โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ไม่อยากเป็นนางร้ายในนิยาย ยุค 80

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 ก.พ. 2568 เวลา 20.51 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2567 เวลา 06.18 น. • หว่อปู้จือเต้า
มู่อี้หงจะทำอย่างไร เมื่อต้องกลายมาเป็นนางร้ายดวงซวยในนิยาย ในเมื่อต้องพบจุดจบแสนอนาถ งั้นเธอขอเปลี่ยนบทใหม่ให้ตัวเองก็แล้วกัน!

ข้อมูลเบื้องต้น

Meb——> E-book

dek-d —→ E-book
ชะตาเล่นตลก! เมื่อ มู่อี้หง อินฟลูเอนเซอร์นักรีวิวอาหารผู้โด่งดัง ต้องเข้าไปเป็นนางร้ายในนิยาย ยุค 80

นิสัยขี้เกียจ เอาแต่ใจ ปากร้ายแล้วยังชอบตบตีกับชาวบ้าน

มีใครบ้างไม่รังเกียจ!

เธอจำใจแต่งงานกับสามีพิการ ทรมานใจจนต้องหนีตามชายคนหนึ่งไป สุดท้ายถูกนำไปขายให้พวกค้ามนุษย์

ถึงเวลาเปลี่ยนชะตานางร้ายเสียใหม่ ต่อไปนี้ ไม่มีภรรยาใจร้าย จอมขี้เกียจอีกแล้ว

ดูแลสามี?…ฉันทำได้

ทำอาหาร?…สบายมาก

หาเงิน?…รวยแน่นอน

มู่อี้หงคนนี้จะเป็นสุดยอดภรรยาแสนดี ไม่ทำร้ายสามีอีกเด็ดขาด

………………………………………

มู่อี้หงเริ่มทำอาหารด้วยอารมณ์แจ่มใสเป็นพิเศษ เริ่มจากนำหมูชิ้นเล็กมาสับจนละเอียด โชคดีที่มีแป้งสาลีติดครัวอยู่เล็กน้อย ใช้แป้งลงคลุกเคล้ากับเนื้อหมูปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย นวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นตั้งน้ำรอจนเดือด แล้วปั้นเนื้อหมูเป็นก้อนกลมหย่อนลงไป ไม่นานลูกชิ้นหมูกลมเด้งก็ลอยขึ้นอยู่เหนือนำ้จนเต็มหม้อ

“อ่า…หอมน่ากิน”

เสียงเคาะตะหลิวกับกระทะดังลอยมาจากห้องครัวปลุกกู้ฉางเซินที่กำลังจมอยู่กับความคิดให้รู้สึกตัว ด้วยความไม่ไว้วางใจกลัวมู่อี้หงจะทำไฟไหม้ เขาลุกจากเก้าอี้เบาๆเขยิบไปใกล้ห้องครัว หลบด้านหลังประตูก่อนยื่นหน้าเข้าไปสังเกตดูด้านใน

ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้น ภาพที่เห็นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น มู่อี้หงมีความสามารถในการทำอาหารด้วยงั้นเหรอ แม้แต่เตาไฟก็จุดเป็น ร่างเพรียวบางหั่นผักด้วยความชำนาญ ท่าทางถือกระทะและตะหลิวในมือพลิกไปมาดูคล่องแคล่วราวกับแม่ครัวในภัตตาคาร

คำถามผุดขึ้นในหัวจนสับสน นี่ใช่มู่อี้หง…คนไม่เอาไหนที่สุดของหมู่บ้านจริงหรือ?

แม่ครัวยังคงไม่รู้ตัวว่ากำลังโชว์วิธีปรุงอาหาร เธอวางกระทะลงบนเตาแล้วเทน้ำมันลงไป จากนั้นหันไปตอกไข่ใส่ชามตีจนขึ้นฟู ใส่ผักและต้นหอมซอยลงไป โรยเกลือและซอสปรุงรสเล็กน้อย รอจนน้ำมันร้อนจึงเทส่วนผสมลงไปแล้วหมุนกระทะให้ไข่เป็นแผ่น รอจนไข่แข็งตัวเล็กน้อยแล้วใช้ตะเกียบม้วนให้เป็นรูปทรง เมื่อสุกดีจึงตักใส่จาน ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงสามนาที ก็ได้ไข่ม้วนหอมกรุ่นมาหนึ่งจาน

คนแอบมองไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เขายืนนิ่งตะลึงอยู่กับที่ จนกระทั่งแม่ครัวจัดอาหารใส่ถาดเรียบร้อยเตรียมยกออกไปด้านนอก เมื่อหันกลับไปจึงเห็นกู้ฉางเซินยืนเกาะประตู จ้องมาที่เธอตาไม่กระพริบ

ลืมตาขึ้นมาก็ได้สามี

“อื้อ……”

ในความมึนงงสับสน มู่อี้หงรู้สึกราวกับร่างถูกกดทับด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ มันหนักและอึดอัดจนหายใจแทบไม่ออก

ผิดปกติ!

เธอเพิ่งอายุ 24 เองนะ ร่างกายแข็งแรงดีไม่เคยเจ็บป่วย แล้วจะรู้สึกแน่นหน้าอกจนปวดร้าวไปทั้งร่างเหมือนกำลังจมน้ำได้ยังไง

จำได้แล้ว! เธอกำลังอยู่ในงานหาคู่ของแม่สื่อชื่อดัง ใช่ว่าเธออยากจะมีคนรักหรือตั้งใจไปหาสามีให้ตัวเองหรอกนะ แต่เป็นเพราะคลิปไวรัลอันโด่งดังในโลกโซเชียล ทำให้เสี่ยวหยางเพื่อนสนิทหนึ่งเดียวของเธอชวนให้ไปเป็นเพื่อนต่างหาก คนอย่างมู่อี้หงที่ไม่เคยสนใจเรื่องรักใคร่จึงต้องออกจากห้องพักในวันหยุด ทั้งที่อยากนอนอ่านนิยายอยู่บนเตียงเสียมากกว่า

ภายในงานหาคู่ ผู้คนหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ ทุกเพศทุกวัยเบียดเสียดแน่นขนัดจนหาทางขยับตัวไม่ได้ เธอพลัดหลงกับเสี่ยวหยางจนถูกใครสักคนชนเข้าอย่างแรงจนเซถลาตกลงสระน้ำ ไม่มีใครสนใจร่างที่ร่วงหล่นเพราะต่างกำลังจับจ้องไปยังเวทีที่มีหนุ่มหล่อสาวสวย กำลังถูกแม่สื่อสัมภาษณ์ผูกด้ายแดงให้

มู่อี้หงตะเกียกตะกายท่ามกลางผืนน้ำ แต่มันก็เปล่าประโยชน์ เธอสำลักน้ำเข้าไป ตอนใกล้จะหมดสติ เธอพยายามลืมตาขึ้นมา รู้เพียงว่าร่างกายกำลังจมลงสู่ก้นสระเงียบๆ เพียงลำพัง

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว เธอหรี่ตาลงขณะยื่นมือออกไปบังแสงแดดที่ส่องตา แต่ต้องตกตะลึงนิ่งอึ้งไป

มือขาวผ่องเรียวสลวยราวกับไม่เคยหยิบจับทำงานอะไรเลยนี่มันคืออะไร มู่อี้หงโบกสะบัดมือไปมาอย่างไม่เชื่อสายตา

เธอเป็นนักรีวิวอาหารชื่อดังออกตระเวนชิมอาหารไปทั่วประเทศพร้อมไลฟ์สด มีผู้ติดตามหลายล้านคน แน่นอนว่าคนที่หลงใหลศิลปะการทำอาหารอย่างเธอ ย่อมไม่ใช่คนผอมแห้ง ออกจะอวบอิ่มมีน้ำมีนวลเกินมาตรฐานไปไม่น้อย

นี่…มันต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ๆ

หลังจากแน่ใจแล้วว่าท่อนแขนและมือเรียวสลวยที่โบกสะบัดอยู่นี้เป็นของตัวเอง เธอจึงเพิ่งรู้สึกได้ว่า มีอะไรหนักๆ กดทับอยู่บนร่าง

มู่อี้หงที่นอนแผ่อยู่บนพื้นหลุบตาลง สำรวจบนหน้าอกของตัวเอง แววความประหลาดใจพลันแวบผ่านดวงตา

เธอเห็นเพียงโครงหน้าหล่อเหลาคมเข้มปรากฏตรงหน้า คิ้วรูปดาบพาดเฉียงขึ้นทางขมับ สันจมูกโด่ง ริมฝีปากบางเฉียบ แม้ดวงตาคู่นั้นจะปิดสนิทแต่ก็เดาได้ว่าต้องคมกริบแน่นอน

หล่อจัง!

