โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มองกลยุทธ์ ‘BMW’ 5 ปีแห่งการครองแชมป์รถหรูในไทย จากจุดเปลี่ยนในวิกฤต COVID สู่การตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างตรงจุด

Positioningmag

อัพเดต 22 เม.ย. 2568 เวลา 11.04 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. 2568 เวลา 11.04 น.

หากพูดถึง รถหรู ในไทย แน่นอนว่าคนจะต้องนึกถึงแบรนด์ยุโรปก่อน และหนึ่งในแบรนด์ที่คนมักจะนึกถึงเป็นอันดับแรก ๆ คงหนีไม่พ้น บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) บริษัทผลิตยานยนต์ของประเทศเยอรมนี ที่ปัจจุบันถือเป็นแบรนด์รถหรูอันดับ 1 ในไทยมาได้ 5 ปีซ้อน อะไรทำให้ BMW ผงาดแซงเจ้าตลาดที่เคยครองตำแหน่งมานานกว่า 20 ปี

ปี 2020 จุดเปลี่ยนสำคัญทำแชมป์เปลี่ยนมือ

ปีที่เป็นจุดเปลี่ยนทำให้ BMW สามารถแซงหน้าค่ายร่วมชาติอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) ต้องย้อนไปช่วง COVID-19 ระบาดในปี 2020 ที่ BMW สามารถทำยอดขายได้ 11,242 คัน ลดลง 4.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนเมอร์เซเดส-เบนซ์ มียอดจำหน่ายทั้งสิ้น 10,613 คัน ลดลง 29.7%
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจังหวะของ BMW ที่ถึงเวลาเปิดตัว BMW Series 3 รุ่นประกอบในไทย ทำให้มีราคาถูกลงกว่ารุ่นนำเข้าถึงกว่า 400,000 บาท อีกทั้งยังทำราคารุ่น X 1 ให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 2 ล้านบาท แถมยังมีรถพร้อมส่งมอบ
ในทางกลับกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ต้อง ขาด 2 โมเดลหลัก ที่ราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 2 ล้านบาทอย่างรุ่น ซีแอลเอ (CLA) ที่ถูกยุติการทำตลาดเพื่อนำรุ่น A-Class มาทำตลาดเป็นหลักแทน แต่ด้วยผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ต้องชะลอการนำเข้า ส่วนรุ่นประกอบในประเทศกว่าจะเปิดตัว ก็เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี 2020 ไปแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการนำเข้ารถรุ่น EQC ซึ่งเป็นรถไฟฟ้า 100% เข้ามาจำหน่าย แต่กลับต้องยุติแผนไป เนื่องจากมีปัญหาเรื่องจำนวนในการนำเข้า ทำให้ยอดขายในรุ่นนี้ที่ประเมินไว้ว่าจะขายได้ประมาณ 500 คัน ต้องหายไป
จนมาถึงปัจจุบัน BMW ก็สามารถขึ้นเป็นที่ 1 ได้ 5 ปีซ้อน ได้แก่

  • 2020: 11,242 คัน- ส่วนแบ่งตลาด 31.9%

  • 2021: 10,655 คัน- ส่วนแบ่งตลาด 2%

  • 2022: 13,572 คัน - ส่วนแบ่งตลาด 2%

  • 2023: 14,128 คัน - ส่วนแบ่งตลาด 31.9%

แม้ว่าปีที่ 2024 ผ่านมา ยอดขายของ BMW ประเทศไทย จะ ลดลง 13.6% ด้วยจำนวนยอดจดทะเบียนทั้งหมด 12,208 คัน ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 45% และเมื่อนับรวมทุกแบรนด์คือ BMW และ MINI จะมียอดส่งมอบทั้งหมด 13,695 คัน ลดลง 11.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ตัดสินใจง่ายด้วย BSI

แม้ว่าปี 2020 เจ้าตลาดจะพลาดท่าเพราะความไม่พร้อม แต่หนึ่งในจุดที่ทำให้ BMW สามารถยึดตำแหน่งเบอร์ 1 ได้ 5 ปีซ้อน ก็คือ โปรแกรม BSI (BMW Service Inclusive) หรือบริการตรวจเช็ก บำรุงรักษา และเปลี่ยนอะไหล่ให้กับผู้ใช้รถ BMW ฟรีตลอดระยะเวลาที่เลือกทำแพ็กเกจไว้ โดยไม่มีการคิดค่าบริการ
เพราะหนึ่งในภาพจำของ รถยุโรป ที่หลายคนมักจะกลัวกันก็คือ ค่าบำรุงรักษา (Maintenance) ที่แพง ทำให้ BMW ออกโปรแกรมดังกล่าวมาแก้เกม ทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องกลัวจะต้องมาจ่ายจุกจิก หรือกลัวบานปลาย สามารถไปโฟกัสกับการจ่ายค่างวด ค่าประกัน และค่าน้ำมัน
ในขณะที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เองก็มีโปรแกรม MBSP (Mercedes-Benz Service Plus) แต่จะไม่ได้ให้ฟรี แต่เป็นการซื้อเพิ่ม ราคาเริ่มต้น 23,070 บาท (ราคาปี 2024)

