โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เจียวอวี่กับมิติร้านค้าออนไลน์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 05 พ.ค. 2568 เวลา 01.05 น. • เผยแพร่ 31 ม.ค. 2568 เวลา 08.59 น. • MonShi
เจียวอวี่ ต้องมาตายก่อนจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แทนที่จะจบสิ้นแต่กลับฟื้นในยุคโบราณพร้อมมิติร้านค้าออนไลน์! ไหนต้องเลี้ยงน้องฝาแฝด ไหนต้องสู้กับเหล่าญาติละโมบ และใช้ร้านค้านำพาตัวเองให้อยู่รอดและเป็นสุดยอดแม่ค้าให้ได้

ข้อมูลเบื้องต้น

เจียวอวี่ ซูส์เชฟที่กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าเชฟในร้านอาหารชื่อดัง แต่เคราะห์กรรมก็มาเยือนอย่างไม่คาดคิดเมื่อเธอเกิดหัวใจวายเฉียบพลัน เนื่องจากการทำงานหนักและพักผ่อนไม่เพียงพอ

เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง เจียวอวี่พบว่าตัวเองย้อนเวลากลับมาในร่างของเด็กหญิงชื่อเดียวกับเธอซึ่งได้เสียชีวิตจากการเป็นไข้ป่า ในยุคที่การแพทย์ล้าหลังและไม่มีใครช่วยเหลือ ข้าง ๆ นั้นยังมีน้อง ๆ ฝาแฝดชายหญิงที่กำลังป่วยหนักเช่นกัน

เจียวอวี่ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ในยุคโบราณ ที่ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ เธอต้องคิดหาทางเอาตัวรอดและดูแลน้องชายและน้องสาวให้เติบโตอย่างดีที่สุด หลังจากการสิ้นบิดามารดาไร้คนปกป้อง เธอจึงต้องระวังตนจากเหล่าญาติพี่น้องที่จ้องจะเอาเปรียบ

เจียวอวี่ใช้ความรู้จากอดีตเพื่อวางแผนดิ้นรนเอาตัวรอดในยุคโบราณ เธอต้องคิดหาทางเอาตัวรอดและเลี้ยงดูน้องชายน้องสาวให้เติบโตให้ดีที่สุด เจียวอวี่ต้องวางแผนดิ้นรนเอาตัวรอดในยุคโบราณที่ไม่มีอยู่ในประวัติศาสตร์นี้ให้ได้

ฝากนิยายที่เคยลงไปแล้วอีก 2 เรื่องด้วยนะคะ

ลู่เอินอันธพาลตัวน้อยกับระบบอาม่า ในยุค 60https://dekd.co/w/n/2572877

ซูไป๋จิน ดาวนำโชคยุค 80https://dekd.co/w/n/2555989

ชีวิตของเจียวอวี่

“เจียวอวี่คุณทำงานที่นี่มานาน คุณมีความสามารถและมีพรสวรรค์เป็นอย่างมาก เราเล็งเห็นถึงความสามารถของคุณ เดือนหน้าคุณจะได้ขึ้นเป็นหัวหน้าเชฟครัวที่โรงแรม A”

หัวหน้าฝ่ายบุคคลแจ้งการปรับขึ้นตำแหน่งของเจียวอวี่ ชูส์เชฟวัย 25 ปี ที่เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นเด็กฝึกงานในครัวจากนักเธอก็พัฒนาตัวเอง และเรียนรู้เพิ่มเติม จนตอนนี้เธอกำลังขึ้นจุดสูงสุดในตำแหน่งที่เธอฝันไว้

เจียวอวี่ ใช้ชีวิตเพียงลำพังตั้งแต่ชั้นมัธยมปลายหลังจากที่สูญเสียทุกคนในครอบครัวจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เจียวอวี่ก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียว ทั้งชีวิตของเธอมีเพียงงานเท่านั้น

การแจ้งข่าวเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้ควรจะเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและความสุขสำหรับเจียวอวี่ ทว่าภายในใจเธอกลับมีเพียงความว่างเปล่า แม้เธอจะยิ้มและกล่าวขอบคุณหัวหน้าฝ่ายบุคคลอย่างสุภาพ แต่ลึก ๆ แล้วมันไม่ได้เติมเต็มความรู้สึกที่เธอโหยหามานาน

เธอมองไปรอบ ๆ ห้องทำงานเล็ก ๆ ของฝ่ายบุคคล ผนังถูกตกแต่งด้วยกรอบรูปและประกาศต่าง ๆ เธอคิดกับตัวเองว่า “นี่คือสิ่งที่ฉันทุ่มเทมาตลอดชีวิต แต่มันกลับรู้สึก…เหงาเหลือเกิน”

หลังจากออกจากห้อง เธอกลับมายังครัวของโรงแรมเปิดดูรายการเมนูพิเศษที่ต้องเตรียมสำหรับลูกค้า VIP คืนนี้ แม้หัวใจของเธอจะอ่อนล้า แต่เธอก็ยังคงทำงานอย่างแข็งขัน ใบหน้าของเธอยังคงนิ่งสงบ มือของเธอเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ราวกับเครื่องจักรที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้แล้ว

ชีวิตของเจียวอวี่เป็นเช่นนั้น ซ้ำซากและโดดเดี่ยว

หลังเลิกงาน เธอกลับมาที่ห้องพักขนาดกลางของเธอซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม เตียงเดี่ยว โต๊ะไม้สำหรับทำงาน และครัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเครื่องครัวราคาแพง และอุปกรณ์สำหรับการทำอาหารที่มืออาชีพนิยมใช้ นี่คือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตทั้งหมดที่เธอมี เสียงนาฬิกาแขวนผนังดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ขณะที่เธอนั่งอยู่บนโซฟา หยิบแก้วไวน์ขึ้นมาจิบอย่างเงียบ ๆ

เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแสงไฟจากอาคารสูงที่ทอดยาวสุดสายตา ความสำเร็จที่ใคร ๆ ใฝ่ฝันกลับไม่ได้ทำให้เธอมีความสุขเลยสักนิด มันยิ่งตอกย้ำให้เธอรู้สึกเหมือนเธอกำลังวิ่งอยู่ในวงกลมของชีวิต ที่ไม่มีจุดหมายอื่นนอกจากงาน

“ถ้าฉันมีครอบครัวอยู่ตอนนี้ พวกเขาคงภูมิใจในตัวฉันมาก…” เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ อย่างขมขื่น

เจียวอวี่ยกมือขึ้นลูบกรอบรูปเบา ๆ ปลายนิ้วของเธอสัมผัสกับกระจกที่ปกปิดภาพครอบครัวที่เธอรักไว้ ภาพในกรอบนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พ่อ แม่ และน้องชายคนเล็กยืนเคียงข้างกันขณะไปเที่ยวสวนสนุกครั้งสุดท้ายก่อนเกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

“ฉันยังจำได้ว่าพ่อยืนหัวเราะเพราะฉันทำข้าวโพดคั่วหกทั้งถัง…แม่ยังบอกให้ฉันใจเย็น ๆ ไม่ต้องรีบร้อน…” เธอพึมพำ พลางเม้มปากแน่นเพื่อกลั้นความรู้สึกที่เอ่อท้นขึ้นมาในใจ

น้ำตาเริ่มไหลรินลงมาช้า ๆ เธอไม่ได้ร้องไห้มานานมากแล้ว เพราะคิดเสมอว่าตัวเองต้องเข้มแข็งเพื่ออยู่รอดต่อไป “ถ้าฉันไปด้วยวันนั้น…ฉันคงไม่ได้ต้องมาใช้ชีวิตที่ว่างเปล่าแบบนี้…”

แสงไฟจากตึกสูงข้างนอกหน้าต่างสะท้อนอยู่ในดวงตาของเธอ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังจมอยู่ในโลกที่กว้างใหญ่ แต่ไร้ความหมาย เธอนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น รู้สึกเหมือนเวลาหยุดลง ทว่าในหัวใจกลับเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ

ในตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดที่กำลังจมลึก เจียวอวี่ยื่นมือไปหยิบโทรศัพท์มาดู หน้าจอปรากฏชื่อ “หัวหน้าเชฟหลิว”

เธอลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจรับสาย

“ฮัลโหล เจียวอวี่ใช่ไหม” เสียงปลายสายดังขึ้น “พรุ่งนี้เช้าจะมีทีมจากฝ่ายบริหารมาสำรวจครัว ฉันอยากให้เธอช่วยดูแลและตรวจความเรียบร้อยให้หน่อย”

เจียวอวี่สูดลมหายใจลึก ๆ “ได้ค่ะ ฉันจะเข้าไปแต่เช้า” เธอตอบเสียงเรียบเหมือนเดิม

เมื่อวางสาย เธอมองกลับไปที่กรอบรูปอีกครั้ง ครอบครัวที่เคยเป็นทั้งจุดหมายและพลังใจของเธอ ตอนนี้เหลือเพียงภาพความทรงจำที่ไม่มีวันกลับคืนมา

เธอลุกขึ้นยืน เดินไปปิดม่านหน้าต่าง ปิดไฟห้อง และล้มตัวลงนอนบนเตียงเล็ก ๆ ของเธอ ใต้ผ้าห่มนั้น แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าเพียงใด แต่หัวใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและความปรารถนาอันแสนไกลความหวังที่จะได้สัมผัสกับครอบครัวอีกครั้ง แม้เพียงในความฝันก็ตาม..

แต่แล้วสิ่งที่เจียวอวี่ไม่รู้เลยคือ การตัดสินใจพักผ่อนไม่เพียงพอ และการทุ่มเทให้กับงานโดยไม่ดูแลตัวเอง กำลังค่อย ๆ พาเธอไปสู่จุดจบที่เธอไม่เคยคาดคิด…

“ทำไมปวดหัวแบบนี้ นี่ฉันไม่สบายอย่างนั้นเหรอ” เจียวอวี่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกปวดหัวเป็นอย่างมาก จำได้ว่าก่อนนอนได้จิบไวน์ไปหนึ่งแก้วเท่านั้น มันไม่น่าทำให้ป่วยได้ขนาดนี้

เจียวอวี่ยกมือขึ้นมาแล้วควานหาโทรศัพท์เพื่อโทรไปแจ้งที่ทำงาน เพื่อไม่ให้พวกเขาเสียเวลารอ แต่เมื่อควานมือไปที่หัวเตียงกลับไม่พบโทรศัพท์มือถือ สภาพห้องก็ไม่เหมือนห้องที่อยู่มาก่อน แล้วมือผอม ๆ เล็ก ๆ ตรงหน้านี้อีก เกิดอะไรขึ้นกันแน่

จู่ ๆ ความทรงจำของใครบางคนพร้อมกับเจ็บปวดก็โจมตีเข้าที่ศีรษะของเจียวอวี่อย่างรุนแรง เจ้าของร่างนี้มีชื่อว่าเจียวอวี่เป็นลูกสาวของบิดาบัณฑิตในหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางเหนือมีน้องฝาแฝดชายหญิงอีกสองคนคือเจียวเจี๋ยและเจียวจิน บิดาของนางได้เสียชีวิตจากโจรป่าปล้นตอนที่เดินทางไปสอบที่เมืองหลวง หลังจากนั้นไม่นานมารดาก็พาทั้งสามย้ายกลับมาอยู่บ้าน เนื่องจากถูกญาติพี่น้องของสามีขับไล่ออกมา

โชคดีที่บ้านเดิมของมารดายังไม่ได้ขายหรือยกให้ใคร แม้ว่าจะถูกขับไล่ออกจากบ้านสามี สี่คนแม่ลูกก็ยังมีบ้านให้อาศัย แม้ว่าบ้านจะเก่าไปบ้าง แต่ก็ยังแข็งแรงอยู่ นอกจากบ้านแล้วก็ยังมีที่ดินรอบ ๆ บ้านอีกสองหมู่ที่เป็นสินเดิมของมารดา