ถึงปกติเธอจะไม่ใช่พวกคลั่งไอดอลหรือผู้ชายหน้าตาดีก็ตามเถอะ แต่ชายหนุ่มที่ฟุบหลับอยู่คนนี้ทำเอาเธอใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

แล้วทำไมเขาถึงมานอนทับอยู่บนตัวเธอได้ล่ะ?

มู่อี้หงจ้องมองชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาด้วยความตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นค่อย ๆ กวาดตาสำรวจไปรอบๆ ก่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่อสายตาปะทะเข้ากับดวงตาหลายสิบคู่ที่ยืนล้อมรอบคนทั้งคู่อยู่

ขณะที่มู่อี้หงขยับจะลุกขึ้น ความเจ็บปวดพลันจู่โจมเข้ามาในหัวของเธอราวกับสายน้ำเชี่ยวกรากพัดเอาเรื่องราวทั้งหมด ภาพฉากความทรงจำของหญิงสาวชนบทในช่วง 1980 คนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของร่างนี้ และมีชื่อเดียวกับเธอ

แต่อะไรก็ไม่น่าตกใจไปกว่า เรื่องราวทั้งหมดมันเหมือนกับนิยายออนไลน์ที่เธอเพิ่งอ่านเล่นเมื่อหลายวันก่อน มู่อี้หง ภรรยาใจร้ายของพระเอก เธอเป็นคนเกียจคร้าน วันๆ เอาแต่แต่งหน้าขาวทาปากแดง แต่งตัวสวย มีความปรารถนาอยากแต่งงานกับผู้ชายในเมือง แต่มีเหตุให้ต้องแต่งงานเป็นภรรยาคนแรกของพระเอกซึ่งต้องปลดประจำการจากทหารเพราะบาดเจ็บที่ขาจนกลายเป็นคนพิการ

มู่อี้หงจำใจแต่งงานกับกู้ฉางเซิน เธอด่าว่าเขาด้วยถ้อยคำหยาบคาย ผลักเขาจนล้มซ้ำแผลเก่าที่ยังไม่หายสนิท หลังแต่งงานได้หนึ่งเดือนเธอก็หนีตามชายหนุ่มคนหนึ่งในแก๊งค้ามนุษย์ไป ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าจุดจบของเธอจะเป็นเช่นไร

หลังภรรยาใจร้ายจากไป กู้ฉางเซินก็ได้พบกับนางเอกของเรื่อง หญิงสาวผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี เป็นนางฟ้าเดินดินต่างกับมู่อี้หงราวสวรรค์กับนรก

จังหวะที่อาการปวดศีรษะจากความทรงจำของมู่อี้หงทุเลาลง ชายหนุ่มบนตัวเธอก็ลืมตาตื่นขึ้น เขารู้สึกตัวในที่สุด

ลืมตาขึ้นมาก็ได้สามี (2)

กู้ฉางเซินขยับศีรษะไปมา เมื่อเงยหน้าขึ้นสายตาก็ปะทะเข้ากับหญิงสาวใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ริมฝีปากสีแดงคล้ายเลือดนกสดใหม่ แม้จะจมอยู่ในโคลนพร้อมกับเขามาทั้งคืน

เขาจำได้แล้ว!

