โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ต้นแบบธุรกิจไร้ขีดจำกัด เบื้องหลัง Toyota ทำไมยังแข็งแกร่ง แม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ?

Thairath Money

อัพเดต 15 เม.ย. 2568 เวลา 15.14 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. 2568 เวลา 01.00 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อพูดถึง Toyota คนส่วนใหญ่มักนึกถึงยักษ์ใหญ่ในวงการยานยนต์โลกเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว โตโยต้าได้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์มานานแล้ว บริษัทญี่ปุ่นแห่งนี้ได้พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างชาญฉลาดที่สุดในโลก ด้วยการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต รายการ Digital Frontiers ทางช่อง YouTube : Thairath Money วิเคราะห์ 3 กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงระดับโลก ที่ทำให้ Toyota ยังเป็นผู้แข็งแกร่งเสมอแม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง

รากฐานมั่นคงจากประวัติศาสตร์ยาวนาน

จุดเริ่มต้นของตำนาน Toyota ย้อนกลับไปในปี 1907 ที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น เมื่อ ซากิชิ โตโยดะ นักประดิษฐ์ผู้มีวิสัยทัศน์ได้สร้างเครื่องทอผ้าอัตโนมัติที่ปฏิวัติวงการสิ่งทอ ความสำเร็จครั้งนั้นได้จุดประกายให้ คิอิจิโร โตโยดะ บุตรชายของเขา มองเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเติบโต จนนำไปสู่การก่อตั้ง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น อย่างเป็นทางการในปี 1937

แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ Toyota ต้องเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อถูกบังคับให้เปลี่ยนจากการผลิตรถยนต์พาณิชย์เป็นยานพาหนะทางทหาร และเมื่อสงครามจบในปี 1945 เศรษฐกิจญี่ปุ่นล่มสลาย ทำให้บริษัทเกือบล้มละลาย

จุดต่ำสุดมาถึงในปี 1950 เมื่อวิกฤตการเงินบีบให้ต้องปลดพนักงานจำนวนมาก จนคิอิจิโรต้องลาออกจากตำแหน่งประธาน แต่วิกฤตครั้งนี้กลับนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อบริษัทนำระบบการผลิตแบบลีน Toyota Production System มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความสูญเปล่า ซึ่งต่อมากลายเป็นแบบอย่างให้กับบริษัทผู้ผลิตทั่วโลก

บทเรียนอันเจ็บปวดจากวิกฤตครั้งนั้นทำให้ Toyota ตระหนักว่า การพึ่งพาธุรกิจเดียวนั้นเสี่ยงเกินไป จึงเริ่มวางกลยุทธ์กระจายการลงทุนไปยังหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้บริษัทแข็งแกร่งจนถึงทุกวันนี้

3 กลยุทธ์ที่ทำให้ Toyota ยังยิ่งใหญ่ แม้ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง

1. แตกไลน์ธุรกิจอย่างชาญฉลาด สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร

Toyota ไม่ได้เพียงขายรถยนต์ แต่สร้าง "ระบบนิเวศธุรกิจ" ที่ครบวงจร เมื่อคุณซื้อรถ Toyota สักคัน คุณไม่ได้แค่ได้รถยนต์ แต่ได้เข้าสู่โลกของบริการที่หลากหลาย ตั้งแต่ Toyota Financial Services ที่ให้บริการสินเชื่อและประกันภัยครบวงจร ไปจนถึงแอปพลิเคชัน T-Connect ที่ทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยส่วนตัวในการดูแลรถยนต์ แจ้งเตือนการซ่อมบำรุง วางแผนเส้นทาง และเชื่อมต่อกับระบบบันเทิงภายในรถ

นอกจากนี้ Toyota ยังรุกเข้าสู่ธุรกิจ Mobility as a Service ด้วยการร่วมลงทุนกับแพลตฟอร์มเรียกรถยนต์ชั้นนำของโลกอย่าง Uber และ DiDi ในจีน พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มการเดินทางแห่งอนาคตที่จะเชื่อมโยงการเดินทางทุกรูปแบบเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนตัว รถสาธารณะ หรือยานพาหนะทางเลือกอื่นๆ