เหมือนมารดาของเจียวอวี่จะรู้ตัวว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน นางจึงได้ทำเรื่องยกบ้านและที่ดินให้ลูก ๆ ของนาง หลังจากที่จัดการเรื่องบ้านเรียบร้อย ไม่ถึงเดือนมารดาของเจียวอวี่ก็สิ้นใจจากไปด้วยอาการเจ็บป่วยเรื้อรังที่ไม่ได้ทำการรักษา ทิ้งให้ลูกทั้งสามคนใช้ชีวิตเพียงลำพัง

เจียวอวี่นั่งนิ่งราวกับถูกแช่แข็งบนเตียงที่ไม่คุ้นเคย หัวใจเต้นรัวจากภาพความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามา พยายามตั้งสติ สัมผัสมือเล็ก ๆ ที่ดูไม่ใช่ของตัวเอง และมองสำรวจไปรอบ ๆ ห้องไม้เก่าแต่ยังดูแข็งแรง หน้าต่างไม้เล็ก ๆ เปิดให้แสงอ่อน ๆ ส่องเข้ามา

“นี่มัน…อะไรกัน” เธอพึมพำ น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับจะถามตัวเอง

ภาพชีวิตในโลกปัจจุบันยังชัดเจนในหัว เจียวอวี่ยังจำได้ว่าตัวเองคือชูส์เชฟที่กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่ง หัวใจเต็มไปด้วยความขมขื่นจากความโดดเดี่ยว ทว่าตอนนี้กลับมาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่ชื่อเดียวกัน แต่มีชีวิตแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

“ฉัน…ทะลุมิติอย่างนั้นเหรอ” คำถามดังขึ้นในใจ ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยความไม่เชื่อ “หรือว่าฉันจะฝันไป” เจียวอวี่ยกมือบีบแก้มตัวเองแรง ๆ ความเจ็บปวดจากแรงบีบยืนยันว่านี่คือความจริง

เจียวอวี่ในร่างเด็กหญิงยังคงมึนงงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือร่างกายที่อ่อนแออย่างถึงที่สุด กล้ามเนื้อเล็กน้อยนี้ไม่มีเรี่ยวแรงเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นซูส์เชฟมือทองในครัว ทว่าเสียงไอและครางเบา ๆ ของน้อง ๆ ฝาแฝดชายหญิงที่นอนอยู่ข้าง ๆ ดึงความสนใจของนางจนหมดสิ้น

ในห้องนี้มีเตียงไม้สามเตียงเรียงชิดผนัง กลิ่นยาสมุนไพรจาง ๆ ลอยคลุ้ง เจียวอวี่มองไปยังเด็กชายและหญิงที่นอนหลับด้วยสีหน้าซีดเซียว เธอรู้ทันทีว่าหากพวกเขาไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม คงไม่นานเกินรอก่อนที่จะหมดลมหายใจเหมือนกับเธอในอดีต

“นี่ฉันตายแล้วจริง ๆ เหรอ…” เจียวอวี่พึมพำกับตัวเอง มือบางที่เริ่มสั่นเทายกขึ้นแตะหน้าผากตัวเองจากนั้นก็สูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะมองรอบห้องเพื่อหาคำตอบเพิ่มเติม

เหลือบไปเห็นถังน้ำและหม้อต้มยาสมุนไพรที่วางอยู่มุมห้อง ประสบการณ์จากชีวิตเก่าที่เคยเรียนรู้เรื่องสมุนไพรและการปรุงอาหารเพื่อสุขภาพเริ่มทำงานในหัว เจียวอวี่นึกถึงสมุนไพรที่ใช้ลดไข้ เช่น ใบฟ้าทะลายโจรหรือขิง และตั้งใจจะช่วยเด็กสองคนนี้ให้ได้

เจียวอวี่รวบรวมแรงทั้งหมดในร่างเล็ก ๆ เพื่อพาตัวเองลุกขึ้นเดินไปหาหม้อต้มยาอย่างยากลำบาก

“คิดถึงยาแก้ไข้ ยาแก้ปวด ยาฆ่าเชื้อจัง”

ทันทีที่เจียวอวี่พูดจบก็มองเห็นหน้าจอสีฟ้าปรากฏขึ้นมา

[มิติร้านค้าออนไลน์เปิดใช้งาน]

ตัวอักษรสีทองเรืองแสงค่อย ๆ ปรากฏบนหน้าจอสีฟ้าที่ลอยอยู่กลางอากาศตรงหน้าเจียวอวี่ ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะจ้องมองคำต่าง ๆ ที่ทยอยปรากฏขึ้นทีละบรรทัด

[ขอแสดงความยินดี! คุณได้รับ “มิติร้านค้าออนไลน์”]

[คำแนะนำเบื้องต้น] มิติร้านค้าออนไลน์เปิดใช้งานนี้สามารถช่วยคุณซื้อสินค้าที่คุณต้องการได้ โดยใช้เหรียญในร้านค้าออนไลน์ การใช้งานมิติร้านค้าออนไลน์ จะต้องใช้ "เหรียญเท่านั้น" ซึ่งคุณสามารถสะสมได้จากการขายของ]

[หมายเหตุ: ยอดเงินในบัญชีที่คุณมีในอีกมิติถูกโอนย้ายมาในมิติร้านค้าออนไลน์เรียบร้อย 100 หยวนเท่ากับ 1 เหรียญ]

[ยอดเหรียญของคุณ 5,399 เหรียญ]

ญาติพยายามเข้าบ้าน

เจียวอวี่พยายามปรับตัวกับระบบร้านค้าออนไลน์ที่เพิ่งค้นพบ นางกดสั่งซื้อยาลดไข้สำหรับตัวเองและน้อง ๆ ทันที พร้อมอาหารอ่อน ๆ ที่เหมาะสำหรับคนป่วย น้ำดื่มสะอาดที่ดูดซับสิ่งสกปรก ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องปรุงต่าง ๆ รวมถึงเนื้อสัตว์อีกเล็กน้อยเพียงพอสำหรับสองสามวัน ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอยู่ในตะกร้าซื้อของอย่างประณีต

