โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ณัฐพงษ์ ปักธง 20 ล้านเสียง กันอำนาจนอกระบบ ขวางทางตั้งรัฐบาลประชาชน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ต.ค. 2568 เวลา 02.15 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2568 เวลา 01.03 น.

คอลัมน์ : Politics policy people forum

พรรคประชาชน เป็นอีกก้าวของพรรคก้าวไกล และเป็นอีกสเต็ปของพรรคอนาคตใหม่

แกนหลักทางการเมืองหน้าฉากยังเป็นกลุ่มเดิม หน้าเดิม เปลี่ยนแค่หัวขบวน

เป็นการเดินทัพ Long March เพื่อเป้าหมายทางการเมืองคือการเป็นรัฐบาล

คนกลุ่มนี้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ผ่านการเลือกตั้งใหญ่มาถึง 2 สนาม

การเลือกตั้งสนามแรกคือจุดเริ่มต้น ในนามพรรคอนาคตใหม่ ที่มี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นหัวหน้าพรรค “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เป็นเลขาธิการพรรค นำทัพได้ สส.มาถึง 80 เสียง แม้จะโดนยุบพรรคหลังจากนั้น

ทั้ง “ธนาธร-ปิยบุตร” ส่งต่อจิตวิญญาณปักธงอนาคต กำเนิดพรรคก้าวไกล ให้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นหัวหน้าพรรค และ “ชัยธวัช ตุลาธน” เป็นเลขาธิการพรรค สู้ศึกการเลือกตั้งสมัยที่ 2 กวาด สส.ได้มากเป็นอันดับหนึ่ง 151 เสียง แต่ก็ไม่สามารถฝ่าฟันกับดักรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มี สว.แต่งตั้งเป็นด่านสำคัญได้ กลายเป็นฝ่ายค้าน และถูกยุบพรรค

มาถึงการเดินทางรุ่น 3 ในนามพรรคประชาชน มี “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรค และ “ติ่ง” ศรายุทธิ์ ใจหลัก เป็นเลขาธิการพรรค นำทัพสู่การเลือกตั้งครั้งที่ 3

พรรคประชาชน ตั้งเป้าการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้สูงแบบที่ไม่มีพรรคการเมืองไหนทำได้มาก่อน คือ ต้องการคะแนนโหวตจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึง 20 ล้านเสียง นาทีนี้ พรรคประชาชน พร้อมส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทั้ง 400 เขต

ปักธง 20 ล้านเสียง

“ณัฐพงษ์” เล่าถึงการเตรียมตัววางเป้าหมายให้ได้ 20 ล้านเสียง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้สำเร็จ โดยวางกลยุทธ์สำคัญมุ่งเน้นไปที่เขตเลือกตั้งยุทธศาสตร์ 104 เขตที่พรรคได้อันดับ 2 ในการเลือกตั้งครั้งเมื่อปี 2566 สู่เป้าหมายได้ สส. 250 ที่นั่ง

เป็นเป้าหมายที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดทำได้มาก่อน ซึ่งอดีตพรรคไทยรักไทยเคยทำได้สูงสุด 18.9 ล้านเสียง ในปี 2548 การได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง (ประมาณ 50%) จะเป็นการสร้างฉันทามติที่ชัดเจนว่า พรรคคือตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้พลังอำนาจอื่นสามารถขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่วนเป้าหมายที่ต้องได้ สส. 250 ที่นั่ง ถือเป็นจำนวนที่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างมีเสถียรภาพ

สำหรับพื้นที่ยุทธศาสตร์ 104 เขต ที่อดีตพรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 2 ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 จะนำคะแนนในแต่ละเขตมาดูอย่างละเอียดว่าแพ้กันกี่คะแนน มากน้อยแค่ไหน แพ้พื้นที่ไหน มีหัวคะแนนธรรมชาติของพรรคเพียงพอหรือไม่ ต้องแก้ปัญหาในเชิงพื้นที่ในเรื่องใดเพิ่มเติมหรือไม่