เมื่อคืนมีพายุเข้าเกิดฝนตกหนัก ชาวบ้านทุกคนได้รับแจ้งเตือนให้ขึ้นไปหลบอยู่ที่สูง เพราะอาจเกิดน้ำป่าไหลท่วมและดินถล่มหมู่บ้านได้ ครอบครัวของเขาหนีออกไปพ้นแล้ว มีเพียงเขาที่ร่างกายยังบาดเจ็บเดินตามไปช้าๆ

ในฐานะทหาร เขาสามารถหลบน้ำป่าที่ไหลมาอย่างรวดเร็วได้แน่นอน หากว่าหางตาไม่บังเอิญเห็นร่างหญิงคนหนึ่งปลิวตามน้ำมา ด้วยสัญชาตญาณของทหารที่ต้องปกป้องประชาชน เขาจึงไม่ลังเลที่จะเข้าไปดึงร่างหญิงสาวคนนั้นไว้ แต่เพราะขายังบาดเจ็บ จึงเสียหลักล้มลงจนทั้งคู่ถูกกระแสน้ำพัดพามาถึงตรงนี้

“ลุก…พวกเราลุกขึ้นก่อนเถอะ” มู่อี้หงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน กู้ฉางเซินจึงรีบขยับตัวออกจากร่างหญิงสาว

“ขอโทษครับ” ใบหน้าของชายหนุ่มเก้อกระดากขึ้น ถึงจะไม่ได้คิดเกินเลยกับมู่อี้หงแต่การใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามก็ทำให้คนไม่ประสาเรื่องแบบนี้เขินอายไม่น้อย

ขณะที่ทั้งคู่ยังไม่ทันลุกขึ้นนั่ง หนึ่งในชาวบ้านที่ช่วยกันออกสำรวจความเสียหายก็เอ่ยขึ้น

“พวกเธอสองคนอยู่ในสภาพนี้ เสื้อผ้าหลุดลุ่ยจะให้คิดเป็นอย่างอื่นได้ยังไง”

ได้สิ! นี่มันเหตุสุดวิสัยนะ ใครจะบ้ามีอารมณ์ทำเรื่องบัดสีทั้งที่จมอยู่ในโคลนเหม็นเน่าไปทั้งตัวได้กันล่ะ มู่อี้หงทำได้แค่เถียงอยู่ในใจ เพราะสภาพร่างกายอ่อนเพลียจนไม่มีแรงขยับปากพูด

ชาวบ้านหลายสิบคนพุ่งสายตาไปยังหนุ่มสาวทั้งสองที่ยังนั่งอยู่บนพื้น

“ไม่เมื่อเรื่องถึงขั้นนี้แล้ว พวกเธอสองคนก็แต่งงานกันเถอะ” ป้าชุ่ยอันรีบพูดขึ้น หล่อนเป็นเพื่อนบ้านกับบ้านมู่ เห็นกันมาแต่เด็ก ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่จะยัดมู่อี้หงให้กับใครสักคน

“อี้หง…ตอนนี้บ้านเธอไม่เหลือใครแล้วนะ แต่งงานซะจะได้มีคนดูแล” ป้าชุ่ยอันบอกกล่าวให้รู้ตัว แม้ว่าจะทำร้ายจิตใจก็ตาม พ่อแม่และบ้านของมู่อี้หงถูกน้ำป่าพัดและดินถล่มซ้ำจนหายไปหมด หล่อนเองก็ไม่สามารถรับไปดูแลเองได้ เพราะที่บ้านยังมีลูกสะใภ้อีกสองคนที่ทะเลาะตบตีกับมู่อี้หงอยู่เป็นประจำ

ในนิยายมู่อี้หงคัดค้านการแต่งงานครั้งนี้จนลงไปนอนดิ้นร้องไห้ไม่ยินยอม แต่แน่นอนว่าด้วยกฎของศีลธรรมอันดีที่ต้องปฏิบัติตาม สุดท้ายทั้งคู่ย่อมต้องแต่งงานกัน

“ไม่! ฉันไม่ยอมแต่งงานกับทหารพิการนี่เด็ดขาด”

นั่นคือบทพูดของนางร้ายในนิยาย แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ร่างนี้มีวิญญาณของมู่อี้หงจากยุคปัจจุบันมาแทนที่ และเธอจะไม่ยอมให้ชะตาชีวิตดำเนินไปตามเนื้อเรื่องเดิมต้องพบกับจุดจบอันโหดร้ายแน่นอน

การแต่งงานกับกู้ฉางเซินเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนหลงยุคอย่างเธอ ในยุคที่อินเตอร์เน็ตเฟื่องฟู เธอตัวคนเดียวไร้ญาติพี่น้องแต่ก็มีช่องทางทำมาหากิน มีเงินส่งตัวเองเรียนจนจบมหาวิทยาลัย เป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่ป่านนี้คงดังขึ้นไปอีก กับข่าวจมน้ำตายในงานหาคู่ คาดว่าตอนนี้แม่สื่อคนดังคงกำลังสรรเสริญที่เธอก่อเรื่องอัปมงคลในงาน