นอกจากนั้น นางยังเลือกผ้าห่มที่ดูอบอุ่นและที่นอนนุ่ม ๆ สำหรับพวกเด็ก ๆ โดยเฉพาะ นางคิดในใจว่า “อย่างน้อยต้องทำให้น้อง ๆ สบายที่สุดก่อน” แม้จะยังไม่รู้ว่าจะหาทางเพิ่มเหรียญได้ทางไหน แต่เจียวอวี่ก็เลือกสินค้าที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด

ไม่นานหลังจากที่กดยืนยันการสั่งซื้อ รายการที่เธอซื้อก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าในลักษณะเหมือนถูกวางไว้บนพื้นดิน เจียวอวี่อดตะลึงไม่ได้ แต่ต้องรีบเก็บทุกอย่างให้เรียบร้อยเพราะน้อง ๆ ยังคงป่วยและรอการดูแลอยู่

หลังจากนำอาหารอ่อน ๆ ป้อนให้เจียวเจี๋ยและเจียวจินกิน จากนั้นก็ให้กินยาลดไข้ พร้อมให้น้ำดื่มเพื่อบรรเทาอาการไข้ นางยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นว่าน้อง ๆ สามารถกินได้โดยไม่ต่อต้าน แม้ว่าอาการไข้จะทำให้พวกเขาอ่อนล้าก็ตาม

“พี่ใหญ่…” เจียวจินพึมพำด้วยเสียงแหบพร่า ขณะที่เจียวเจี๋ยพยักหน้าเบา ๆ แม้จะหลับตา

เจียวอวี่ยิ้มตอบ “พวกเจ้าต้องหายไว ๆ นะ พี่จะได้ไม่ต้องกังวล”

หลังจากให้น้อง ๆ นอนหลับเจียวอี่ก็ได้เปลี่ยนที่นอนใหม่ จากนั้นก็เช็ดตัวน้อง ๆ ทั้งสองคนแล้วย้ายทั้งคู่ไปนอนบนที่นอนใหม่ที่อุ่นและหนากว่าของเก่า เจียวอวี่ห่มผ้าให้พวกเขาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเริ่มจัดการกับงานอื่น ๆ ในบ้าน ด้วยความตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตของทั้งสามคนดีขึ้นกว่านี้ นางรู้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ในใจลึก ๆ กลับมีประกายแห่งความหวังเล็ก ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน…

“ฉันจะไม่ปล่อยให้ชีวิตนี้สูญเปล่าอีกต่อไป” เจียวอวี่คิดในใจพลางมองดูน้อง ๆ ที่หลับสนิทด้วยอาการไข้

รุ่งเช้า เจียวอวี่ตื่นขึ้นมาก่อนฟ้าสาง นางขยับตัวเบา ๆ ไม่ให้เสียงดังรบกวนการนอนหลับของน้อง ๆ จากนั้นจึงเดินเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารสำหรับเช้าวันนี้ นางเลือกทำโจ๊กข้าวอ่อน ๆ ใส่เนื้อปลาและขิงเล็กน้อยเพื่อบรรเทาอาการอ่อนล้าของน้องทั้งสอง

กลิ่นหอมของโจ๊กอุ่น ๆ คละคลุ้งไปทั่วห้อง เจียวอวี่แบ่งใส่ถ้วยเล็ก ๆ ไว้สำหรับเจียวเจี๋ยและเจียวจิน พร้อมกับน้ำอุ่นหนึ่งแก้วให้พวกเขาดื่มตาม จากนั้นนางก็นำโจ๊กและน้ำเข้าไปในห้องนอนที่น้อง ๆ นอนพักอยู่

เมื่อเห็นว่าทั้งคู่เริ่มตื่นขึ้นด้วยสีหน้าที่ดูดีขึ้นกว่าวันก่อน เจียวอวี่ยิ้มออกมา “พี่เตรียมโจ๊กไว้ให้แล้ว กินหน่อยนะ จะได้มีแรงขึ้น”

เจียวเจี๋ยพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะรับถ้วยโจ๊กจากพี่สาว ส่วนเจียวจินถึงแม้ยังดูอ่อนล้า แต่ก็พยายามลุกขึ้นนั่งพิงหมอน นางยิ้มเล็ก ๆ พลางกล่าวขอบคุณเบา ๆ “พี่ใหญ่… ขอบคุณมาก”

หลังจากที่ทั้งสองกินเสร็จ เจียวอวี่ก็เก็บถ้วยและนำไปล้าง นางกลับมาเปิดหน้าต่างให้ห้องมีอากาศถ่ายเท แต่ระวังไม่ให้อากาศเย็นเกินไป “พวกเจ้าพักผ่อนเถอะ วันนี้ยังไม่ต้องฝืนตัวเองนะ ถ้าเหนื่อยก็แค่หลับ พี่จะดูแลทุกอย่างเอง”

น้องทั้งสองพยักหน้าตอบรับอย่างเชื่อฟัง ก่อนจะล้มตัวลงนอนพักต่อ

เจียวอวี่หันกลับมามองน้อง ๆ ด้วยความรักและห่วงใย “ไม่เป็นไรนะ อีกไม่นานพวกเจ้าต้องหายดีแน่ ๆ” นางบอกกับตัวเองในใจ ก่อนจะออกไปจัดการงานอื่น ๆ ในบ้านต่อ

แม้ว่าเจียวอวี่เพิ่งฟื้นจากไข้ นางกลับรู้สึกกระฉับกระเฉงอย่างน่าประหลาด แทนที่จะพักผ่อนเจียวอวี่กลับเลือกที่จะใช้เวลานี้ทำความสะอาดบ้านให้เรียบร้อย บ้านที่ดูเก่าแก่แต่แข็งแรงแห่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่หลงเหลือจากมารดา นางมองรอบ ๆ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและขอบคุณ

ก่อนหน้านี้มารดาได้จ้างช่างมาซ่อมแซมบ้านหลังนี้ให้แน่นหนา ทั้งรั้วที่ล้อมรอบบ้านและหลังคาที่เคยรั่วซึมถูกซ่อมจนดีเหมือนใหม่ ประตูและหน้าต่างไม้ยังคงอยู่ในสภาพที่แข็งแรงใช้งานได้ดีแม้เวลาจะผ่านไป บ้านหลังนี้ยังดูเหมือนป้อมปราการที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขา

เจียวอวี่เช็ดถูพื้นไม้จนสะอาดเป็นมันเงา พลางจัดเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย นางเดินออกไปที่ลานหน้าบ้านเพื่อสำรวจบ่อน้ำเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่งของบ้าน บ่อน้ำนี้เป็นสิ่งที่มารดาของนางได้ขุดไว้ให้ใช้งานเมื่อครั้งยังมีชีวิต น้ำในบ่อใสสะอาดและดูเย็นฉ่ำ เป็นแหล่งน้ำที่ช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้นแม้ในยามลำบาก

“ทานแม่คงคิดเผื่อไว้หมดแล้ว” เจียวอวี่พึมพำกับตัวเอง นางเอื้อมมือไปตักน้ำขึ้นล้างหน้าด้วยความรู้สึกสดชื่น บ้านหลังนี้ไม่ใช่เพียงแค่ที่พักพิงแต่เป็นมรดกแห่งความรักและการดูแลที่มารดามอบไว้ให้

เจียวอวี่หันกลับไปมองบ้านหลังนี้ด้วยแววตาที่มุ่งมั่น “ข้าจะทำให้บ้านนี้เป็นสถานที่ที่น่าอยู่ที่สุด เพื่อให้เจียวเจี๋ยกับเจียวจินมีชีวิตที่ดี แม้ว่าท่านแม่จะไม่อยู่แล้วก็ตาม”

“เสี่ยวอวี่เปิดประตูบ้านให้ป้าสะใภ้หน่อย เสี่ยวอวี่”

เสียงเรียกดังขึ้นหน้าบ้าน เมื่อเห็นว่าคนในบ้านไม่ได้มาเปิดประตูให้ ตอนนี้เสียงตะโกนหน้าบ้านก็เริ่มเกรี้ยวกราดมากขึ้นราวกับบ้านเด็กทั้งสามคนในบ้านเป็นหนี้ของนางอยู่ก็ไม่ปาน

“นังเด็กราคาถูก แกกล้านิ่งเฉยอย่างนั้นเหรอมาเปิดประตูบ้านเดี๋ยวนี้เลย มีที่ไหนญาติผู้ใหญ่มาถึงบ้านกลับนิ่งเฉยแบบนี้ บิดาที่เป็นบัณฑิตไม่ได้สั่งสอนหรืออย่างไร”

เจียวอวี่ที่กำลังจัดบ้านสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงตะโกนที่หน้าบ้าน น้ำเสียงนั้นไม่เพียงแต่ดังลั่น ยังแฝงไปด้วยความไม่พอใจและคำพูดหยาบคาย นางเงยหน้าขึ้นจากงานในมือ สูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความไม่พอใจที่เริ่มก่อตัว

นางรู้ดีว่าเสียงนี้เป็นของหลิวเมิ่ง ป้าสะใภ้ใหญ่ ผู้หญิงที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้อำนาจในฐานะ “ผู้ใหญ่” และมักจะดูถูกและเอาเปรียบพวกนางเสมอ เจียวอวี่กัดริมฝีปากแน่น พยายามไม่ปล่อยให้คำพูดเหล่านั้นมาทำร้ายจิตใจ

“นังเด็กไร้สัมมาคารวะ เปิดประตูเดี๋ยวนี้ ถ้าข้าเข้าไปเองได้ แกไม่ต้องอยู่ในบ้านหลังนี้อีกแล้ว” น้ำเสียงป้าสะใภ้ยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเหมือนจะพังประตูเข้ามา

เจียวอวี่ปัดฝุ่นออกจากมือ สูดลมหายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อเตรียมตัวรับมือ นางเดินไปที่ประตูและแง้มบานไม้เล็กน้อย โชคดีที่ก่อนหน้านี้ได้นำโซ่คล้องประตูแบบเลื่อนทำให้อีกฝ่ายผลัดประตูเข้ามาในบ้านได้ เห็นใบหน้าป้าสะใภ้ที่บึ้งตึงและเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง นางอดไม่ได้ที่จะมองป้าสะใภ้ด้วยสายตาเรียบนิ่ง

“เสี่ยวอวี่ทำไมเจ้าถึงปล่อยให้ผู้ใหญ่อย่างข้ายืนรออยู่หน้าประตูแบบนี้” หลิวเมิ่งถลึงตามองเจียวอวี่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยการต่อว่า “นี่เป็นการต้อนรับญาติผู้ใหญ่ของพวกเจ้าหรือ”

เจียวอวี่สูดหายใจเข้าลึกก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ชัดเจน “ต้องขอโทษป้าสะใภ้ที่ให้รอนานเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ยินเสียงตอนแรก”

คำตอบของนางดูสุภาพเรียบร้อย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่หลิวเมิ่งต้องการ ตอนนี้นางต้องการเข้าไปในบ้านต่างหาก อีกไม่กี่วันลูกชายคนที่สามของนางจะแต่งงานแล้ว นางต้องการบ้านหลังนี้ให้ลูกชายของนางอยู่

“เด็กพวกนี้นี่มันเสียคนจริง ๆ บิดาของพวกเจ้าเป็นถึงบัณฑิตแต่กลับสั่งสอนลูกไม่ได้เรื่องเลย ไหนจะมารดาไม่ได้เรื่องของพวกเจ้าอีก” หลิวเมิ่งเริ่มพูดจาต่อว่าในขณะที่สายตาสำรวจบ้านไปทั่ว แม้ว่าตัวของนางจะยืนอยู่นอกบ้านก็ตาม

เจียวอวี่มองป้าสะใภ้ท่าทางโมโหร้ายและเห็นแก่ตัวของตนอย่างเฉยชา และไม่มีทีท่าว่าจะเปิดประตูรั้วบ้านให้นางเข้าด้านใน เมื่อเห็นอกฝ่ายพยายามเข้ามา เจียวอวี่จึงพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