การต่อยอดเทคโนโลยีข้ามอุตสาหกรรมเป็นอีกจุดแข็งที่ทำให้ Toyota ยิ่งใหญ่ ตัวอย่างที่โดดเด่นคือการพัฒนาแบตเตอรี่จาก Prius Plug-in Hybrid ให้กลายเป็นระบบพลังงานสำรองสำหรับบ้านอัจฉริยะ ช่วยให้สามารถจัดเก็บพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาและจ่ายไฟฉุกเฉินในยามที่เกิดภัยพิบัติ ซึ่งเป็นปัญหาที่ญี่ปุ่นต้องเผชิญบ่อยครั้ง

การลงทุนในพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายอาณาจักรธุรกิจของ Toyota ในปี 2018 บริษัทได้ลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ใน Grab แพลตฟอร์มเรียกรถยนต์ชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยให้ Toyota เข้าถึงข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคในภูมิภาคที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน แต่ยังสนับสนุนการบูรณาการแพลตฟอร์มบริการการเคลื่อนที่ (MSPF) ของ Toyota เข้ากับการดำเนินงานของ Grab อีกด้วย

ในปี 2020 โตโยต้ายังได้ลงทุน 894 ล้านดอลลาร์ใน Joby Aviation สตาร์ทอัพที่พัฒนาอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งแบบไฟฟ้า (eVTOL) หรือที่เรียกว่า "แท็กซี่บินได้" ซึ่งมีศักยภาพในการปฏิวัติการเดินทางในเมืองใหญ่ที่ประสบปัญหาการจราจรติดขัด การลงทุนครั้งนี้ช่วยให้ Toyota ขยายวิสัยทัศน์ด้านการเคลื่อนที่จากถนนสู่ท้องฟ้า และเสริมความแข็งแกร่งในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงและวัสดุน้ำหนักเบาที่จำเป็นสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าทุกประเภท

2. ลงทุนในอนาคตอย่างมีวิสัยทัศน์ พร้อมกับกลยุทธ์ R&D ระดับโลก

Toyota ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาอย่างมาก โดยมีงบประมาณด้านนี้สูงถึง 1 ล้านดอลลาร์ต่อชั่วโมง ส่งผลให้บริษัทครองแชมป์การได้รับสิทธิบัตรมากที่สุดในสหรัฐฯ ติดต่อกัน 10 ปี ในปี 2023 Toyota ได้รับสิทธิบัตรถึง 2,667 รายการ ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติและระบบพลังงานใหม่ๆ

กลยุทธ์ด้านการวิจัยและพัฒนาของ Toyota แบ่งเป็นสองแผนชัดเจน: แผน A มุ่งไปที่นวัตกรรมยานยนต์ที่ใช้งานได้ภายใน 5 ปี เช่น การพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติ รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีไฮโดรเจน และแผน B ที่เป็นการวิจัยเชิงสำรวจระยะยาว เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพจากสาหร่าย หุ่นยนต์ทางการแพทย์ และระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง

บริษัทได้จัดสรรบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนา 4% ไปอยู่ในโครงการแผน B พร้อมให้อิสระในการคิดค้นนวัตกรรมนอกกรอบ โดยไม่มีความกดดันด้านผลกำไรระยะสั้น ตัวอย่างที่น่าสนใจคือโครงการ "เกนกิ-คูคัง" (Genki-kûkan) ที่ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างพืชกับมนุษย์ในระบบนิเวศควบคุม ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบกรองอากาศประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในบ้านอัจฉริยะของโตโยต้า ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในบ้านได้ดีขึ้นถึง 40%

