เอส กันตพงศ์ เผยเจอลูกบ่อยแต่ไม่ชอบโพสต์ เตรียมปรับตัวใกล้โซเชียลมากขึ้น
‘เอส กันตพงศ์’ เผยเจอลูกบ่อยแต่ไม่ชอบโพสต์ เตรียมปรับตัวใกล้โซเชียลมากขึ้น
ในยุคสมัยที่โซเชียลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะคนในวงการบันเทิง ที่ต้องใช้โซเชียลเพื่อต่อยอดการทำงาน แต่กระนั้นพระเอกหนุ่ม เอส กันตพงศ์ บำรุงรักษ์ กลับเป็นหนึ่งคนที่ออกปากว่าไม่ค่อยชอบเล่นโซเชียล ล่าสุดเจอพระเอกหนุ่มที่มาร่วมงานเปิดตลาด “A fair อร่อยเกรดเอ by A Supachai” ที่เซ็นทรัล เวสเกต ก็ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ พร้อมเผยถึงเรื่องครอบครัวให้ฟังว่า
วันนี้ให้กำลังใจพี่เอ?
“ที่ชอบมากเลยคือเจตนารมย์ของพี่เอ ที่ทราบจากพี่เอคือไม่ใช่แค่ให้พ่อค้า แม่ค้ามาขายของได้อย่างเดียวแต่เป็นที่ค้าส่งด้วย คนที่มาซื้อนอกจากจะซื้อเอาไปใช้ หรือไปรับประทานที่บ้านแล้วสามารถซื้อแล้วเอาไปสานต่อธุรกิจของตัวเองได้ มันเลยเป็นการต่อยอดได้ดีมาก เลยชอบมากๆ ครับ วงการนี้ต้องมีเจ้าแม่คนใหม่ แล้วทำความดีให้สังคมได้ด้วย”
อยากมีสักเมนูมาขายในงานพี่เอบ้างไหม?
“(หัวเราะ) ที่หัวเราะนี่ไม่ใช่อะไรนะ กลัวลูกค้าจะไม่ทาน เพราะผมเป็นคนที่ทานอะไรไม่เหมือนคนอื่น ผมทานผัก ไข่ ข้าวเท่านั้น แล้วอาหารของผมทุกอันผมต้องเอามาชั่งว่าวิตามินเท่าไหร่ อันนี้กี่กรัม แล้วมาคำนวณน้ำหนักตัวเองไปคูณว่าโปรตีนวันนี้เท่าไหร่ จะละเอียดยิบมาก อันนี้ตั้งแต่ก่อนป่วยนะครับ ตอนหายป่วยใหม่ๆ เคยลืมว่าตัวเองเป็นแบบนั้นแล้วพอมาดีขึ้นบุคลิกกลับมาเป็นเหมือนเดิม ก็เลยรู้สึกว่าถ้าจะต้องทำให้ลูกค้าเมนูนึงอาจจะต้องถามว่าลูกค้าน้ำหนักเท่าไหร่อยากทานอะไรบ้างคงใช้เวลานาน ต้องทำให้ดีที่สุดถ้าจะทำนะครับ แต่ผมเคยทำร้านอาหารที่เวียดนามก่อนช่วงโควิดใช้เวลาศึกษาอยู่นานมาก เพราะต้องการให้มันดีที่สุด แต่พอมีโควิดก็เลยต้องปิดไปก่อน“
วิถีการกินแบบนี้ทำให้เราใช้ชีวิตข้างนอกยากไหม?
“ทุกคนจะรู้ว่าผมง่ายครับ เวลาสั่งของเอสก็จะมีแค่ผักกับโปรตีนให้พอ ผมเป็นคนไม่เลือกรสชาติอาหาร ขอแค่ให้มีโปรตีนกับผักเยอะแค่นั้นเอง แล้วเวลาไปกองก็ไม่เลือกเมนูเองด้วย เวลาไปข้างนอกก็ไม่ได้ฟิกขนาดนั้นว่าต้องชั่งตวงอะไร สามารถใช้ชีวิตกับคนอื่นได้ง่ายน้ำก็ง่ายคือน้ำเปล่า กับ นม”
แล้วคนในครอบครัวเป็นแบบนี้ด้วยไหม?
“ผมดีใจมาก ตอนนี้ผมสามารถเปลี่ยนนิสัยคุณแม่ได้แล้ว (หัวเราะ) แอบเห็นว่าคุณแม่น้อยใจเวลาซื้ออะไรมาแล้วผมไม่ทาน ไปสั่งเองต่างหาก เพิ่ง 3-4 ที่ผ่านมา อันนี้คุณแม่สั่งมาจากร้านขายดีเขาเป็นโปรตีนเจ้าดังคัดสรรเมนูอาหารวิตามินต่างๆ มาเรียบร้อย คุณแม่ก็คงเปลี่ยนมาด้านนี้แล้วเหมือนกัน”
ส่งต่อเมนูไปถึงคุณภรรยาคุณลูกไหม?
“อันนั้นเขาเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วด้วยครับ เลยทานด้วยกันได้ง่าย รักสุขภาพอยู่แล้ว”
กับลูกสาวตอนนี้เป็นยังไงบ้างมีทำกิจกรรมอะไรร่วมกัน?