“วันนี้บ้านข้าไม่สะดวกรับแขก น้องสาวน้องชายของข้าไม่สบายหนัก พวกเขาต้องการการพักผ่อน เชิญป้าสะใภ้กลับเถอะเจ้าค่ะ”

หลิวเมิ่งได้ยินว่าหลานสาวฝั่งสามีพูดจาแข็งข้อและไม่ยอมเปิดบ้าน นางจึงตรงปรี่มาทุบรั้วบ้านอย่างเร็ว แต่ก็ช้ากว่าเจียวอวี่ที่ปิดประตูและล็อกรั้วอย่างรวดเร็ว ทำให้หลิวเมิ่งชนประตูรั้วจนล้มก้นกระแทกลงพื้นดินอย่างแรง

“โอ้ย ช่วยด้วยนังหลานอกตัญญูรังแกญาติผู้ใหญ่แล้ว ช่วยด้วย”

เสียงร้องโอดครวญของหลิวเมิ่งดังลั่นไปทั่วบริเวณ ราวกับจะให้ชาวบ้านในละแวกนั้นได้ยินถึง “ความอยุติธรรม” ที่นางได้รับ เจียวอวี่ที่ยืนอยู่ภายในรั้วบ้านยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่ง แม้จะรู้สึกเหนื่อยใจกับพฤติกรรมที่ไร้เหตุผลของป้าสะใภ้ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ

“ป้าสะใภ้โปรดหยุดเถอะเจ้าค่ะ” เจียวอวี่พูดด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “ข้าไม่ได้ทำร้ายป้าเลยสักนิด การที่ป้าล้มลงเองเพราะรีบร้อน นั่นเป็นความผิดของป้าเอง หากป้ายังทำเช่นนี้ ข้าคงต้องแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านมาจัดการ”

หลิวเมิ่งที่นั่งล้มอยู่บนพื้นชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า “หัวหน้าหมู่บ้าน” แต่ไม่นานนัก นางก็ลุกขึ้นพร้อมกับปัดฝุ่นออกจากชุดด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

“นังเด็กไร้มารยาท แกกล้าขู่ข้าเชียวหรือ ช่างไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ ข้าเป็นผู้อาวุโส ยังไงเจ้าก็ต้องฟังข้า” หลิวเมิ่งแผดเสียงต่อว่าอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมทั้งชี้หน้าผ่านรั้วบ้าน

เจียวอวี่ที่พยายามอดทนมาตลอดสูดลมหายใจลึกอีกครั้งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ป้าสะใภ้ นี่เป็นบ้านของข้า ไม่ใช่บ้านของท่าน หากท่านยังดึงดันที่จะทำตัววุ่นวายเช่นนี้ ข้าคงต้องเรียกคนมาจัดการแล้วจริง ๆ”

คำพูดของเจียวอวี่เรียบง่าย แต่หนักแน่นจนหลิวเมิ่งถึงกับชะงักไปชั่วขณะ แม้จะยังคงแสดงความไม่พอใจ แต่ก็เริ่มรู้ตัวว่าหากนางทำเกินไป อาจจะเสียหน้าในสายตาของชาวบ้านที่เริ่มมองมาจากระยะไกล

“หึ” หลิวเมิ่งสะบัดหน้าอย่างไม่พอใจ ก่อนจะพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เดี๋ยวพอเจ้าเดือดร้อนขึ้นมา อย่ามาร้องขอความช่วยเหลือจากข้าก็แล้วกัน”

จากนั้นนางก็เดินกลับไปอย่างหัวเสีย ทิ้งให้เจียวอวี่ยืนมองอยู่หน้าประตูด้วยความโล่งอกที่ในที่สุดความวุ่นวายก็จบลง อย่างน้อยตอนนี้นางก็สามารถกลับเข้าไปดูแลน้อง ๆ ของตนได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกรบกวนอีก

แผนแย่งชิงบ้าน

ครอบครัวซูบ้านเดิมของมารดาเจียวอวี่ ทั้งหมดอาศัยอยู่ในลานบ้านเดียวกัน ในบ้านมีบ้านลุงใหญ่ ซึ่งมีบุตรชายสี่คน บุตรสาวสองคน ลูกชายที่แต่งงานแล้วก็ยังอยู่ในบ้านหลังนี้ ตอนนี้ทำให้บ้านคับแคบ แม้ว่าจะต่อเติมห้องออกไปบ้างแล้วก็ตาม

หลิวเมิ่งถึงอยากได้บ้านของน้องสามีเพื่อให้ลูกชายของนางที่กำลังจะแต่งงานในอีกไม่กี่เดือนนี้ นางพยายามพูดเรื่องนี้กัยสามีหลายครั้งแล้ว แต่ดูเหมือนสามีของนางจะหน้าบาง แค่ไล่หลานนอกคอกพวกนั้นออกจากบ้านไปก็สิ้นเรื่องแล้ว

แค่เด็กสามคนที่ไม่มีบิดามารดาคอยคุ้มครอง แต่สามีของนางกลับไม่กล้าทำอะไร คิดมาแล้วก็น่าหงุดหงิดเสียจริง ยิ่งคิดถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดหลิวเมิ่งก็ยิ่งโมโห

หลิวเมิ่งเดินกระฟัดกระเฟียดกลับไปยังบ้านตระกูลซู สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง คำพูดของเจียวอวี่เมื่อครู่ยังคงดังก้องอยู่ในหู “ข้าไม่ได้ทำร้ายป้าเลยสักนิด” ทำให้นางยิ่งเดือดดาล

“นังเด็กบ้านั่นชักจะไม่เกรงกลัวผู้ใหญ่แล้ว” หลิวเมิ่งคิดอย่างหัวเสีย

เมื่อนางเดินเข้ามาในลานบ้าน ครอบครัวซูต่างมองมาเป็นตาเดียว โดยเฉพาะซูเหวิน สามีของนางที่นั่งดื่มน้ำชาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงของภรรยา เขาก็ขมวดคิ้วถามขึ้นว่า

