMC จะช่วยจัดการกับหนี้เดิมได้ แต่หากไม่ได้แก้ไขปัญหาเรื่องรายได้ ปัญหาหนี้ก็มีแนวโน้มกลับมาอีก ดังนั้น ประเด็นด้านรายได้จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน”

เศรษฐกิจไทยแย่กว่าตัวเลขจีดีพี

ค่าครองชีพสูงขึ้น-รายได้ฟื้นช้า

แม้เศรษฐกิจไทยจะผ่านหลายเหตุการณ์ช็อกที่มีผลต่อเศรษฐกิจมาแล้ว แต่เมื่อมองไปข้างหน้า ดร.เศรษฐพุฒิ คาดการณ์ว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจะสูงกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะผลกระทบจากการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นช็อกที่คิดว่าไม่จบได้ง่าย สถานการณ์ด้านภาษีของสหรัฐฯ ยังคงสร้างความท้าทายอย่างต่อเนื่อง แม้ผลลัพธ์ในเชิงตัวเลขจะยังไม่ปรากฏชัดเจน แต่หากพิจารณาแนวโน้มในอนาคตคาดว่าสัญญาณต่างๆ จะเริ่มเห็นได้ชัดมากขึ้น

ทั้งนี้ ในไตรมาสแรกจีดีพีของไทยขยายตัว 3.1% ส่วนตัวเลขของไตรมาสที่สองยังไม่ประกาศ แต่จากตัวชี้วัดต่างๆ คาดว่าน่าจะใกล้เคียงกับ 3% โดยสมมติฐานว่าอยู่ที่ 2.9% ดังนั้น จีดีพีเฉลี่ยครึ่งปีแรกจะเท่ากับ 3% ส่วนจีดีพีในครึ่งปีหลังถ้าเติบโต 1% จีดีพีทั้งปี 2568 ก็จะเฉลี่ยประมาณ 2% ดังนั้น ธปท.จึงมีการประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวอยู่ในช่วง 2-3% ซึ่งโดยหลักๆ การคาดการณ์นี้อ้างอิงจากข้อมูลในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนตัวเลขที่เผยแพร่ในตลาดขณะนี้มีความหลากหลาย และไม่ถูกต้องเยอะมาก โดยมีบางความคิดเห็นที่ระบุว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจเติบโตเพียง 1%

“นั่นเป็นที่มาว่า ทำไมในที่ประชุม กนง. มองเศรษฐกิจปีนี้จะโต 2-3% ซึ่งก็มีเสียงวิจารณ์มหาศาล แต่หลักๆ ไม่ได้มองว่าครึ่งหลังจะดี แต่มาจากการที่ครึ่งแรกที่ดี และเห็นตัวเลขไม่ได้แย่ แต่ย้ำว่าแค่ในเรื่องตัวเลข เพราะความรู้สึกคน เศรษฐกิจอาจจะไม่ได้ดีอย่างตัวเลขจีดีพีที่ออกมา”

อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนี้จะหดตัวเกิน 1% แต่อัตราความเสี่ยงยังถือว่าไม่สูงนัก หากเศรษฐกิจติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน จะถือว่าเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ซึ่งในอดีตประเทศไทยประสบกับ Technical Recession มาแล้ว 4 ครั้ง ได้แก่ วิกฤติต้มยำกุ้งวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ และช่วงการระบาดของโควิด-19 ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในอดีต หากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในปีนี้ไม่รุนแรงเท่ากับเหตุการณ์ดังกล่าว เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจึงมีแนวโน้มที่จะไม่เผชิญกับภาวะถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวด้วยว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ ผลกระทบจากการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งสินค้าไทยที่ส่งออกตรงไปยังสหรัฐฯ หรือส่งผ่านซัพพลายเชนเพื่อจำหน่ายต่อไปที่สหรัฐฯ มีมูลค่ารวมคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม บริษัทที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับการจ้างงานในประเทศไม่มากนัก

แต่สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าที่ทะลักเข้ามาโดยเฉพาะจากจีน ซึ่งเมื่อจีนไม่สามารถส่งออกไปสหรัฐฯได้ ก็หันมาส่งเข้าประเทศไทยแทน ตัวเลขเดือนมิถุนายน 2568 แสดงให้เห็นว่าการส่งออกของจีนไปสหรัฐฯ ลดลง 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่กลับมีการส่งออกไปทั่วโลกเพิ่มขึ้น 6% ขณะที่ยอดส่งมาไทยขยายตัวมากกว่า 20%

