โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

POP: 20 ปี ‘แหยมยโสธร’ อะไรที่ทำให้ภาพยนตร์สไตล์จัดจ้าน กลายเป็น ‘ตำนานของวงการหนังไทย’

BrandThink

เผยแพร่ 09 ก.ย 2568 เวลา 03.47 น.

ปี 2548 ถือได้ว่าเป็นปีที่มีภาพยนตร์อันน่าจดจำมากมายออกสู่สายตาผู้คนและหลายเรื่องขึ้นแท่นเป็นตำนานของวงการหนังไทย หนึ่งในนั้นคือภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดีธีมย้อนยุคที่หาญกล้าใช้ภาษาถิ่นอีสานทั้งเรื่องอย่าง ‘แหยมยโสธร’

เรื่องราวว่าด้วยความรักของคน 2 คู่ ‘ทอง’ และ ‘สร้อย’ ชายหนุ่มหญิงสาวต่างฐานะ แต่มีสัมพันธ์รักหวานปานจะกลืนกิน กับ ‘แหยม’ น้าชายของทองที่ถูกพี่เลี้ยงของสร้อย ‘เจ้ย’ ตามจีบตามตื๊ออยู่ไม่ห่าง ทำให้เกิดเรื่องราวความรักที่ต้องพบทั้งความหฤหรรษ์และอุปสรรคกว่าจะได้ลงเอยความรักแบบ Happy Ending นำแสดงและกำกับโดยสุดยอดตลกชื่อดัง ‘เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา’ หรือ ‘หม่ำ จ๊กมก’ ที่เคยฝากฝีมือเอาไว้ใน ‘บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม’ มาแล้ว

แล้วอะไรที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์ขึ้นหิ้งและยังคงเป็นที่ถูกพูดถึงอยู่ในปัจจุบัน

[ความฮา=บริบทที่คนไทยเข้าใจ+การจัดวางจังหวะคาดไม่ถึงอย่างเหมาะสม]

การหยิบจับธีมเรื่องและความย้อนยุค (retro) แบบ‘มนต์รักลูกทุ่ง’ ที่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์และละครออกฉายสู่สายตาคนไทยอยู่บ่อยครั้ง หรือภาพยนตร์ไทยช่วงยุค 70s-80s ที่มักจะนำเพลงลูกทุ่งมาเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ เช่น มนต์รักแม่น้ำมูล เป็นต้น มาต่อยอดเป็นภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ทำให้ผู้ชมที่คุ้นชินกับสไตล์ดังกล่าวอยู่แล้วสามารถ ‘เข้าใจ’ และ ‘เข้าถึง’ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ไม่ยาก

บวกกับการจัดวาง ‘จังหวะคาดไม่ถึง’ หรือจัดวางจังหวะขัดแย้งจากความคาดหวังที่สอดคล้องกับบริบทที่คนไทยเข้าใจ ณ เวลาดังกล่าวอย่างเหมาะสม (แม้ว่าบางอย่างอาจจะไม่เหมาะสมที่จะใช้ในยุคนี้ก็ตามที)

เช่น หนึ่งในฉากที่ถูกตัดมาลงในช่องยูทูบของค่ายหนังสหมงคลฟิล์มและมียอดผู้ชมกว่า 6 ล้านอย่างฉากที่ ‘แหยม’ รอคอยจดหมายของ ‘เจ้ย’ แต่กลับได้จดหมายร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคี ซึ่งความขบขันเกิดขึ้นเมื่อตัวละครระหว่าง ‘แหยม’ กับ ‘บุรุษไปรษณีย์’ ต่างผลักดันวาระของตนเอง

ฝั่งหนึ่งไม่ยอมที่จะรับจดหมายทอดผ้าป่าด้วยการบอกว่ามีความเชื่อที่ต่างไป แต่อีกฝั่งก็ดันมีจดหมายร่วมทำบุญของความเชื่อเหล่านั้น ซึ่งก็เป็นสิ่งคาดไม่ถึงที่ผู้ชมในประเทศสามารถจินตนาการถึงได้ไม่ยาก เช่น การซื้อไม้กางเขนให้พระเยซูและการซื้อม้าตัวใหม่ถวายพระถังซัมจั๋ง เป็นต้น

ฉากดังกล่าวยังมีส่วนเชื่อมไปยังหนึ่งในปมของเรื่อง นั่นคือความพยายามในการกีดกันความรักของคนสองคู่โดยฝีมือคุณนายดอกท้ออีกด้วย

[ตีความอีสานใหม่ กลายเป็น ‘แหยมสไตล์’]