พอมาในยุค 80 นี้ พ่อแม่ของมู่อี้หงตายจากดินถล่มเมื่อคืน บ้านก็พังทรัพย์สมบัติจมหายไปกับสายน้ำ ถึงจะมีพี่ชายหนึ่งคนทำงานในโรงงานเหล็กแต่ก็ไม่พร้อมจะดูแลชีวิตน้องสาวได้ คนมีแต่ตัวไม่มีเงินจึงต้องเกาะขาทองคำของสามีพระเอกเอาไว้ให้แน่น อย่างน้อยขอมีที่ซุกหัวนอน มีข้าวกินไปก่อน แล้วค่อยหางานสร้างรายได้ มีต้นทุนให้ชีวิตเมื่อไร ค่อยโบกมือลาคุณพระเอกก็ยังไม่สาย

แต่มู่อี้หงก็ยังไม่แน่ใจว่าเนื้อหาในนิยายจะเปลี่ยนไปเพราะวิญญาณของเธอเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ หากกู้ฉางเซินจะปฏิเสธการแต่งงาน เพราะเรื่องเมื่อหนึ่งเดือนก่อนก็ไม่แปลกใจ

หนึ่งเดือนก่อน

“ไม่! ฉันไม่มีทางแต่งงานกับไอ้ทหารพิการนั่นเด็ดขาด ” มู่อี้หงกรีดร้อง เมื่อจู่ๆ คนบ้านกู้มาทวงสัญญารุ่นปู่ที่ตกลงให้ทั้งสองบ้านเกี่ยวดองกัน ในขณะที่คนรุ่นหลังต่างแกล้งทำเป็นลืมเรื่องนี้ไปจนหมด แต่พอกู้ฉางเซินพิการกลับมา พวกบ้านกู้หน้าด้านรีบวิ่งมาทวงสัญญา

หวังให้เธอไปดูแลรับใช้น่ะเหรอ…ไม่มีทาง!

มู่อี้หงด่ากราดทุกคนด้วยถ้อยคำหยาบคาย ไม่พอ…ยังบุกไปหากู้ฉางเซินที่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน

“คนพิการไร้ค่า อย่าหวังกินเนื้อหงส์ซะให้ยาก ฉันไม่มีวันแต่งกับแก!” เธอยืนตะโกนด่าเขาสาดเสียเทเสียอยู่ที่ริมรั้วหลายชั่วโมง จนหมดแรงจึงยอมกลับ

มู่อี้หงดึงสติกลับมา ณ ปัจจุบัน เหลือบตาไปทางชายหนุ่มที่แสดงสีหน้ากลัดกลุ้มครุ่นคิดอย่างหนัก

ด่าเขาไว้เยอะ หากว่าเขาอยากแต่งด้วยสิแปลก

ทว่าในนิยาย ตามแบบฉบับพระเอกแสนดีแล้ว ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษเขาย่อมไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ

กู้ฉางเซินเหลือบตามองใบหน้าของหญิงสาวที่ถูกโคลนเคลือบไว้ไปครึ่งใบหน้าอยู่ชั่วอึดใจ สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเปล่งคำพูดออกมาให้ได้ยินกันถ้วนทั่ว

“ตกลงครับ ผมยินดีรับผิดชอบเธอ”

นั่นไง! ตรงตามนิยายเป๊ะ

มู่อี้หงถอนหายใจหลังจากแอบลุ้นอยู่นาน กำลังจะเอ่ยขอบคุณแต่เสียงหนึ่งก็ดังขัดขึ้นทันที

“ไม่ได้! พี่ฉางเซินจะแต่งกับนังโง่หน้าขาวนี่ไม่ได้“

นางร้ายต้องได้แต่งงานกับพระเอก

“ฉันไม่ยอมให้มู่อี้หงแต่งงานกับพี่ฉางเซินเด็ดขาด!”