ส่วนหนึ่งเป็นสินค้าที่ส่งผ่านจากไทยไปประเทศอื่น แต่อีกจำนวนไม่น้อยเป็นสินค้าที่เข้ามาแข่งกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีมูลค่าเพิ่มต่อจีดีพีค่อนข้างสูงและมีการจ้างงานจำนวนมาก เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด

“เศรษฐกิจไทยแย่กว่าตัวเลขจีดีพีชัดเจน เป็นที่มาที่คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี และส่วนหนึ่งมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น เงินเฟ้อเราต่ำแต่ระดับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเยอะจากช่วงสงครามยูเครนที่ราคาสินค้าปรับขึ้น ซึ่งพอขึ้นแล้วก็ไม่ค่อยลง ค่าครองชีพจึงเพิ่มสูงขึ้น รายได้ฟื้นช้า หนี้ก็เยอะ ตัวเลขจีดีพีแค่วัดว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างไรแต่ไม่ได้สะท้อนรายได้ของคนในหมู่ใหญ่”

ดร.เศรษฐพุฒิเผยว่า ผลกระทบจากประเด็นภาษีของสหรัฐฯ จำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการโดยเร่งด่วน โดยลำดับแรกคือ การดำเนินการเจรจาอย่างจริงจัง ถัดมาคือ การจัดการกับปัญหาสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และประเด็นสุดท้ายคือมาตรการเยียวยา

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่หยุดอยู่เพียงการเยียวยา แต่ควรมุ่งเน้นที่การปรับตัวอย่างเหมาะสม เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว การปรับตัวในช่วงเวลานี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น

“ที่ผ่านมา เรามักจะจบที่เยียวยา กระตุ้นแล้วหยุด แต่ไม่ได้มองว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร มองว่าช็อกครั้งนี้เป็นช็อกที่เรียกว่า Wake-up call คือปลุกให้เราตื่น เพราะที่ผ่านมาหลังเศรษฐกิจไทยฟื้นจากช็อก จะเห็นอัตราการเติบโตที่ลดลงตลอดทุกครั้ง หลังช็อกครั้งล่าสุดจริงๆ เศรษฐกิจไทยควรอยู่ที่เกือบๆ 3% แต่ตอนนี้ก็ดูต่ำกว่านั้น และจะยิ่งต่ำกว่าหากเราไม่ปรับตัว”

เลิกเพ้อฝันนโยบายสวยหรู

หันกลับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม

แต่เมื่อมีคำถามว่าจะปรับตัวอย่างไร ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ประเทศไทยชอบยึดติดกับคอนเซ็ปต์ที่มักจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เป็นคำที่ฟังดูเก๋ไก๋ เน้นมาร์เก็ตติ้ง เช่น S-Curve หรือยุคหนึ่งคือ ดีทรอยต์แห่งเอเชีย แต่อยากให้ไทยกล้าจะอยู่ในโลกของความเป็นจริงมากกว่านี้ เพราะบางทีอาจจะเพ้อฝันมากกว่าศักยภาพที่จะทำได้จริง ซึ่งประเทศไทยควรพิจารณาหลักความเป็นจริงมากขึ้น โดยเริ่มต้นจากจุดแข็งที่มีอยู่และมุ่งเน้นการพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (Value Added) อย่างต่อเนื่อง การแข่งขันกับประเทศที่มีทรัพยากรพร้อมกว่า เช่น จีน หรือภูมิภาคอื่นๆ อาจเป็นเรื่องท้าทาย ดังนั้น การสร้างคุณค่าและเพิ่มประสิทธิภาพจากสิ่งที่มีอยู่ จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย

ทั้งนี้ ธปท.ได้หารือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ปัจจุบันและวางแนวทางการปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยจุดประสงค์หลักคือการเชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนมาร่วมกำหนดทิศทางและหาแนวทางความร่วมมือ โดยมีแนวทางที่มุ่งหวังว่าจะไม่จำกัดแค่การจัดทำ White Paper แต่ยังอาจนำไปสู่การจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) หรือสัญญาใจร่วมกันเพื่อให้เกิดกลุ่มที่จะสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจได้จริง

