โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กุญแจสู่เมืองยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่ 'โครงสร้าง' แต่อยู่ที่ 'พฤติกรรม' ของคน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 13 ส.ค. 2568 เวลา 23.32 น. • เผยแพร่ 14 ส.ค. 2568 เวลา 07.05 น.

แม้เมืองทั่วโลกจะทุ่มงบมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่กลับยังคงเป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนถึง 70% ของโลก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือเงินทุน แต่อยู่ที่ช่องว่างระหว่างนโยบายกับพฤติกรรมของผู้คนในชุมชน

งานวิจัยล่าสุดได้นำเสนอแนวคิดใหม่ที่ชื่อว่า Sustainable Urban Behaviour (SUB) framework ซึ่งผสานหลักการพฤติกรรมศาสตร์เข้ากับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยเปลี่ยนจากการมองว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล มาเป็นการทำความเข้าใจว่าพฤติกรรมของผู้คนคือส่วนหนึ่งของระบบทั้งหมด

ทำไมแค่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พอ

เมืองหลายแห่งทั่วโลกได้เรียนรู้บทเรียนนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

  • เลนจักรยานที่สวยงามแต่กลับว่างเปล่า: เพราะไม่ได้มีการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้งานจริง
  • อาคารประหยัดพลังงานที่ใช้พลังงานสูง: เพราะผู้อยู่อาศัยยังคงมีพฤติกรรมการใช้พลังงานแบบเดิม
  • โครงการรีไซเคิลที่มีผู้เข้าร่วมน้อย: เพราะขาดแรงจูงใจและระบบที่สะดวกต่อการใช้งาน

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การจะทำให้เมืองยั่งยืนได้นั้น ต้องให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจว่าผู้คนตัดสินใจและใช้ชีวิตอย่างไรในแต่ละวัน

SUB Framework คืออะไร?

หลักการของ SUB ง่ายมาก เมื่อเราออกแบบสภาพแวดล้อมให้การทำสิ่งดีๆ เพื่อโลกเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด และเป็นที่ยอมรับในสังคม ผู้คนก็จะเลือกทำสิ่งนั้นโดยอัตโนมัติ

แทนที่จะบอกให้คนทำตามกฎ SUB จะใช้หลักจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์มาช่วย เช่น

  • การทำให้ง่าย: แทนที่จะให้คนต้องพยายามรีไซเคิลเอง ลองวางถังขยะแยกประเภทที่หาง่ายและใช้สะดวก
  • การทำให้เป็นเรื่องปกติ: หากคนส่วนใหญ่ใช้จักรยาน การปั่นจักรยานก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่คนอื่นๆ อยากทำตาม
  • การสร้างแรงจูงใจ: แทนที่จะปรับเงินคนทิ้งขยะไม่เป็นที่ ลองให้รางวัลกับคนที่ทำดี

เมื่อนำหลักการนี้ไปใช้ คนในเมืองจะไม่รู้สึกเหมือนกำลังเสียสละเพื่อความยั่งยืน แต่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่ถูกออกแบบมาอย่างดีและทำให้ชีวิตง่ายขึ้น

ตัวอย่างความสำเร็จจากเมืองชั้นนำ

อัมสเตอร์ดัม (เนเธอร์แลนด์) ไม่ได้แค่สร้างเลนจักรยาน แต่ลงทุนอย่างเป็นระบบมานานหลายทศวรรษ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกัน นโยบายจราจรที่ลดการใช้รถยนต์ และการรณรงค์ทางวัฒนธรรม จนทำให้การปั่นจักรยานกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

สิงคโปร์ การเปลี่ยนเมืองให้เป็น "City in a Garden" ไม่ได้มาจากการวางแผนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านโครงการปลูกสวนในเมืองและการให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้อยู่อาศัยเปลี่ยนจากผู้รับมาเป็นผู้ดูแลธรรมชาติในเมืองอย่างกระตือรือร้น

เมเดยิน (โคลอมเบีย) การพลิกฟื้นเมืองจากที่เคยขึ้นชื่อเรื่องความรุนแรงมาเป็นต้นแบบของนวัตกรรมเมือง มาจากแนวทางที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง โดยสร้างและพัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่เดิมในชุมชน ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่

เส้นทางสู่อนาคตเมืองที่ดีกว่า

หลักการของ SUB สอดคล้องกับแนวคิดระดับโลกอย่างโครงการ BiodiverCities by 2030 ของ World Economic Forum ซึ่งมองว่าเมืองควรเป็นระบบนิเวศที่หมุนเวียนและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ โดย SUB จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริงได้ ด้วยการเปลี่ยนให้คนเมืองกลายเป็น "ผู้ดูแล" ธรรมชาติอย่างยั่งยืน

หลักการของ SUB ยังสอดคล้องกับเป้าหมายด้านการพัฒนาเมืองของ UN-Habitat New Urban Agendaและ Global Biodiversity Framework ซึ่งต้องการให้เมืองทั่วโลกเพิ่มพื้นที่สีเขียวและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2030

ทางเลือกที่เมืองต้องตัดสินใจ

ความยั่งยืนของเมืองไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมของผู้คน เมืองที่เข้าใจและนำหลักการของ SUB มาปรับใช้จะสามารถบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่ากว่า และยังสามารถสร้างเมืองที่น่าอยู่ มีความยืดหยุ่น และมีส่วนร่วมได้มากขึ้นอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่ต้องอาศัยความตั้งใจที่จะเริ่มต้นจากความท้าทายเล็ก ๆ และร่วมมือกับชุมชนในการเปลี่ยนแรงจูงใจเชิงพฤติกรรมเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ที่มา : World Economic Forum

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...