มู่อี้หงเลื่อนสายตาไปยังเจ้าของคำคัดค้าน จากความทรงจำ หญิงสาวร่างท้วมหน้ากลมเหมือนซาลาเปาที่ยืนแยกเขี้ยว ดวงตาเบิกกว้าง หน้าตาถมึงทึงคนนี้คือ กู้เหมยฮวา ลูกสาวคนเล็กของบ้านกู้ ศัตรูคู่แค้นที่ไม่ลงรอยกันกับเธอมาตั้งแต่เด็กนั่นเอง

“ฉันไม่ยอมรับผู้หญิงหน้าไม่อายคนนี้มาเป็นพี่สะใภ้” กู้เหมยฮวายกนิ้วชี้ไปยังใบหน้าของคนที่ตัวเองเกลียด มู่อี้หงเป็นตัวตลกของหมู่บ้าน ชอบแต่งหน้าทาแป้งขาววอกทาปากแดงราวกับนักแสดงงิ้ว

“แค่มีพี่ชายเป็นคนพิการฉันก็อายมากพออยู่แล้ว มีผู้หญิงคนนี้เพิ่มมาอีกคน ฉันต้องถูกเพื่อนๆ ในเมืองหัวเราะเยาะแน่”

คำพูดของกู้เหมยฮวาทำเอาทุกคนที่อยู่ตรงนี้ตกใจกันหมด ไม่มีใครคิดว่าน้องสาวผู้มีการศึกษาจะกล้าตอกย้ำเอ่ยถึงพี่ชายที่ไปเป็นทหารตั้งแต่อายุสิบแปดและส่งเงินกลับมาที่บ้านทุกเดือนด้วยคำว่า พิการ

มู่อี้หงเองก็คิดไม่ถึงว่าน้องสาวจะกล้าใช้คำพูดทำร้ายจิตใจพี่ชาย เธอหันไปทางกู้ฉางเซิน ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยนั้น เธอเห็นประกายแห่งความเสียใจพาดผ่านก่อนเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

น่าสงสาร…

ทั้งน้องสาวและภรรยาคนแรก ต่างก็ใช้คำพูดทำร้ายจิตใจของเขา พอได้พบกับนางเอกแสนดีจึงทำให้เขาตกหลุมรักและตั้งใจสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่อให้ได้แต่งงานกัน

“เหมยฮวา! ลูกไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ กลับบ้านไปก่อน” จูจิ้งเอ่ยปรามลูกสาวที่พูดอะไรไม่ยั้งคิดออกมา หากมีคนเอาไปพูดต่อ กลัวว่าจะไม่มีบ้านไหนอยากได้กู้เหมยฮวาไปเป็นสะใภ้

“เกี่ยวสิแม่ ถ้ามู่อี้หงแต่งเข้าบ้านเรา ฉันก็ต้องเห็นหน้ามันทุกวันน่ะสิ กินข้าวไม่ลงกันพอดี” กู้เหมยฮวาพูดแล้วส่งสายตาเหยียดหยามไปทางคู่ปรับ มู่อี้หงนั้นอายุเท่ากัน ตั้งแต่เด็กชอบทำตัวราวกับเป็นคุณหนูร่ำรวยในเมือง งานการไม่เคยหยิบจับ แล้วยังเรียนไม่จบชั้นประถมด้วยซ้ำ หล่อนรับไม่ได้ถ้าได้คนแบบนี้เป็นพี่สะใภ้

“เหมยฮวา!” คนเป็นแม่เอ่ยปรามลูกสาวอีกครั้งด้วยความไม่พอใจ ตัวเองก็ไม่ได้ชอบมู่อี้หงเช่นกัน คราวก่อนที่ไปทวงสัญญาก็ถูกด่าไล่กลับมา หล่อนยังโกรธมาจนถึงวันนี้ แต่นี่เป็นโอกาสเหมาะที่จะหาใครสักคนมาช่วยรับภาระดูแลกู้ฉางเซิน

มู่อี้หงเห็นสองแม่ลูกเถียงกันไปมา ต่อให้คนบ้านกู้จะอยากหรือไม่อยากได้เธอเป็นสะใภ้แล้วอย่างไร ตอนนี้เธอไม่มีที่พึ่งพิงอื่นอีกแล้ว ยังไงก็ต้องหาที่อยู่ไปก่อน มู่อี้หงเลิกสนใจสองแม่ลูกแล้วหันไปพูดกับกู้ฉางเซินแทน