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า ที่ผ่านมา ไทยมักเลือกกลุ่ม หรือเซ็กเตอร์มากเกินไป โดยหวังว่าจะทำให้เติบโตได้เร็ว แต่จริงๆ แล้วควรโฟกัสว่าทำอย่างไรที่แต่ละเซ็กเตอร์จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้ แม้เซ็กเตอร์ที่ไทยเก่งจะไม่ได้สวยหรู แต่ถ้ามีเอสเอ็มอีและเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากก็ส่งผลไปในวงกว้างได้ ตัวอย่างเช่น การลงทุนใน Data Center อาจดูดีในตัวเลข แต่เทียบกับภาคอาหารหรือภาคเกษตรที่ไทยชำนาญแล้ว ก็อาจจะสร้างผลตอบแทนให้เศรษฐกิจได้มากกว่า ซึ่งไทยควรคิดบนพื้นฐานความถนัด เช่น อาหาร เกษตร ท่องเที่ยว และต่อยอดด้วยการร่วมมือจากหลายฝ่าย

“ต้องเลิกเน้นการเพ้อฝันล่าตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นจีดีพี หรือการลงทุนที่เราอาจจะภูมิใจว่าเราดึงลงทุนมาได้ แต่ท้ายที่สุดไม่ได้อะไรกลับมา เพราะที่มาก็ไม่ได้ให้อะไรเรา แค่ใช้เราเป็นแหล่งผลิตเพื่อส่งออก เราต้องปรับความคิดใหม่มาเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่ ที่เราเจอเป็นช็อกที่หนักแต่ต้องใช้ให้เป็นโอกาสที่จะไปต่อ”

เตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพ

ประชุม World Bank-IMF ปี 2569

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมประจำปีของกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF-WBG (Annual Meetings) ในปี 2569 โดย ธปท. ร่วมกับกระทรวงการคลัง และหลายหน่วยงาน เตรียมงานมาแล้วกว่า 2 ปี โดย ธปท.รับหน้าประสานงานกับกองทุนการเงินระหว่งประเทศ (IMF) ส่วนกระทรวงการคลังจะทำงานร่วมกับธนาคารโลก (World Bank)

โดยข้อหลักของการประชุมที่ ธปท.เสนอและหารือกับ IMF คือ “Safe and Inclusive Digital Finance” ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการโชว์ศักยภาพของไทยในด้านเทคโนโลยีทางการเงิน โดยเฉพาะระบบพร้อมเพย์ที่มียอดธุรกรรมสูงถึง 70 ล้านครั้งต่อวัน สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอินเดียและบราซิลที่ประเทศใหญ่กว่าไทยหลายเท่า รวมทั้งการชำระเงินข้ามประเทศ (Cross-border Payment) ซึ่งไทยเป็นผู้นำในการเชื่อมโยงระบบ “Fast Pay” อย่างพร้อมเพย์ของไทยกับ PayNow ของสิงคโปร์ และกำลังร่วมโครงการ Nexus เพื่อเชื่อมโยงกับอีกหลายประเทศ

โดยแนวคิด “Safe and Inclusive” เน้นย้ำสองประเด็นสำคัญคือ ความปลอดภัย (Safe) เพราะ ความก้าวหน้าทางดิจิทัลมาพร้อมความเสี่ยงจากมิจฉาชีพและความเสถียรของระบบ การประชุมนี้จะยกประเด็นการหลอกลวงข้ามชาติขึ้นมาหารือเพื่อหาแนวทางความร่วมมือ ส่วนการเข้าถึงอย่างทั่วถึง (Inclusive) คือการสร้างความมั่นใจว่าคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงวัย ผู้พิการ หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล จะสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินดิจิทัลได้โดยไม่ถูกทอดทิ้ง

“การจัดประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 18,000 คน จาก 190 ประเทศสมาชิก ธปท.มุ่งหวังให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้เกิด “Bangkok Best Practice” ด้าน Safe and Digital Finance ที่สามารถเป็นหลักการและกฎกติกาให้ประเทศต่างๆ นำไปใช้อ้างอิงได้”

[**MEMBERSHIP อ่าน "After Shock ผู้ว่าการแบงก์ชาติชี้ทางออก เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมเดิม เลิกขายฝันล่าตัวเลข"

ฉบับเต็มได้ที่นี่**](https://moneyandbanking.co.th/2025/191066/)

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนสิงหาคม 2568 ฉบับที่ 520 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...