โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพื่อครองโลก : 2) จาก Chimerica สู่สงครามเย็นครั้งที่สอง/การเมืองวัฒนธรรม เกษียร เตชะพีระ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 มี.ค. 2565 เวลา 02.16 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2565 เวลา 02.16 น.

การเมืองวัฒนธรรม

เกษียร เตชะพีระ

 

เพื่อครองโลก

: 2) จาก Chimerica สู่สงครามเย็นครั้งที่สอง

 

คําศัพท์ประดิษฐ์ว่า “Chimerica” ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ อันยึดติดแนบแน่นแทบว่าจะเป็นแฝดอินจันหนึ่งเดียวกันระหว่างจีนกับอเมริกาในบทความวิชาการของ Niall Ferguson นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่เขียนร่วมกับ Moritz Schularick นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเสรีเบอร์ลิน เมื่อปี ค.ศ.2007 เรื่อง “‘Chimerica’ and the global asset market boom”, International Finance 10(3), 215-239.

จากนั้น Chimerica ก็กลายเป็นคำยอดฮิตติดปากและถูกผลิตซ้ำในแวดวงสื่อมวลชน ธุรกิจการเงิน และเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว

ในบทความดังกล่าวและชิ้นอื่นๆ ต่อมา เฟอร์กูสันกับชูลาริคอธิบายความหมายนัยของ Chimerica ว่าเขาใคร่ขอให้ผู้อ่าน “อย่าได้คิดถึงสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าเป็นสองประเทศต่างหากจาก กัน หากคิดถึงมันเป็นประเทศเดียวคือ Chimerica… อันเป็นประเทศที่มาของความเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกราว 60% ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา” พวกเขาบรรยายบุคลิกลักษณะของประเทศ Chimerica นี้ว่า :

“ชาวชิเมริกันตะวันตกมั่งคั่งและเสพสุข ส่วนชาวชิเมริกันตะวันออกยากจนข้นแค้นกว่ามาก (ถึงขนาดที่ว่าต่อให้ปรับค่าตัวเลขบนพื้นฐานอำนาจซื้อเปรียบเทียบแล้ว รายได้ต่อหัวของชาวชิเมริกันตะวันออกก็ตกราว 16% ของรายได้ต่อหัวในชิเมริกาตะวันตกแค่นั้นเอง) ทว่าชิเมริกาทั้งสองซีกเสริมเติมเต็มซึ่งกันและกัน ชาวชิเมริกันตะวันตกเชี่ยวชาญการบริหารธุรกิจ การตลาดและการเงิน ส่วนชาวชิเมริกันตะวันออกชำนาญเฉพาะทางด้านวิศวกรรมและหัตถอุตสาหกรรม ชาวชิเมริกันตะวันตกผู้ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่ายมักมากอยากมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ซึ่งถูกผลิตขึ้นขนานใหญ่ในซีกตะวันออกอย่างไม่รู้จักอิ่มจักพอ พวกเขาไม่เก็บออมรายได้ของตัวไว้แม้สักแดงเดียว แถมยังดีอกดีใจที่จะเอาบ้านหรูของตัวไปวางค้ำประกันเงินกู้อีก ส่วนชาวชิเมริกันตะวันออกผู้ขี้เหนียวอดออมก็ยังชีพอยู่อย่างรอบคอบและเจียมตัว พวกเขายินดีมากกว่าที่จะสู้อดออมรายได้ของตัวเองไว้หนึ่งในสามแล้วเอาไปปล่อยกู้ให้ชาวชิเมริกันตะวันตกไปใช้จับจ่ายหาซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตามนิสัย และจะได้ช่วยให้ชาวชิเมริกันตะวันออกได้มีงานทำต่อไปอีกต่างหาก” (Ferguson & Schularick, “Chimerical? Think again”, The Wall Street Journal, 5 February 2007, p. A17)

สรุปได้ว่าในความสัมพันธ์แบบ Chimerica นั้น ซีกตะวันออกหรือจีนส่งออกและเก็บออม ส่วนซีกตะวันตกหรืออเมริกานำเข้าและใช้จ่ายเหมือนแบ่งฐานะบทบาทกันเป็นกำลังหลักด้าน supply & demand ของเครื่องยนต์เศรษฐกิจโลกนั่นเอง

ดังนั้น ถึงแม้ Chimerica จะเป็นหน่วยเดียวกันทางเศรษฐกิจ หากมิใช่หน่วยเดียวกันทางการเงิน เพราะจีนก็ยังใช้เงินสกุลหยวน ส่วนสหรัฐใช้เงินสกุลดอลลาร์ แต่ “ขนาดขอบเขตของธุรกรรมทางการเงินระหว่างสองซีกเทียบได้กับกระแสไหลเวียน…ภายในรัฐเดียวกันมากกว่าระหว่างสองรัฐ”

ทว่าในหลายปีหลังนี้ เมื่อดูเหมือนจีนจะค่อยขยับเผยอตนขึ้นเป็นมหาอำนาจที่มุ่งพลิกเปลี่ยนดุลอำนาจเดิมโดยคุกคามฐานะเป็นใหญ่ที่สุดและค่านิยมของอเมริกามากขึ้นทุกที ไนแอล เฟอร์กูสัน ก็เริ่มเปลี่ยนใจและเห็นว่า Chimerica กลายเป็นแค่ความเพ้อฝัน และพอประธานาธิบดีทรัมป์หันมาแซงก์ชั่นจีนทางการค้าขนานใหญ่ เฟอร์กูสันก็ประกาศในปี ค.ศ.2019 ว่า “สงครามเย็นครั้งที่สอง” กำลังมาถึง (https://www.scmp.com/comment/opinion/article/3160263/chimerica-revisited-why-us-and-china-should-forge-new-symbiotic)