“คุณกู้…คุณยินดีแต่งงานกับฉันใช่ไหมคะ” มู่อี้หงถามย้ำอีกครั้ง

กู้ฉางเซินนิ่งค้างไปด้วยความประหลาดใจ เขากลับมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ได้หนึ่งเดือนแล้ว เคยได้ยินข่าวผู้หญิงคนนี้มาบ้าง และทุกครั้งจะเป็นเรื่องที่เธอทะเลาะด่าทอกับคนอื่น ปากร้ายและขี้เกียจ โง่และชอบแต่งตัว ครั้งแรกที่เขาเห็นหญิงสาวคนนี้คือวันที่เธอไปยืนด่าเขาที่ริมรั้วบ้านอยู่ครึ่งค่อนวัน แต่มู่อี้หงที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้กลับดูนิ่งสงบ คำพูดฟังนิ่มนวลราวกับคนละคน

กู้ฉางเซินพยักหน้าตกลงแม้จะฝืนใจ “ใช่ครับ ผมจะแต่งงานกับคุณ”

“ขอบคุณค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะตามคุณกลับบ้านตอนนี้เลย ไปกันเถอะค่ะ” มู่อี้หงขยับลุกขึ้นยืนทันที

ชาวบ้านเห็นว่าทั้งคู่ตกลงกันได้แล้ว ที่เหลือเป็นเรื่องภายในบ้านกู้จึงเลิกสนใจ พวกเขาจึงออกเดินสำรวจความเสียหายของหมู่บ้านอีกครั้ง

“ไปกันเถอะ” กู้ฉางเซินเอ่ยเสียงเรียบแล้วพยายามลุกขึิ้นยืนอย่างยากลำบาก เขากวาดตาไปรอบๆ เห็นไม้ท่อนหนึ่งจึงก้มลงหยิบมาใช้แทนไม้เท้า ก่อนจะออกเดินนำหน้า กว่าจะก้าวได้แต่ละก้าวนั้นช่างยากลำบากและเชื่องช้า

มู่อี้หงเห็นแล้วจึงคิดเข้าไปช่วยประคอง หากแต่มือยังไม่ทันได้สัมผัสลงบนท่อนแขน เสียงห้าวก็ดังขึ้น “ไม่ต้องครับ ผมเดินเองได้”

หวงตัวซะด้วย…ไม่อยากให้ช่วยก็ไม่ว่ากัน

มู่อี้หงเก็บมือกลับมาแล้วเดินตามชายหนุ่มไปเงียบๆ มีจูจิ้งและกู้เหมยฮวาเดินบ่นตามหลังมาตลอดทาง

บ้านกู้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ห่างจากจุดน้ำหลากและดินถล่มไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร สภาพบ้านถือว่าดีกว่าบ้านหลังอื่นในหมู่บ้านมาก เพราะใช้เงินเดือนทหารจากกู้ฉางเซินมาสร้างจนใหญ่โตโอ่อ่ากว้างขวาง

ระหว่างทางมู่อี้หงพยายามนึกทบทวนเนื้อเรื่องของนิยาย กู้ฉางเซินเป็นลูกชายคนรองของบ้าน ครอบครัวของเขามีสมาชิกหลายคน กู้ซานและจูจิ้งเป็นพ่อแม่ มีพี่ชายคนโตชื่อกู้ฮัวเหล่ยแต่งงานกับจางลี่สะใภ้ใหญ่มีลูกชายคนหนึ่งชื่อกู้เป่าวัยสิบขวบ และกู้เหมยฮวาเป็นน้องสาว

มู่อี้หงเดินตามกู้ฉางเซินมาเงียบๆ เข้ามาจนถึงลานบ้าน เห็นสมาชิกบ้านกู้ที่เหลือยืนรออยู่ แต่ละคนนั้นจ้องมาที่เธอเป็นจุดเดียว

สภาพของสองหนุ่มสาวทั้งสกปรก ผมเผ้าและใบหน้าเต็มไปด้วยโคลน มองยังไงก็ไม่มีทางจะไปทำเรื่องเสื่อมเสียอยู่กลางป่า