“มาเจอกันตลอดนะครับ แต่ผมเป็นคนที่ข้อเสียของตัวเองคือไม่ค่อยโพสต์ เป็นข้อเสียตั้งแต่ก่อนเข้าวงการจนเข้าวงการ แต่พออยู่ในวงการมันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ พอป่วยเลยเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยกล้าบังคับเพราะป่วย และเป็นข้อดีที่ไม่ใช่ข้ออ้าง คือผมจำรหัสตัวเองไม่ได้จริงๆ ผมก็เลยไม่ต้องลง เพราะเป็นคนไม่ค่อยชอบเล่นโซเชียล แต่ตอนนี้คิดว่าอาจจะเปลี่ยนนิสัยตัวเองเสียใหม่ เพราะมันมีข้อดีที่มาตระหนักได้ ผมเคยลืมตรงนี้ว่าผมเข้าบงการมัน ถึงทำไมตอนนี้ถ้าไปดูคลิปผมหลังๆ จะเป็นเรื่องธรรมะหมดเลย เราเลยลืมว่าเราเข้าวงการเพราะธรรมะเราเคยแอบทำช่องธรรมะของตัวเอง โดยใช้เอไอ เพราะผมไม่กล้าพูดสอนธรรมะ เพราะกลัวบาปถ้าพูดผิดเลยใช้เอไอพูด ตอนนี้ก็เลยรู้สึกว่าเดี๋ยวลองเปลี่ยนบุคลิกใช้ให้มันเป็นประโยชน์หน่อยอุตส่าห์ตัดสินใจเข้าวงการบันเทิง เพราะอยากจะทำประโยชน์ไม่ใช่เหรอ ทำไมกลัวจนเกินเหตุ อันนี้คือที่ตั้งใจจะเปลี่ยนไปไม่รู้จะเปลี่ยนเมื่อไหร่นะ ใช้กี่ปี ก็อยากจะทำให้มันดีขึ้น อยากจะเล่นโซเชียลอาจจะได้เห็นกิจกรรมผมกับลูก“
ไม่เสียดายที่ไม่ได้เก็บโมเมนต์ของลูก?
“อีกโมเมนต์ที่คนไม่รู้คือตอนนี้ผมไปช่วยงานท่านกรมวังมาเป็นปีกว่าแล้ว แล้วก็ไม่โพสต์อะไรเลย ทำงานจิตอาสามายาวมาก ไอดอล ผมคือในหลวง ร.9 ที่ทำอะไรปิดทองหลังพระ เลยทำอะไรไม่ออกสื่อ ล่าสุดไปช่วยงานที่วังไกลกังวลมาท่านไม่ได้ห้ามโพสต์รูปแต่ผมไม่โพสต์ไม่ทำอะไรเลย ถ้ารวมก็ 30-40 งานแล้ว”
แต่ยุคสมัยนี้ทำอะไรก็ต้องโพสต์?
”ใช่ๆ บุคลิกของผมพอมันป่วยมันไปผสมกับ.. มันเป็นอะไรที่อธิบายยากจริงๆ เหมือนเคยทราบว่าไม่ได้ต้องการเข้าวงการมาเพื่อเอาชื่อเสียง (แต่สิ่งที่เราทำถ้าอย่างนั้นมันเป็นประโยชน์?) อันนี้แหละ ใช่ รู้สึกว่าเราเข้าวงการมาเพื่ออยากทำประโยชน์ไม่ใช่หรอ ทำไมเราไม่บาลานซ์หน่อย เพราะเรารู้สึกว่าไม่ได้อยากทำเพื่อได้หน้า แต่พอผมก็มีไอดอลจากคนรุ่นก่อน ผมดันลืมคิดว่าไอดอลเราเราก็เห็นเขาจากสื่อ แล้วทำไมเราไม่เอากิจวัตรของเรามาให้เขารู้หน่อย เมื่อก่อนผมกลัวและไม่อยากทำเพื่อเอาหน้า กลัวตัวเองไปยึดติด”
อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดความกลัว?
“ตัวเอง กลัวตัวเองเลยไม่อยากทำ ผมกลัวว่าผมจะไปติดกับชื่อเสียง เวลาเจอทุกคนผมก็ก็คือมนุษย์คนหนึ่งธรรมดา ผมไม่ใช่เอส กันตพงศ์ที่เป็นพระเอก ผมก็แค่คนคนหนึ่ง เจ้านายผมคือแฟนคลับ ไม่ใช่คนที่ผมจะต้องหยิ่งใส่ ผมมีอาชีพและรายได้ก็คือเจ้านาย แต่ตอนนี้ก็พยายามจะปรับให้คนอื่นเห็นสิ่งที่เผื่อจะเป็นแง่คิดบ้างให้เป็นประโยชน์ คงจะกลับมาในโซเชียลบ้างแล้ว คิดว่าน่าจะเร็วๆ นี้ครับ”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอส กันตพงศ์ เผยเจอลูกบ่อยแต่ไม่ชอบโพสต์ เตรียมปรับตัวใกล้โซเชียลมากขึ้น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th