Virtual Bank มุ่งใช้ AI ต้นทุนต่ำ สู้ตลาดสินเชื่อ Underserved
Virtual Bank มุ่งใช้ AI ต้นทุนต่ำ สู้ตลาดสินเชื่อ Underserved แอสเซนด์ มันนี่ ใช้ดอกเบี้ยแข่งได้ สร้างวินัยการเงินผ่านการออม เอสซีบี เอกซ์ เน้นย้ำความปลอดภัยของระบบ
9 ต.ค.2568 นายธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ผู้ให้บริการ ทรูมันนี่ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดตั้ง ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank ซึ่งเป็นหนึ่งในสามของผู้ที่ได้ใบอนุญาตในนาม บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ซึ่งการเป็นธนาคารจะแตกต่างกับการเป็นวอลเล็ต
โดยอาจจะมีการใช้เทคโนโลยีบางส่วนจากทรูมันนี่เข้ามาผสมผสานกับVirtual Bank แต่จะต้องสร้างฐานลูกค้าใหม่ แต่อาจจะเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าเดิม โดยทรูมันนี่ยังคงอยู่และแยกจากVirtual Bank
“ในตอนนี้ Virtual Bank ของ แอสเซนด์ มันนี่ ยังไม่มีชื่อ คาดว่าจะได้ชื่อในสิ้นปีนี้แต่ในเริ่มต้นจะให้บริการเงินฝากและสินเชื่อก่อน ปัจจุบันคนไทยมีบัญชีเงินฝากอยู่แล้ว ก็ต้องหาสิทธิประโยชน์ที่ทำให้ลูกค้าเลือกเปิดบัญชีเงินฝากเพิ่ม โดยต้องมีดอกเบี้ยที่แข่งขันได้หรือดีกว่า แต่จะต้องไม่กระทบต่อระบบสถาบันการเงิน”
นายธัญญพงศ์ กล่าวอีกว่า นอกจากหน้าที่ของ Virtual Bank ในการให้สินเชื่อแล้ว อีกหน้าที่คือการสร้างความรู้ทางการเงินให้กับคนไทย (Financial literacy) ช่วยให้คนเข้าใจเรื่องการเงินและมีวินัยทางการเงินมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น การออมเงิน ที่จะต้องนำเครื่องมือทางดิจิทัล (Digital Tools) มาทำให้การออมเงินเป็นเรื่องที่สนุกกว่าเดิม และเป็นการออมเงินแบบมีเป้าหมาย สำหรับกลุ่มเป้าหมายแรกของVirtual Bank พนักงานเงินเดือน หรืออาชีพอิสระ และผู้ประกอบการขนาดเล็ก
ในงาน Thailand Economic Outlook 2026 Out of the Trap จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ในหัวข้อ Virtual Bank - Game Changer Financial Thailand นายธัญญพงศ์ เผยว่า ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือVirtual Bank คือ ธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม โดยมีพันธกิจหลักในการ ผลักดันการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) ให้แก่คนไทย
“Virtual Bank ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็น Digital-Only และ No Legacy ซึ่งหมายความว่าธนาคารเหล่านี้จะไม่มีต้นทุนด้านสาขา หรือระบบ Core Banking แบบเก่า แต่จะถูกสร้างบนพื้นฐานของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Cloud-based และ API base ระบบถูกสร้างขึ้นในลักษณะนี้เพื่อรองรับความยืดหยุ่น Agility (ความคล่องตัว) ด้วยโครงสร้างแบบ Microservice ทำให้การพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ใช้เวลาเพียงหลักสัปดาห์ ไม่ใช่หลักเดือนหรือปี”