การลงทุนของ Toyota ยังกระจายทั้งในแง่ธุรกิจและภูมิศาสตร์ โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาอยู่ในภูมิภาคสำคัญทั่วโลก ทั้งในอเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก ยุโรป และตะวันออกกลาง ทำให้สามารถจับกระแสนวัตกรรมและเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค

นอกจากการวิจัยและพัฒนาภายในองค์กรแล้ว Toyota ยังมุ่งมั่นในการค้นหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ผ่านการลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ ในปี 2017 บริษัทได้ก่อตั้ง Toyota Ventures ซึ่งแบ่งเป็นสองกองทุนหลัก: Frontier Fund II มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ ที่เน้นลงทุนในเทคโนโลยีล้ำสมัย ทั้ง AI หุ่นยนต์ การประมวลผลควอนตัม และเทคโนโลยีสมาร์ทซิตี้ และ Climate Fund II มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ ที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดักจับคาร์บอนไปจนถึงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนรูปแบบใหม่

การลงทุนของ Toyota Ventures มีลักษณะที่น่าสนใจคือ 70% เป็นการลงทุนในสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้น (Series A และ B) และ 30% ในบริษัทที่เติบโตแล้ว (Series C ขึ้นไป) สร้างสมดุลระหว่างการค้นหาเทคโนโลยีแหวกแนวและการขยายธุรกิจที่มีศักยภาพ ปัจจุบัน Toyota Ventures ได้ลงทุนในสตาร์ทอัพมากกว่า 75 แห่งใน 15 ประเทศ

Toyota ยังมีความสัมพันธ์ที่น่าสนใจกับบริษัทยานยนต์ชั้นนำระดับโลก ในปี 2010 พวกเขาลงทุน 50 ล้านดอลลาร์ใน Tesla ถือหุ้น 2.5% พร้อมขายโรงงานในแคลิฟอร์เนียให้ Tesla ใช้ผลิต Model S แม้ว่าต่อมาจะขายหุ้นทั้งหมดในปี 2016 เนื่องจากความแตกต่างด้านวัฒนธรรมองค์กร แต่การร่วมมือครั้งนั้นก็ช่วยให้โตโยต้าได้เรียนรู้เทคโนโลยีแบตเตอรี่และซอฟต์แวร์ยานยนต์ไฟฟ้าที่ล้ำสมัย

ในปี 2020 โตโยต้าได้จับมือกับ BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีน ตั้งบริษัทร่วมทุนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าสำหรับตลาดจีน ผสานจุดแข็งด้านแบตเตอรี่ของ BYD เข้ากับความเชี่ยวชาญในการพัฒนารถยนต์ของ Toyota ความร่วมมือนี้ช่วยให้โตโยต้าสามารถแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

โครงการที่โดดเด่นที่สุดของ Toyota ในด้านการวิจัยและพัฒนาคือ Woven City เมืองอัจฉริยะต้นแบบขนาด 175 เอเคอร์ที่เชิงภูเขาฟูจิ ซึ่งเปิดตัวในปี 2020 เมืองนี้เป็นมากกว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็น "ห้องทดลองมีชีวิต" ที่ทุกตารางนิ้วเต็มไปด้วยเซ็นเซอร์และระบบ AI มีรถยนต์ไร้คนขับวิ่งอยู่บนท้องถนนที่แบ่งเป็นสามระดับความเร็ว บ้านเรือนที่ผลิตพลังงานใช้เอง และการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ผู้ช่วย

Woven City ไม่ได้เป็นแค่โมเดลทดลอง แต่เป็นสนามทดสอบจริงสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่โตโยต้าจะนำไปพัฒนาต่อยอดในธุรกิจต่างๆ ทั้งยานยนต์ ที่อยู่อาศัย พลังงาน การดูแลสุขภาพ และระบบโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ โดยมีการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก เช่น Panasonic, IBM และ Microsoft เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่จะปฏิวัติการใช้ชีวิตในอนาคต

3. ไม่ได้แค่ผลิตสินค้า แต่สร้างอนาคตที่ดีกว่าให้ผู้คน ด้วยปรัชญาธุรกิจที่มองไกลกว่ากำไร