ความหาญกล้าหนึ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้คือการสื่อสารด้วยภาษาถิ่นอีสานทั้งเรื่อง เพราะภาพยนตร์ในยุค 70s-80s โดยเฉพาะภาพยนตร์ของผู้กำกับอย่าง ‘สุรสีห์ ผาธรรม’ และ ‘พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา’ ที่ใช้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นฉากหลังของเรื่องส่วนใหญ่ มักจะไม่ใช้ภาษาถิ่นสื่อสาร ซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นการเชื่อมโยงประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดของประเทศ

ถึงแม้ว่าภาพยนตร์จะมีส่วนในการสะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่งานออกแบบหรือ Production Design สไตล์เรโทรอันฉูดฉาดจัดจ้านที่ปรากฏตลอดทั้งเรื่อง สะท้อนถึงการตีความที่ไม่ได้ยึดติดกับภาพจำบางประการที่ผู้คนมีต่อภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งช่วยขับให้สไตล์แบบ ‘แหยมยโสธร’ เด่นชัด

กลายเป็นว่าเมื่อใดก็ตามที่ได้เห็นใครใส่เสื้อและกางเกงหลากสี ก็รู้ได้ทันทีว่าบริษัทของพวกเขาอาจจะกำลังจัดธีมปาร์ตี้แหยมยโสธรอยู่ก็เป็นได้

[แม้แต่ตัวละครรองก็ยังเป็นที่จดจำ]

นอกจากตัวละครเอกจะเป็นที่จดจำ ตัวละครระดับรองก็เป็นที่น่าจดจำไม่แพ้กัน เพราะทุกตัวละครต่างก็มีคาแรกเตอร์และมีวาระ (agenda) ของตัวเองที่ชัดเจน แม้ว่านักแสดงหลายคนคือเหล่านักแสดงหน้าใหม่ในวงการภาพยนตร์ในเวลานั้น

เช่น ‘ยอดชาย’ ลูกชายของกำนันในพื้นที่ที่รับบทโดย ‘อนุวัฒน์ ทาระพันธ์’ ก็เป็นที่จดจำจากคาแรกเตอร์เสียงหล่อและวลีต่อท้ายคำพูดอย่าง “อะฮึ่ย!” หรือ ‘รัก’ กับ ‘ยม’ ลูกน้องของคุณนายดอกท้อ ที่รับบทโดย ‘ใส เชิญยิ้ม’ และ ‘เขมร ลูกหยี’ ก็เป็นที่จดจำจากการพูดสลับกันคนละคำ หรือ ‘คุณนายดอกท้อ’ ที่รับบทโดย ‘แวว จ๊กมก’ มีคาแรกเตอร์พูดไทยคำ อังกฤษคำ และมีวาระที่ชัดเจนว่าต้องการที่จะให้ ‘สร้อย’ ผู้เป็นหลานได้พบกับชายหนุ่มที่มีฐานะเหมาะสมมาเป็นคู่ครอง เป็นต้น

[เพลงประกอบดังข้ามกาลเวลา]

แค่จังหวะรัวกลองและสำเนียงแบบพิณในอินโทรของเพลง ‘โจ๊ะ จะ จะ’ ก็ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ไม่ยากนัก เช่นเดียวกับเพลงอื่นๆ ที่ปรากฏตลอดทั้งเรื่อง เช่น คนลวงรัก, ตะวันแดง ฯลฯ ที่หากจะฟังแยกจากภาพยนตร์ ก็สามารถฟังเพื่อความไพเราะเฉกเช่นเพลงลูกทุ่งอื่นๆ

ด้วยการถ่ายทอดของ ‘ทิดเซียง เสียงเสน่ห์’ นักร้องผู้มีร่องเสียงชวนให้นึกถึง ‘สนธิ สมมาตร’ ในภาพยนตร์มนต์รักแม่น้ำมูล (ซึ่งภายหลังเพลงจากภาพยนตร์ดังกล่าวหลายเพลงถูกใช้ในแหยม ยโสธร ภาค 2) บวกกับการเรียบเรียงของนักเรียบเรียงเพลงลูกทุ่งมือฉมังอย่าง ‘กิตติศักดิ์ สายน้ำทิพย์’ ทำให้เพลงเป็นที่จดจำได้ไม่ยาก

โดยเฉพาะเพลง ‘กลับมาทำไม’ ที่ปรากฏในช่วงท้ายเรื่องในฉากที่เจ้ยมาเฉลยตัวตนกับแหยม ถ่ายทอดโดย ‘หม่ำ จ๊กมก’ ต้นฉบับเดิมโดย ‘สังข์ทอง สีใส’ กลายเป็นเพลงที่ดังข้ามกาลเวลาเป็นที่เรียบร้อย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...