แม้คนไทยส่วนใหญ่ 95-97% จะมีบัญชีธนาคารอยู่แล้ว แต่การเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินที่แท้จริงคือเรื่องของ สินเชื่อ การลงทุน และประกัน ซึ่งกลุ่มลูกค้าสำหรับ Virtual Bankมุ่งเน้นไปที่การให้บริการกลุ่ม Underserved
โดยความท้าทายหลักของVirtual Bank คือการปล่อยสินเชื่อให้แก่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น
โดย Virtual Bankใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อจัดการกับปัญหานี้ ใช้ Alternative Data และ Machine Learning แทนที่จะพึ่งพารายได้ประจำหรือประวัติบูโรเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้ข้อมูลพฤติกรรมอื่น ๆ ของลูกค้า เช่น พฤติกรรมการจ่ายเงิน การเติมเงิน การสมัครสมาชิกต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์สินเชื่อ
โดยที่ผ่านมาการคัดกรองแบบละเอียดโดยใช้เทคโนโลยีช่วยให้สามารถแบ่งกลุ่มความเสี่ยงลูกค้าได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น อาจแบ่งได้ถึง 20 กลุ่ม หรือ 50 กลุ่ม ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
“สินเชื่อที่ส่งใบสมัครเข้ามา 8 ล้านใบต่อปีถูกอนุมัติโดยระบบ Machine ถึง 99.5% โดยใช้บุคลากรวิเคราะห์สินเชื่อที่เป็นคนเพียง 7 คนเท่านั้น หากเป็นธนาคารแบบเดิมจะต้องใช้คนกว่า 500 คน ซึ่งเป็นหนึ่งในความแตกต่างของระบบดิจิทัล”
อย่างไรก็ดีรายได้ที่ธนาคารจะได้ต่อหัวของVirtual Bank จะต่ำกว่าธนาคารทั่วไป เช่น วงเงินสินเชื่ออาจอยู่ที่ 3,000–5,000 บาท ขณะที่ธนาคารทั่วไปอาจอยู่ที่ 70,000–100,000 บาท แต่Virtual Bank จะสามารถสร้างฐานลูกค้าได้ในปริมาณที่มากถึง 7 - 10 ล้านคน ซึ่งมากกว่าธนาคารดั้งเดิมที่มีฐานลูกค้าด้านสินเชื่อ 3 - 4 ล้านคน
นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา Chief Digital Platform Business Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงสร้างรายได้ระหว่างธนาคารดั้งเดิมกับVirtual Bank อาจจะไม่ได้แตกต่างกันมาก 70 - 80 % เป็นรายได้จากดอกเบี้ย และที่เหลืออาจจะมาจากรายได้ค่าธรรมเนียม
แต่สิ่งที่ทำให้Virtual Bank แตกต่างคือเรื่องของนวัตกรรม ซึ่งคนไทยมีการใช้ดิจิทัลติดอันดับโลกอยู่แล้ว และพร้อมเพย์ก็ทำให้ไทยติดอันดับโลกเหมือนกัน ซึ่งเรื่องของการปรับใช้Virtual Bank ไม่ห่วงอยู่แล้ว
“สิ่งที่ต้องจับคือความเสี่ยงของ Virtual Bank ทั้งความเสี่ยงที่มาจากการปล่อยสินเชื่อที่ต้องคัดกรองลูกค้าและบริหารจัดการท่ามกลางสถานการณ์หนี้ที่สูงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นความท้าทาย และสองคือเรื่องภัยทุจริตและความปลอดภัย ที่ Virtual Bank ใช้เทคโนโลยีมากขึ้นจะต้องลดความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยให้ได้อย่างมีนัยยะ”
แต่การใช้ AI Embedded หรือฝังเข้าไปในกระบวนการให้บริการลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้มีความได้เปรียบด้านต้นทุน การไม่มีสาขาถือเป็นการลดต้นทุนไปประมาณหนึ่งในสามของธนาคารดั้งเดิม นอกจากนี้ การใช้ AI และกระบวนการที่คล่องตัวจะช่วยให้Virtual Bank สามารถใช้พนักงานน้อยกว่า ซึ่งธนาคารดั้งเดิมอาจจะต้องใช้คนมากกว่าถึง 10 เท่า