ตั้งแต่ปี 1985 Toyota ได้ขยายธุรกิจไปสู่การสร้างที่อยู่อาศัย โดยสร้างบ้านในญี่ปุ่นไปแล้วราว 200,000 หลัง แต่ไม่ใช่บ้านธรรมดาที่คุณเห็นทั่วไป เพราะเป็นบ้านอัจฉริยะที่ต้านทานแผ่นดินไหวได้ด้วยโครงสร้างเหล็กโค้งพิเศษที่ยืดหยุ่นได้มากกว่าบ้านทั่วไปถึง 1.5 เท่า สามารถผลิตพลังงานใช้เองได้ถึง 80% จากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาและระบบจัดเก็บพลังงาน และยังเชื่อมต่อกับรถไฮบริดของโตโยต้าเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำรองยามฉุกเฉิน

บ้านอัจฉริยะของ Toyota ไม่เพียงเน้นความปลอดภัยและประสิทธิภาพพลังงานเท่านั้น แต่ยังถูกควบคุมด้วยระบบ AI ที่เรียนรู้พฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย เพื่อปรับการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ควบคุมอุณหภูมิและแสงสว่างให้เหมาะสมตามเวลาและกิจกรรม รวมถึงมีระบบเฝ้าระวังสุขภาพที่สามารถตรวจจับความผิดปกติของผู้สูงอายุและแจ้งเตือนบุตรหลานได้ทันที ทำให้บ้าน รถยนต์ และโครงข่ายไฟฟ้าทำงานประสานกันอย่างลงตัว เหมือนระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่ทุกส่วนเชื่อมโยงกัน

สิ่งที่ทำให้ Toyota แตกต่างจากบริษัทอื่นคือวิธีคิดแบบ Toyota Way ที่ยึดหลัก "monozukuri" (การสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่า) และ "kaizen" (การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง) หลักการนี้ไม่เพียงทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในธุรกิจรถยนต์ แต่ยังช่วยให้ขยายสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้อย่างมั่นคง บริษัทมองว่าทุกปัญหาคือโอกาสในการปรับปรุง และมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าและสังคมในระยะยาว มากกว่าการแสวงหากำไรระยะสั้น

ปรัชญานี้ยังส่งผลให้ Toyota เป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นผู้บุกเบิกรถยนต์ไฮบริดอย่าง Prius ตั้งแต่ปี 1997 ก่อนที่โลกจะตื่นตัวเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นผู้พัฒนารถยนต์ไฮโดรเจนเชิงพาณิชย์รายแรกของโลกอย่าง Mirai ซึ่งปล่อยเพียงน้ำบริสุทธิ์ออกจากท่อไอเสีย

นอกจากนี้ Toyota ยังลงทุนในการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของสังคมญี่ปุ่นที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว และเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อช่วยให้ผู้พิการสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น

ด้วยเงินลงทุนเกือบ 1,500 ล้านดอลลาร์ต่อปีในเทคโนโลยีล้ำสมัย Toyota ไม่เพียงป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่กำลังสร้างอนาคตที่มีเมืองอัจฉริยะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีระบบพลังงานสะอาดที่พึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนมีหุ่นยนต์และ AI ที่ช่วยดูแลผู้สูงอายุ

Toyota ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ใช่แค่บริษัทผลิตรถยนต์ แต่เป็นผู้พลิกโฉมวงการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่กำลังสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับผู้คนทั่วโลก เพราะพวกเขาเข้าใจดีว่าในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วเช่นนี้ การเป็นแค่บริษัทรถยนต์อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากการทำธุรกิจเดิมให้ดีเท่านั้น แต่ต้องกล้าที่จะลงทุนในอนาคต และนี่คือเหตุผลที่ทำให้โตโยต้ายังคงยิ่งใหญ่และน่าจับตามองกว่าที่เคย

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...