โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประสิทธิภาพ วัคซีนโควิด 2024-2025 ใช้ได้จริงหรือไม่ ยังควรฉีดหรือเปล่า? หาคำตอบที่นี่!

The Bangkok Insight

อัพเดต 04 มี.ค. 2568 เวลา 06.03 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2568 เวลา 06.03 น. • The Bangkok Insight

ประสิทธิภาพ วัคซีนโควิด 2024-2025 ใช้ได้จริงหรือไม่ ยังควรฉีดหรือเปล่า? และช่วยป้องกันได้กี่เปอร์เซ็นต์

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics เรื่อง ประสิทธิภาพ วัคซีนโควิด 2024-2025 ใช้ได้จริงหรือไม่ ยังควรฉีดหรือเปล่า?

โดยระบุว่า CDC สหรัฐอเมริกาแถลง วัคซีนโควิด-19 ฤดูกาล 2024-2025 มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเข้ารักษาที่ห้องฉุกเฉิน/คลินิกเร่งด่วน (ED/UC) 33% ในผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป, และมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเข้าพักรักษาในโรงพยาบาล 45-46% ในผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีภูมิคุ้มกันปกติ, และ 40% ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

วัคซีนโควิด

ไม่เด่นเรื่องประสิทธิภาพ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญลดความเสี่ยง

โดยสรุป วัคซีนรุ่นปี 2024-2025 อาจไม่ใช่ "ดาวเด่น" ในแง่ของประสิทธิภาพ เพราะเป็นวัคซีนประเภท monovalent (โมโนวาเลนต์ หรือ เชื้อเดี่ยว) ที่มุ่งเป้าต่อสายพันธุ์ โอไมครอน KP.2 (Moderna และ Pfizer-BioNTech) และ โอไมครอน JN.1 (Novavax) แต่เชื้อมีการกลายพันธุ์ไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน (มีนาคม 2025) มีการกลายพันธุ์เป็น โอไมครอน LP.8.1 (42%), XEC (31%), และ KP.3.1.1 (6%) ที่มีความแตกต่างทางพันธุกรรมจากโอไมครอน KP.2 และ JN.1 มากขึ้น

แต่วัคซีนโควิด-19 ฤดูกาล 2024-2025 ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยรุนแรงและการเข้าโรงพยาบาล โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง การตัดสินใจว่าควรฉีดหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนบุคคล แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ประโยชน์ยังคงมีมากกว่าความเสี่ยง

CDC สหรัฐอเมริกายังคงแนะนำให้ประชาชนทุกคนอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปรับวัคซีนโควิดรุ่นล่าสุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งจะได้รับประโยชน์มากที่สุด

วัคซีนโควิด

การประเมินประสิทธิภาพวัคซีนจาก ไม่ได้ผล, ปานกลาง, ผลดี, ผลดีมาก ในบริบทของสายพันธุ์

1. ไม่ได้ผล (ประสิทธิภาพใกล้ 0% หรือไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ)

  • ไวรัสเดงกี: วัคซีนเดงกีเฟอร์สตชิลด์ไม่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เพียงพอในเด็กที่ไม่เคยสัมผัสเชื้อ เมื่อร่างกายเจอไวรัสเดงกีธรรมชาติ กลับทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่รุนแรงเกินไป
  • เชื้อ HIV: วัคซีนรุ่นแรกๆ ไม่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เหมาะสมต่อไวรัส HIV เนื่องจากไวรัสมีความสามารถในการกลายพันธุ์สูงและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดี

2. ผลดีมาก (ประสิทธิภาพสูงกว่า 70-80% ขึ้นไป)

  • ไวรัสหัด: เป็นไวรัสที่มีความเสถียรทางพันธุกรรมสูง กลายพันธุ์น้อย ทำให้วัคซีนที่พัฒนาขึ้นสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ตรงกับเชื้อในธรรมชาติได้อย่างแม่นยำ
  • ไวรัสตับอักเสบ : วัคซีนสามารถกระตุ้นการสร้างแอนติบอดีที่มีความจำเพาะต่อโปรตีนผิวของไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโปรตีนนี้มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
  • SARS-CoV-2 สายพันธุ์ดั้งเดิม: วัคซีน mRNA รุ่นแรกถูกออกแบบให้ตรงกับโปรตีนหนามของเชื้อโควิดสายพันธุ์ดั้งเดิม (Wuhan virus) ได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่จะมีการกลายพันธุ์มากมาย

3. ผลดี (ประสิทธิภาพประมาณ 50-70%)

  • ไวรัสโปลิโอ: วัคซีนชนิดฉีดมีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากเชื้อมีซีโรไทป์ (serotype) จำกัดและค่อนข้างเสถียร
  • ไวรัสไข้หวัดใหญ่: เมื่อนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์สายพันธุ์ได้ถูกต้อง วัคซีนจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ตรงกับไวรัสที่ระบาด แต่ไวรัสนี้กลายพันธุ์เร็วกว่าไวรัสหัดมาก
  • รอตาไวรัส: วัคซีนมุ่งเป้าที่เชื้อสายพันธุ์หลักที่ก่อโรคในมนุษย์ แต่ยังมีสายพันธุ์อื่นๆ ที่วัคซีนอาจครอบคลุมไม่ถึง

4. ปานกลาง (ประสิทธิภาพประมาณ 30-50%)

  • ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่ไม่ตรง: เมื่อไวรัสกลายพันธุ์จนแตกต่างจากสายพันธุ์ในวัคซีน ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจะจับกับไวรัสได้ไม่ดีนัก
  • SARS-CoV-2 สายพันธุ์ โอไมครอน: วัคซีนรุ่นปี 2024-2025 ถูกพัฒนาเพื่อต่อสู้กับสายพันธุ์ โอไมครอน KP.2 และ JN.1 แต่เชื้อได้กลายพันธุ์เป็นโอไมครอน LP.8.1, XEC, KP.3.1.1 และสายพันธุ์ย่อยอื่นๆ ที่มีความแตกต่างทางพันธุกรรมมากขึ้น
  • เชื้อวัณโรค (Mycobacterium tuberculosis): เป็นแบคทีเรียที่มีกลไกหลบหลีกภูมิคุ้มกันซับซ้อน วัคซีน BCG จึงป้องกันได้เพียงบางส่วน โดยเฉพาะรูปแบบรุนแรงในเด็ก แต่ป้องกันการติดเชื้อในผู้ใหญ่ได้จำกัด

วัคซีนโควิด-19 รุ่น 2024-2025 มีประสิทธิภาพระดับปานกลางเนื่องจากไวรัส SARS-CoV-2 มีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของโปรตีนหนาม ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของวัคซีน ทำให้แอนติบอดีที่เกิดจากวัคซีนอาจจับกับไวรัสไม่ได้สมบูรณ์เหมือนกับสายพันธุ์ดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม การที่ยังคงมีประสิทธิภาพระดับหนึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการจดจำบางส่วนของไวรัสที่ยังคงเหมือนเดิม โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบเซลล์ (T เซลล์) ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของโรคได้

ควรพิจารณาด้วยว่า

• ค่าประสิทธิภาพเหล่านี้แสดงถึงการป้องกัน "เพิ่มเติม" นอกเหนือจากภูมิคุ้มกันที่มีอยู่แล้วจากการติดเชื้อก่อนหน้าหรือวัคซีนรุ่นก่อน

• ข้อมูลแสดงให้เห็นว่ายังคงมีประโยชน์ในแง่ของการลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง

• ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพระดับปานกลาง แต่เมื่อนำไปใช้ในประชากรขนาดใหญ่ ก็สามารถป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและการเข้าโรงพยาบาลได้จำนวนมาก

รายละเอียด

การศึกษาล่าสุดจาก CDC สหรัฐอเมริกาเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนโควิดสำหรับฤดูกาล 2024-2025 ซึ่งเป็นวัคซีนที่พัฒนาขึ้นเพื่อต่อสู้กับเชื้อสายพันธุ์ โอไมครอน JN.1 และสายพันธุ์ย่อยที่พัฒนามาจาก JN.1ที่ระบาดในขณะนั้น

ผลการศึกษาหลัก

• ผู้ใหญ่ทั่วไป: วัคซีนมีประสิทธิภาพ 33% ในการป้องกันการเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินหรือคลินิกเร่งด่วน

• ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีภูมิคุ้มกันปกติ: วัคซีนมีประสิทธิภาพ 45-46% ในการป้องกันการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

• ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง: วัคซีนมีประสิทธิภาพ 40% ในการป้องกันการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

ทีมวิจัยและขอบเขตการศึกษา

การศึกษานี้นำโดย Dr. Ruth Link-Gelles และทีมนักวิจัยกว่า 50 คนจากสถาบันชั้นนำหลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา ทำงานร่วมกับเครือข่าย VISION และ IVY ซึ่งเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังประสิทธิภาพวัคซีนของ CDC

เครือข่าย VISION

• มีโรงพยาบาล 241 แห่ง และหน่วยฉุกเฉิน/คลินิกเร่งด่วน 373 แห่งใน 8 รัฐ

• วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ป่วยผู้ใหญ่ 137,543 รายที่เข้ารับการรักษาที่หน่วยฉุกเฉิน/คลินิกเร่งด่วน

-ผู้ป่วยโควิด 10,459 ราย (8%)

-กลุ่มควบคุม 127,084 ราย (92%)

• ในการศึกษาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

-ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีภูมิคุ้มกันปกติ: 26,219 ราย (เป็นผู้ป่วยโควิด 2,248 ราย)

-ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง: 8,192 ราย (เป็นผู้ป่วยโควิด 598 ราย)
เครือข่าย IVY

• มีโรงพยาบาล 26 แห่งใน 20 รัฐ

• วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีภูมิคุ้มกันปกติ 1,929 ราย

-ผู้ป่วยโควิด 683 ราย (35%)

-กลุ่มควบคุม 1,246 ราย (65%)

ความหมายทางสาธารณสุข

การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าวัคซีนรุ่นล่าสุดให้การป้องกันเพิ่มเติมเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน โดยไม่คำนึงถึงประวัติการรับวัคซีนหรือการติดเชื้อก่อนหน้านี้ ซึ่งสนับสนุนคำแนะนำของ CDC และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิธีปฏิบัติในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (ACIP) ที่แนะนำให้ประชาชนทุกคนอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปรับวัคซีนโควิดรุ่น 2024-2025

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ ประสิทธิภาพวัคซีนที่รายงานนี้แสดงถึงประโยชน์เพิ่มเติมของวัคซีนรุ่น 2024-2025 ในประชากรที่มีระดับภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อ ภูมิคุ้มกันจากวัคซีน หรือทั้งสองอย่างในระดับสูงอยู่แล้ว ซึ่งยืนยันว่าการรับวัคซีนใหม่ล่าสุดมีประโยชน์แม้ในผู้ที่มีประวัติการติดเชื้อหรือรับวัคซีนมาแล้ว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...