กู้ซานเห็นลูกชายคนรองเดินกะเผลกกลับมาพร้อมมู่อี้หงจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่อ้อมค้อม

“พ่อได้ยินชาวบ้านพูดกันหมดแล้ว พาไปที่บ้านเถอะ”

กู้เหมยฮวาที่ไม่ได้อยากได้พี่สะใภ้คนนี้ยังไม่ยอมแพ้ วิ่งเข้าไปหยุดด้านหน้ากู้ซานรีบร้องบอก “พ่อ! ทำไมไม่ห้าม อย่ายอมให้พี่ฉางเซินแต่งกับนังผู้หญิงนั่น”

“มีอะไรไปคุยข้างในบ้าน อย่ามาทำเสียงดังให้ชาวบ้านเอาไปนินทา” กู้ซานสั่งเสียงเข้ม

กู้เหมยฮวาได้ยินก็กระทืบเท้าขัดใจ คนบ้านนี้เป็นอะไรกันไปหมด ทำไมถึงเห็นดีเห็นงามรับมู่อี้หงเข้ามาเป็นสะใภ้

เมื่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวไม่ขัดข้องเรื่องรับผิดชอบแต่งงาน กู้ฉางเซินจึงหันไปทางจูจิ้ง “แม่ครับ ช่วยหาเสื้อผ้าให้เธอด้วย”

“ได้สิ…เหมยฮวาตัวพอๆ กันแบ่งเสื้อผ้าไปใช้ก่อนสักสามชุดแล้วค่อยหาซื้อเพิ่ม”

“ทำไมต้องมาใช้เสื้อผ้าของฉันล่ะ พี่จางลี่ก็ตัวเท่ากัน แบ่งจากพี่เขาแทนสิ” กู้เหม่ยฮวารีบโยนไปทางพี่สะใภ้ เสื้อผ้าของหล่อนล้วนเพิ่งซื้อ มีแต่ชุดสวยๆ จะยกให้คนอื่นได้ยังไง

“แหม…ของพี่มีแต่ชุดใส่เข้าสวนปลูกผัก ทั้งขาดทั้งซีด ไม่เหมาะกับน้องสะใภ้หรอก น้องเล็กซื้อเสื้อผ้าใหม่จนล้นตู้ แบ่งออกมาบ้างจะได้มีที่เก็บดีไหม?” จางลี่ตอกกลับไปบ้าง บ้านกู้เองก็เลี้ยงดูลูกสาวดุจเจ้าหญิงไม่ต่างกับบ้านมู่ ตามใจกู้เหม่ยฮวาให้เรียนต่อวิทยาลัยในเมือง ใช้ชีวิตสะดวกสบาย ตอนนี้ปิดเทอมจึงได้กลับมาอยู่บ้าน พอมีโอกาสจางลี่เลยขอเหน็บแหนมเสียหน่อย

“พี่สะใภ้พูดอะไร ฉันอยู่ในเมืองก็ต้องแต่งตัวให้ดูดี ไม่ให้ใครมาดูถูกว่าเป็นพวกบ้านนอก” กู้เหม่ยฮวาย้อน กับจางลี่ไม่ถูกกันอยู่แล้ว ปกติก็ต่างคนต่างอยู่

“พอๆ ไม่ต้องเถียงกัน ฉางเซินพามู่อี้หงไปก่อน” จูจิ้งโบกมือไล่ลูกชาย หากปล่อยยืนอยู่ตรงนี้ กลัวว่าคนปากร้ายอย่างมู่อี้หงจะไม่ยอมยืนอยู่เฉยอีก

กู้ฉางเซินก็คิดเช่นเดียวกัน เขารีบพามู่อี้หงแยกตัวไป

มู่อี้หงขยับเดินตามแต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อกู้ฉางเซินมุ่งหน้าไปอีกทางที่ไม่ใช่บ้าน แต่เป็นกอหญ้ารกสูงท่วมหัว “คุณจะไปไหนคะ” เธอรีบร้องเรียกเขาไว้ก่อน

“คิดว่าแต่งเข้ามาจะได้อยู่บ้านหลังใหญ่โตล่ะสิ” ฝันไปเถอะ…กู้เหมยฮวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...