เชื่อว่าหากสามารถเอาชนะในเขตเหล่านี้ได้ทั้งหมดในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เป้าหมายได้ สส. 250 ที่นั่ง ก็มีความเป็นไปได้ สำหรับ 104 เขตเลือกตั้งเมื่อปี 2566 แบ่งเป็น ภาคอีสาน 45 เขต ภาคกลาง 22 เขต ภาคใต้ 9 เขต ภาคตะวันออก 5 เขต กทม.และปริมณฑล 5 เขต ภาคตะวันตก 4 เขต และภาคเหนือ 14 เขต ซึ่งจะครอบคลุม 104 เขตเป้าหมายหลัก

Big Data กำหนดยุทธศาสตร์

หากในยุคพรรคก้าวไกลที่มี “พิธา” เป็นหัวหน้าพรรค ใช้กลยุทธ์ Precision Politics นำข้อมูล Data แบ่งพื้นที่ แดง เหลือง เขียว ดูความสามารถคู่แข่ง-ดูความแข็งแกร่งผู้สมัครของพรรค เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การทำแคมเปญ-นโยบาย และลงพื้นที่หาเสียง

แต่เมื่อมาถึงยุค “ณัฐพงษ์” ในฐานะที่เขาเป็น “วิศวกรคอมพิวเตอร์” เป็นหัวขบวนของกลุ่ม “ก้าว Geek” ในพรรค ตั้งแต่พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน เคยเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หากพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

ดังนั้น เมื่อเขานั่งตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคประชาชน” เขาจึงใช้ความสามารถด้านไอทีผสมผสานกับงานการเมือง สร้างแพลตฟอร์มสำหรับวิเคราะห์ Data ในพื้นที่ทั้งหมด ทั้งสภาพชุมชนวัด โรงเรียน ร้านค้า ร้านอาหาร ละเอียดพอ ๆ กับกูเกิลแมป ติดตามการลงพื้นที่ของคู่แข่ง ติดตามการทำงานของทีมงาน

เพื่อแก้ Pain Point กรณีหากเกิด สส.งูเห่า ย้ายพรรค คนใหม่จะมีข้อมูลเข้ามาสานต่องานได้ทันที เรียกว่าระบบ “Election Intelligence”

“ระบบ Election Intelligence ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้สมัครและทีมงานของพรรค มีฟังก์ชั่นการทำงานที่ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการปฏิบัติงานในพื้นที่ จะมีการประเมินคู่แข่งในเขตของตนเอง และกำหนดเป้าหมายคะแนนเสียงที่ต้องหาเพิ่มเพื่อชัยชนะ”

“มีระบบ Social Listening อัตโนมัติ เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของคู่แข่งได้แบบรายวันโดยไม่ต้องเข้าไปดูเอง มีข้อมูลให้ผู้สมัครต้องกระจายเป้าหมายคะแนนเสียงที่ต้องการหาเพิ่มลงไปในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าต้องทำงานในพื้นที่ใดเป็นพิเศษ นอกจากนี้ระบบจะแสดงข้อมูลผลการเลือกตั้งครั้งที่แล้วในแต่ละหน่วย”

“เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ว่าหน่วยใดเป็นฐานเสียงเดิม หรือเป็นหน่วยช่วงชิงในแต่ละพื้นที่ โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลปัญหาร้องเรียนในพื้นที่จากเว็บไซต์ ‘ทั่วไทย’ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการลงพื้นที่ของทีมงานพรรคทั่วประเทศ (เฉลี่ยเดือนละกว่า 3,000 ครั้ง) ทำให้ผู้สมัครใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลปัญหาในพื้นที่ได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์”

“สำหรับการสร้างเครือข่าย หัวคะแนนธรรมชาติ พรรคได้เก็บข้อมูลชุมชนและหมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 80,000 แห่ง และให้ทีมงานระบุตัวตนแกนนำ ในแต่ละพื้นที่ มีการแบ่งประเภทแกนนำด้วยสี สีเขียว คือ แกนนำเป็นสมาชิกพรรค (มีแนวโน้มเป็นเครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สุด) สีเหลือง คือ ทีมงานรู้จักแกนนำในพื้นที่แล้ว ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้สมัครใหม่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว”