ให้ความคุ้มแบบจัดเต็ม

นอกจากเรื่อง BSI ที่ทำให้รู้สึกว่าคุ้มค่าแล้ว ถ้าเทียบตัวโปรดักส์ของ BMW กับคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันแล้ว BMW จะให้ความ คุ้มค่ากว่า ในทุกรุ่น โดยเน้นใส่ออปชั่นให้มากกว่า เพื่อทำให้ลูกค้าที่อาจจะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกแบรนด์ไหน รู้สึกตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าถ้าจ่ายในราคาใกล้เคียงกัน BMW จัดเต็มให้มากกว่า
นอกจากนี้ ยังเข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วยการ ผ่อนแบบบอลลูน ที่เริ่มต้นเดือนละ 1% ของราคารถ และสามารถดาวน์ขั้นต่ำที่ 15% ของมูลค่ารถ และยังสามารถเลือกได้ว่าจะชำระบอลลูนก้อนสุดท้ายและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถ หรือจะรีไฟแนนซ์ต่อการผ่อนชำระบอลลูนไปได้อีก โดยในปี 2024 มีลูกค้าใช้บริการทางการเงินของบริษัท 50% จากยอดส่งมอบทั้งหมด

ตัวเลือกหลากหลายถึง 60 รุ่นย่อย

ปัจจุบัน BMW ประเทศไทย มีรถยนต์รวมทุกแบรนด์กว่า 60 รุ่นย่อย ซึ่งถือว่าหลากหลายที่สุดเมื่อเทียบกับแบรนด์รถยนต์หรูทุกแบรนด์ในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีรถที่ประกอบในไทยถึง 10 รุ่น แบ่งเป็น 21 รุ่นย่อย ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมีทางเลือกที่จะหารุ่นที่เหมาะกับความต้องการ
นอกจากนี้ BMW ยังโฟกัสไปที่ตลาด SUV หรือ X Series ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตที่สุด และแม้ว่า BMW จะขึ้นชื่อเรื่องความ สปอร์ต ตามสโลแกน Ultimate driving machine ซึ่งจะตรงใจกับกลุ่มลูกค้าอายุน้อย แต่ก็ยังมี่ตัวเลือกให้กับลูกค้าที่ชอบความนุ่มนวล โดย BWM ที่เป็นรุ่นเลขคู่จะเน้นความเป็นสปอร์ต ส่วนเลขคู่จะเน้นความสบาย ทำให้ BMW สามารถขายได้ทั้งลูกค้าดั้งเดิม และลูกค้าใหม่
ในขณะที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ได้โฟกัสที่ตลาดกลุ่มเริ่มต้นอีกต่อไป โดยเริ่มลดจำนวนรุ่นรถที่เป็นตัวเล็ก ๆ ดังเช่นที่ตัดรุ่น CLA และกำลังจะตัดรุ่น A-Class ไป แล้วไปโฟกัสที่กลุ่มบน เช่น C-Class, E-Class ดังนั้น การเข้าถึงถึงของ BMW จึงง่ายกว่า และมีตัวเลือกหลากหลายกว่า
จะเห็นว่าจุดสำคัญที่ทำให้ BMW พลิกแซงเจ้าตลาดไม่ใช่แค่อาศัยจังหวะที่คู่แข่งเพลี้ยพล้ำ แต่เป็นการวางกลยุทธ์ที่เข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเรื่องความคุ้มค่า และตัวช่วยที่ทำให้เข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน อดีตเจ้าตลาดเมอร์เซเดส-เบนซ์เลือกที่จะมุ่งสู่ตลาดระดับบนซึ่งเป็นโปรดักส์ที่แข็งแรงของแบรนด์ ดังนั้น จะเห็นว่าแต่ละแบรนด์ต่างก็เริ่มหาจุดยืนของตัวเองเจอ และเติบโตไปในทิศทางที่แตกต่างกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...