“เกิดอะไรขึ้นอีก ไปบ้านนั้นมาแล้วไม่สำเร็จหรือ”

หลิวเมิ่งทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ เขา แล้วกระแทกถ้วยน้ำชาที่สาวใช้ยื่นให้ลงบนโต๊ะอย่างแรง “หึ! นังเด็กบ้านั่นไม่เพียงแต่ไม่เปิดประตูให้ข้า ยังกล้ามาขู่ข้าด้วย”

“ขู่เหรอ” ซูเหวินเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “มันจะขู่เจ้าด้วยอะไรได้ เด็กพวกนั้นไม่มีใครหนุนหลังเสียหน่อย”

“มันบอกว่าจะเรียกหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าล้มไปเองเพราะชนประตูรั้ว ท่านเห็นหรือไม่ว่าพวกมันกำลังจะแข็งข้อ พวกมันไม่เห็นหัวพวกเราแล้ว”

ซูเหวินถอนหายใจยาว “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าอย่าเร่งรัดเกินไป พวกนั้นก็ยังเด็กนัก หากเราค่อย ๆ จัดการ ก็คงไม่ยากเย็นอะไร”

“แต่ลูกชายของเรากำลังจะแต่งงานนะ” หลิวเมิ่งขึ้นเสียง “เจ้าจะให้เขาอยู่เบียดเสียดกับพี่น้องคนอื่นไปตลอดหรืออย่างไร แค่พวกเด็กกำพร้าสามคน หากเราไม่รีบไล่ออกไป คนอื่นจะหัวเราะเยาะพวกเรา”

ซูเหวินหรี่ตามองภรรยา แม้จะไม่ค่อยพอใจกับความใจร้อนของนาง แต่เขาเองก็รู้ดีว่า บ้านหลังนั้นคือสิ่งจำเป็นสำหรับลูกชายของเขา หากไม่สามารถทำให้เด็กพวกนั้นย้ายออกไปได้ ก็คงต้องหาวิธีอื่นแทน

“เจ้าอย่าทำอะไรบุ่มบ่ามอีก ข้าเองก็ไม่อยากให้ชาวบ้านพูดกันไปทั่วว่าพี่ชายแท้ ๆ มาแย่งสมบัติของน้อง พอน้องตายก็ไปไล่หลาน ๆ ออกจากบ้าน” ซูเหวินพูดเสียงเรียบ “แต่ข้าจะลองหาวิธีให้พวกมันออกไปเอง”

หลิวเมิ่งได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกพอใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยสามีนางก็ยังคิดจะลงมือ ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉย ๆ นางลุกขึ้นพร้อมกับพยักหน้า

“ก็ดี ข้าจะรอดูว่าท่านจะจัดการยังไง”

ในขณะที่สองสามีภรรยาวางแผน เด็กสามพี่น้องตระกูลเจียวกลับไม่รู้เลยว่าคลื่นพายุลูกใหม่กำลังจะถาโถมเข้ามาหาพวกเขาในไม่ช้า

เจียวอวี่เดินเข้าไปใกล้เตียงของเจียวเจี๋ยและเจียวจิน มองดูพวกเขาที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าของนทั้งสองดูผ่อนคลายขึ้นกว่าเมื่อวานมาก สีหน้าที่เคยซีดเซียวจากพิษไข้ก็ดูจะดีขึ้นเล็กน้อย

“โชคดีที่เสียงโวยวายของป้าสะใภ้ไม่ทำให้พวกเขาตื่น” นางคิดพลางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะก้มลงจัดผ้าห่มให้เข้าที่

จากนั้นนางเดินออกจากห้องอย่างเงียบเชียบแล้วมุ่งหน้าไปที่ครัว เที่ยงนี้นางตั้งใจจะทำข้าวต้มร้อน ๆ ให้พวกเขากิน อาหารอ่อน ๆ น่าจะช่วยให้ร่างกายของพวกเขาฟื้นตัวเร็วขึ้นค้นดูของที่มีอยู่ในบ้านโชคดีที่ก่อนหน้านี้นางได้ซื้อเสบียงและของใช้จำเป็นมาเพิ่มตอนนี้จึงมีข้าวสาร ไข่ และเนื้อสัตว์และผักดองเก็บไว้

ในขณะที่นางกำลังหุงข้าวต้ม กลิ่นหอมอ่อน ๆ ก็เริ่มลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน นางหยิบถ้วยมาวางไว้เตรียมแบ่งให้กับน้อง ๆ จากนั้นก็เทน้ำร้อนลงในกาน้ำชาเพื่อชงน้ำขิงให้พวกเขาดื่ม

“เมื่อก่อนมารดาก็เคยทำให้ข้าดื่มเวลาป่วย…” เจียวอวี่คิดถึงมารดาของร่างเดิมที่จากไปแล้ว รู้สึกใจหาย แต่เพียงครู่เดียว นางก็สลัดความรู้สึกเศร้าทิ้งไป

“ตอนนี้ข้าเป็นพี่สาว ข้าต้องดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด”

หลังจากจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย เจียวอวี่เดินกลับไปที่ห้องของเจียวเจี๋ยและเจียวจิน ก้มลงแตะหน้าผากของน้องทั้งสองเพื่อตรวจดูไข้ ก่อนจะเอ่ยปลุกพวกเขาด้วยเสียงแผ่วเบา

“เสี่ยวเจี๋ย จินเอ๋อร์ ตื่นมากินข้าวกันเถอะ น้องจะได้กินยา”

เจียวเจี๋ยครางเบา ๆ พลิกตัวไปมาอย่างขี้เกียจ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา ดวงตาคู่นั้นยังคงปรือเพราะความง่วง แต่เมื่อได้กลิ่นหอมของข้าวต้ม นางก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที

“อือ… พี่ใหญ่ ข้าหิว” เจียวเจี๋ยพูดเสียงแผ่ว ก่อนจะพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง

ส่วนเจียวจินนั้นยังคงขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม เด็กหญิงขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะหรี่ตามองพี่สาวของเขา เสียงของเจียวอวี่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย แม้จะยังรู้สึกเพลียอยู่บ้าง แต่เมื่อได้ยินคำว่า กินข้าว เขาก็พยายามดึงตัวเองออกจากผ้าห่ม

เจียวอวี่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มบาง ๆ นางค่อย ๆ ประคองทั้งสองลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะนำหมอนมารองหลังให้พวกเขา แล้วหยิบถาดข้าวต้มอุ่น ๆ กับน้ำขิงที่เตรียมไว้มาวางไว้ตรงหน้า

“กินช้า ๆ นะ เดี๋ยวพี่จะช่วยเป่าให้” เจียวอวี่พูดพร้อมกับใช้ช้อนคนข้าวต้มเบา ๆ เพื่อให้เย็นลง

เจียวจินรับช้อนจากพี่สาวแล้วค่อย ๆ ตักข้าวต้มขึ้นมาเป่าก่อนจะกินเข้าไป นางรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ไหลผ่านลำคอเข้าไปในท้อง มันให้ความรู้สึกสบายจนอดไม่ได้ที่จะตักคำต่อไปทันที

เจียวเจี๋ยเองก็เริ่มกินตาม แม้จะยังไม่ค่อยมีแรง แต่พอได้ลิ้มรสข้าวต้มร้อน ๆ แล้วเด็กชายก็รู้สึกดีขึ้นมาก

เจียวอวี่มองน้อง ๆ กินข้าวด้วยแววตาอ่อนโยน นางรู้สึกโล่งใจที่พวกเขาเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นบ้าง ไม่ได้ดูแย่เหมือนตอนที่เธอเห็นครั้งแรก

หลังจากที่น้องทั้งสองกินข้าวเสร็จ เจียวอวี่ก็ยื่นยาเม็ดลดไข้ให้ทั้งสอง เมื่อทั้งสองรับยาจากผู้เป็นพี่สาวที่เห็นว่ายาเป็นเม็ดไม่เหมือนยาที่พวกเขาเคยรู้จักมากก่อน แม้จะรู้สึกสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา บางทีพี่สาวอาจจะไปซื้อยาแพง ๆ ในเมืองมาให้พวกเขาก็ได้ พอคิดว่ายาที่พวกตนกำลังกินอยู่นั้นมีราคาแพง เจียวเจี๋ยก็ก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด เขาเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้านแต่กลับไม่สามารถดูแลพี่สาวและน้องสาวได้

เจียวอวี่เห็นท่าทางของเจียวเจี๋ยที่ก้มหน้าลงเงียบ ๆ นางพอจะเดาออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ นางจึงยื่นมือไปลูบศีรษะของน้องชายเบา ๆ

“เสี่ยวเจี๋ย เจ้าคิดอะไรอยู่” นางถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เจียวเจี๋ยเงยหน้าขึ้นมองพี่สาว ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นแล้วตอบเสียงแผ่วเบา “ข้ารู้สึกผิด…ข้าเป็นผู้ชายคนเดียวของบ้าน แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย”

เจียวอวี่มองน้องชายด้วยความเอ็นดู นางรู้ว่าเจียวเจี๋ยพยายามเข้มแข็งเพื่อครอบครัว แต่เขายังเป็นเพียงเด็กเก้าขวบเท่านั้น นางไม่อยากให้น้องชายต้องแบกรับความกดดันมากเกินไป

“เจ้ากำลังพักฟื้นอยู่ แค่เจ้าหายดีเร็ว ๆ ก็ช่วยพี่ได้มากแล้ว” นางกล่าวพลางบีบมือของเจียวเจี๋ยเบา ๆ “พี่ไม่ได้ลำบากอะไรเลย และพี่เองก็เป็นพี่สาวของพวกเจ้าหน้าที่ของพี่คือดูแลน้อง ๆ ให้ดีที่สุด”

เจียวเจี๋ยฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นขึ้น

เจียวจินที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ก็เอื้อมมือไปจับมือพี่สาวพลางพูดเสียงเบา “พี่ใหญ่อย่าเหนื่อยมากเกินไปนะ ข้ากับพี่รองจะช่วยท่านเองเจ้าค่ะ”

เจียวอวี่มองทั้งสองคนแล้วหัวเราะเบา ๆ “เจ้าสองคนรีบหายป่วยก่อนเถอะ แล้วค่อยช่วยพี่ เข้าใจหรือไม่”

ทั้งสองพยักหน้ารับพร้อมกัน เจียวอวี่เห็นว่าทั้งสองมีสีหน้าที่ดีขึ้นแล้วจึงยื่นถ้วยน้ำขิงให้น้อง ๆ ดื่มเพื่อลดอาการหนาวสั่นคนละถ้วย

“ดื่มน้ำขิงหน่อยนะ จะได้อุ่นขึ้น” นางพูดพลางลูบศีรษะของทั้งสองเบา ๆ

เจียวเจี๋ยทำหน้ามุ่ยเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นฉุนของขิง แต่เมื่อเห็นสายตาอ่อนโยนของพี่สาว เขาก็ยอมรับถ้วยมาและค่อย ๆ จิบ

เจียวจินเองก็ไม่ค่อยชอบรสชาติขิง แต่เพราะรู้ว่าพี่สาวเตรียมมาให้อย่างตั้งใจจึงพยายามฝืนใจดื่มจนหมด

เจียวอวี่มองน้องสาวน้องชายของตนด้วยความพอใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปจัดผ้าห่มให้พวกเขานอนพักต่อ

“พักอีกหน่อยนะ ถ้าร่างกายดีขึ้นแล้ว พี่จะพาออกไปเดินเล่นข้างนอก ให้สูดอากาศบ้าง” นางพูดเสียงอ่อนโยน

เจียวเจี๋ยพยักหน้าหงึกหงักอย่างว่าง่าย ก่อนจะเอนตัวลงนอนอย่างสบายใจ เจียวจินเองก็ดึงผ้าห่มขึ้นห่มถึงคอแล้วหลับตาลงเช่นกัน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...