“นอกจากนี้ยังมีการระบุจุดยุทธศาสตร์ เก็บข้อมูลสถานที่ที่เป็นจุดกระจายเสียงแบบปากต่อปาก เช่น คาเฟ่, ร้านอาหาร, ร้านทำผม เพื่อใช้เป็นพื้นที่ฝากเอกสารแนะนำตัวในอนาคต รวมทั้งมีแผนจะเปิดแคมเปญให้มวลชนผู้สนับสนุนช่วยกัน ‘ปักหมุด’ พิกัด GPS ของหน่วยเลือกตั้งให้มีความแม่นยำมากขึ้น”

ซาวเสียงโหวตเตอร์

นอกจากนี้ พรรคได้ส่งแบบสอบถามไปยังสมาชิกพรรคในแต่ละเขต เพื่อสอบถามว่าพึงพอใจและต้องการให้พรรคส่ง สส. คนปัจจุบันลงสมัครต่อหรือไม่ ผลการสำรวจ พบว่ามี 21 เขตเลือกตั้ง ใน กทม. ที่สมาชิกพรรคเกิน 30% เห็นว่าควรพิจารณาเปิดรับสมัครผู้สมัครใหม่เข้ามาแข่งขัน โดยผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ผู้ที่ต้องการเป็นทีมงานพรรค ต้องผ่านการอบรม TT 101 (อบรมอุดมการณ์ขั้นพื้นฐาน) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผ่านแล้ว 6,500 คน

ผู้ที่ต้องการเป็นนักการเมืองต้องเข้าอบรมหลักสูตร Political Candidate ซึ่งมีผู้ผ่านแล้ว 1,400 คน ปัจจุบัน ในคลังผู้สมัคร สส. (MP Pool) มีผู้ที่พร้อมลงสมัครในเขตต่าง ๆ แล้วกว่า 600 คน ซึ่งเพียงพอและทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถส่งผู้สมัครลงแข่งขันได้ครบทั้ง 400 เขตทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน พรรคได้วางระบบในการพัฒนาบุคลากรและคัดเลือกผู้สมัครอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ผู้แทนที่มีคุณภาพและยึดโยงกับประชาชน จะมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ มีระบบแจ้งเตือน สส. ผ่าน LINE โดยตรง หากขาดการประชุมสภา, กรรมาธิการ หรือขาดการลงมติ

เพื่อให้ สส. ตระหนักว่าพรรคมีการติดตามการทำงานอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งมีแพลตฟอร์ม “ผู้แทนของฉัน” เป็นหน้าเว็บไซต์ที่ประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลการทำงานของ สส. ในสภาได้ทั้งหมด เช่น การลงพื้นที่, การอภิปราย, การลงมติรายมาตรา ซึ่งจะเชื่อมโยงข้อมูลได้เร็ว ๆ นี้ ข้อมูลการทำงานทั้งหมดจะถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาส่ง สส. เขตเดิมลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง

ไม่มี Digital Wallet Moment

พรรคประชาชน เตรียมเปิดนโยบายหาเสียงลอตแรกก่อนสิ้นปี 2568 เพื่อทำให้โหวตเตอร์เห็นว่า พร้อมเป็น “รัฐบาลของประชาชน”

ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง นอกจากเปิดตัว “แคนดิเดตนายกฯ” ซึ่งคราวนี้ใส่มากกว่า 1 ชื่อ ยังเปิดตัว “แคนดิเดตรัฐมนตรี” ที่มีทั้ง สส.ในพรรค และ “คนนอก” ที่แกนนำพรรคมั่นใจว่า ว้าว กว่า “คนนอก” ของพรรคภูมิใจไทย เขย่าหัวใจโหวตเตอร์

ด้านนโยบาย เน้นการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศและสามารถปฏิบัติได้จริง ควบคู่ไปกับการผลักดันวาระทางกฎหมายที่สำคัญผ่านกลไกสภา นโยบายที่ทำได้จริง และรับผิดชอบทางการคลัง พรรคยึดมั่นในการสร้างนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