ในความเห็นของอัลเฟรด แม็กคอย นักประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสันในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาเรื่อง To Govern the Globe (ค.ศ.2021) ความแตกต่างระหว่างสงครามเย็นครั้งแรก ระหว่างค่ายทุนนิยมเสรีนำโดยอเมริกากับค่ายคอมมิวนิสต์นำโดยสหภาพโซเวียต กับสงครามเย็นครั้งที่สองก็คือ ในครั้งนี้ สองอภิมหาอำนาจโลกที่เผชิญหน้ากันนั้นอยู่ในสถานะพึ่งพากันและกันทางเศรษฐกิจ (economic interdependencehttps://www.democracynow.org/2021/11/16/us_china_meet_in_virtual_summit)

กล่าวคือ นับแต่ปี ค.ศ.2001 เป็นต้นมา จีนได้บูรณาการเศรษฐกิจของตนเข้ากับสายโซ่อุปทานของอเมริกา ทำให้เศรษฐกิจสองประเทศเชื่อมติดเป็นคู่แฝดอินจันและกลายเป็นแหล่งที่มาถึง 40% ของการค้าโลก

ในสภาพเช่นนี้ ในอนาคตอันใกล้ไม่มีทางที่จะถอดประกอบผ่าแยกแฝด Chimerica ออกจากกันทางเศรษฐกิจได้ จีนยังคงต้องพี่งพาการส่งออกไปสหรัฐอยู่ เพราะการค้ากับสหรัฐเป็นแหล่งที่มาหลักของเงินตราต่างประเทศสำรองมหาศาลถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐของจีน (ตัวเลขปี ค.ศ.2014) ในทางกลับกัน เศรษฐกิจเพื่อการบริโภคของสหรัฐก็บูรณาการเข้ากับโรงงานทั้งหลายของจีนเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายจึงต้องพึ่งพากันและกันทางเศรษฐกิจ ต่างจากอเมริกากับโซเวียตในสมัยสงครามเย็นครั้งแรก

แต่ในด้านกลับ ทั้งสองประเทศก็ประชันขันแข่งกันอย่างจริงจังในด้านต่างๆ ด้วย

จีนมุ่งหวังที่จะแซงหน้าสหรัฐให้ได้ในทางเศรษฐกิจ ตามการคาดคำนวณของ PricewaterhouseCoopers ซึ่งเป็นบริษัทบัญชีระหว่างประเทศนั้น ถึงปลายทศวรรษที่ 2020 นี้ เศรษฐกิจจีนก็จะใหญ่โตกว่าเศรษฐกิจสหรัฐอย่างน้อย 50% ซึ่งนั่นจะทำให้จีนมีอำนาจคัดง้างทางเศรษฐกิจมหาศาล จนแม็กคอยคาดว่ามันน่าจะพอเพียงให้จีนแตกหักทางเศรษฐกิจกับอเมริกาแล้วก็ยังอยู่รอดได้ ค่าที่จีนได้แพร่ขยายอิทธิพลควบคุมทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก ผ่านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI)

ฉะนั้น ในทางเศรษฐกิจ แม็กคอยประเมินว่าจีนกำลังข้ามพ้นอเมริกาแล้วในปัจจุบัน ในแง่ของมูลค่าจริงบนฐานอำนาจซื้อเปรียบเทียบระหว่างเงินสกุลหยวนกับเงินสกุลดอลลาร์ เศรษฐกิจจีนตอนนี้อาจจะใหญ่กว่าเศรษฐกิจสหรัฐแล้วด้วยซ้ำไป!

อาศัยพลังอำนาจทางเศรษฐกิจดังกล่าว จีนย่อมสามารถขยายแสนยานุภาพของตนได้ในหลายด้าน อาทิ ด้านขีปนาวุธซึ่งจีนนำหน้าสหรัฐไปแล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ จีนยังกำลังสร้างเสริมกองทัพเรือของตนเพื่อผลักดันสหรัฐฯสุดกำลังให้พ้นออกไปจากเขตที่จีนเรียกว่า “สายโซ่หมู่เกาะสายแรก” (the first island chain) หรือที่สหรัฐเรียกว่า the Pacific literal ซึ่งหมายถึงแถบหมู่เกาะนอกชายฝั่งทวีปเอเชียจากญี่ปุ่น ผ่านโอกินาวา ไต้หวัน เหยียดลงไปถึงออสเตรเลีย เพื่อให้สหรัฐหลุดออกไปอยู่ตรงกึ่งกลางมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วจีนจะได้ผ่ากลางแบ่งครึ่งเขตอิทธิพลนาวีในมหาสมุทรแปซิฟิกกับสหรัฐเสียใหม่นั่นเอง

แม็กคอยประเมินว่าบัดนี้กองทัพเรือจีนกำลังใกล้ถึงขีดสมรรถนะที่จะทำตามยุทธศาสตร์นี้ได้แล้ว

(ต่อสัปดาห์หน้า)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...