ณัฐพงษ์บอกว่า “เราจะต้องไม่มี Digital Wallet Moment” นโยบายจะถูกคิดอย่างละเอียดไปจนถึงระดับกระบวนการทำงานในกระทรวง ทบวง กรม และสำนักต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถขับเคลื่อนได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าบริหาร”

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยอมรับว่าสถานการณ์ทางการคลังของประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากปี 2566 ดังนั้น นโยบายต่าง ๆ โดยเฉพาะนโยบายสวัสดิการ จะถูกคิดคำนวณอย่างรอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับสถานะทางการคลังในปัจจุบันและไม่สร้างความเสี่ยง

รัฐบาลของประชาชน

ในการเลือกตั้ง 2562 พรรคก้าวไกลประสบความสำเร็จด้วยแคมเปญการเมือง “มีลุง ไม่มีเรา” ปลุกให้พรรคก้าวไกลได้ สส. 151 และดันเรตติ้ง “พิธา” เป็น Almost Prime Minister ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ “ณัฐพงษ์” ยอมรับว่ากระแสมีลุง ไม่มีเรา กับกระแสของคุณพิธา มีส่วนสำคัญทำให้พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง แต่ทุกการเลือกตั้งบริบททางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้ง การเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคประชาชนก็ต้องทำการบ้าน มีวาระที่จะสื่อสารผ่านแคมเปญการเลือกตั้งใหม่เช่นกัน

โดยพรรคประชาชนได้วางแนวคิดหลักในการสื่อสารทางการเมือง เพื่อสร้างความแตกต่างและช่วงชิงความไว้วางใจจากประชาชน ผ่านแคมเปญ “รัฐบาลของประชาชน” สาระสำคัญหลักของแคมเปญการเลือกตั้งครั้งนี้คือการต่อสู้เพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลของประชาชน ที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อให้ได้ฉันทามติจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้พลังอื่นสามารถขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลได้อีก

นอกจากนี้ พรรคจะมีการสร้างความเชื่อมั่นผ่านทีมบริหาร มีแผนที่จะเปิดเผยรายชื่อทีมบริหาร หรือคณะรัฐมนตรี ก่อนการเลือกตั้ง เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความพร้อมของบุคลากรที่จะเข้ามาบริหารประเทศ กลยุทธ์นี้จะสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองที่ทำการเมืองแบบ บ้านใหญ่ ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยตัวบุคคลล่วงหน้าได้ เพราะต้องรอการต่อรองตำแหน่งหลังเลือกตั้ง ส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนที่จะเสนอต่อประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า ยืนยันว่า พรรคประชาชนเสนอแคนดิเดตนายกฯ เกิน 1 รายชื่อแน่นอน

มั่นใจ ไม่ซ้ำรอย ก้าวไกล

แม้เมื่อครั้งพรรคก้าวไกล ชนะเลือกตั้ง ได้เสียงกว่า 14 ล้านเสียง และได้ สส.กว่า 151 ที่นั่ง แต่สุดท้ายเกิดอุบัติเหตุ ตั้งรัฐบาลไม่ได้ และต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน อะไรที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า พรรคประชาชนจะไม่เกิดอุบัติเหตุแบบเดียวกับพรรคก้าวไกล แม้พรรคประชาชนได้เสียงอันดับหนึ่ง

ณัฐพงษ์ ยกปัจจัย-บทเรียนในอดีต ในยุคของพรรคก้าวไกล มีปัจจัยเรื่อง สว.แต่งตั้ง 250 คน มาร่วมโหวตนายกฯด้วย ทำให้พรรคก้าวไกลไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้

แต่ปัจจุบันเงื่อนไขการโหวตนายกฯก็เปลี่ยนไป ไม่มีอุปสรรคที่เรียกว่า สว. 250 คน มาขวาง ดังนั้นการโหวตจะมีเพียง สส.ในสภาเท่านั้น

เขาจึงเชื่อว่า พรรคประชาชน จะไม่เกิดอุบัติเหตุเหมือนพรรคก้าวไกล

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ณัฐพงษ์ ปักธง 20 ล้านเสียง กันอำนาจนอกระบบ ขวางทางตั้งรัฐบาลประชาชน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...