โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ระเบียบโลกปั่นป่วน ในยุค 'ตัวใครตัวมัน'

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 มี.ค. 2568 เวลา 03.01 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2568 เวลา 03.01 น.

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

ระเบียบโลกปั่นป่วน

ในยุค ‘ตัวใครตัวมัน’

ผมต้องขยี้ตาหลายรอบเมื่อเห็นรายชื่อประเทศที่คัดค้านญัตติสหประชาชาติที่เรียกร้องให้ยุติสงครามยูเครน และประณามรัสเซียในฐานะผู้รุกราน

เพราะหัวแถวที่ยกมือค้านคือสหรัฐ

ตามมาด้วยรัสเซีย, เกาหลีเหนือและเบลารุส

กับอีก 15 ประเทศที่ส่วนใหญ่อยู่ทวีปแอฟริกา

เป็นการลงมติเนื่องในโอกาสครบ 3 ปีของสงครามยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า “ระเบียบโลก” ถูกเขย่าอย่างหนักหน่วงรุนแรงที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

“กติกาใหม่” อันเกิดจากการกลับมาทำเนียบขาวรอบที่สองของโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะสรุปได้ (อย่างน่าตกใจ) ว่า

1. ประเทศไหนมีพลังอำนาจเหนือกว่าก็สามารถละเมิดอธิปไตยด้วยการส่งทหารเข้ายึดครองพื้นที่ของรัฐที่มีพลังอำนาจอ่อนด้อยกว่าได้

…โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าถ้าการเข้ายึดครองนั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐ

2. ปัจจัยที่กำหนดนโยบายของมหาอำนาจอย่างอเมริกาคือตัวผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจล้วนๆ

ตามหลักคิดแบบของทรัมป์ ทุกอย่างเป็น “ธุรกรรม” (transactional) โดยตัวเลขขาดดุล-เกินดุลการค้าเป็นประเด็นพิจารณาหลักของนโยบายมหาอำนาจ

นั่นแปลว่ามิติความมั่นคง สงครามการค้า สงครามเศรษฐกิจ และสงครามในสนามรบจริง คือ สิ่งที่เจรจา ต่อรองแลกเปลี่ยนกันได้ทั้งสิ้น

เดิมสหรัฐเป็นประเทศที่วางกติกาว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรม, มนุษยธรรม และการช่วยเหลือเกื้อกูลประเทศที่อ่อนแอกว่า

อีกทั้งยังชักชวนคนทั้งโลกให้เคารพในความหลากหลายทางความคิด, เพศสภาพและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

แต่วันนี้หลักการเหล่านี้กลายเป็นเรื่อง “ไร้สาระ” ในการกำหนดทิศทางนโยบายของมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกแล้ว

คำถามต่อมาก็คือเมื่อทรัมป์ทำลาย “ระเบียบโลก” ที่เป็น “เสาหลัก” ของ “โลกเสรี” ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ฉากทัศน์ของ “ระเบียบโลกใหม่” จะเป็นอย่างไร

นโยบาย America First หรือ “อเมริกาต้องมาก่อน” ทำให้เกิดความคลางแคลงใจต่อสถาบันพหุภาคี

อีกทั้งแนวทางการ “ทำธุรกรรมทางการทูต” อาจเร่งการกัดเซาะของพันธมิตรและสถาบันที่มีมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็น นาโต สหประชาชาติ และองค์การการค้าโลก (NATO, UN, WTO)

ความเป็นไปได้ที่จะเกิดระเบียบโลกใหม่มีอย่างน้อย 3 กรณี

1 : การเกิดขึ้นของโลกที่มีหลายขั้วอำนาจหรือ Multipolar World

การเสื่อมถอยของความเป็นผู้นำระดับโลกของสหรัฐ ภายใต้การนำของทรัมป์อาจนำไปสู่โลกที่มีหลายขั้วอำนาจ

ผมมองไปที่จีน สหภาพยุโรป และรัสเซียที่อาจฟื้นคืนอำนาจขึ้นมาอีกครั้ง

กลายมาเป็นผู้เล่นที่มีอำนาจเหนือกว่าควบคู่ไปกับสหรัฐ

เมื่อสหรัฐถอยห่างจากสถาบันระหว่างประเทศ จีนก็อาจเข้ามาแทนที่เพื่อถมช่องว่างนี้

ชัดเจนว่าปักกิ่งขยายโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) เสริมความแข็งแกร่งให้กับพันธมิตร BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้)

และเพิ่มอิทธิพลในประเทศกำลังพัฒนาหรือ Global South ผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

สหภาพยุโรปจะถูกกระตุ้นให้ต้องรวมตัวกันอย่างแข็งแกร่งมากขึ้นถ้าทรัมป์ตัดสินใจละทิ้งความแน่นแฟ้นของความสัมพันธ์เดิม

สหภาพยุโรปคงจะเร่งดำเนินการริเริ่มด้านการป้องกันประเทศของตนเอง เพิ่มการใช้จ่ายด้านการทหาร และผลักดันให้ “แยกวง” ทางยุทธศาสตร์

รัสเซียก็น่าจะใช้ประโยชน์จากการถอนตัวของอเมริกาจากยุโรปเพื่อเสริมสร้างอิทธิพลในยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

มอสโกก็อาจคิดขยายตัวทางทหารและเศรษฐกิจขณะที่ความแข็งแกร่งของนาโตเริ่มเสื่อมคลาย

สหรัฐภายใต้การบริหารแบบโดดเดี่ยวตัวเองมากขึ้นด้วยการลดความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ถอนทหารออกจากฐานทัพในต่างแดน และกดดันพันธมิตรให้แบกรับภาระด้านความปลอดภัยที่มากขึ้น

วอชิงตันของทรัมป์จะมุ่งเน้นไปที่ปัญหาภายในประเทศและจำกัดบทบาทของตัวเองในเวทีระหว่างประเทศ

ฉากทัศน์ที่ 2 คือการเพิ่มขึ้นของกลุ่มอำนาจระดับภูมิภาค

นั่นหมายถึงการแบ่งโลกออกเป็นกลุ่มอำนาจระดับภูมิภาค โดยแต่ละกลุ่มมีโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การทหาร และการเมืองเป็นของตัวเอง

เมื่อสหรัฐลดขนาดพันธกรณีในระดับโลกลง ผู้มีบทบาทในภูมิภาคก็รวมอิทธิพลของตนเข้าด้วยกันและแสวงหาพันธมิตรทางเลือก

กลุ่มอำนาจเอเชียก็จะนำโดยจีน

กลุ่มที่เน้นเอเชียเป็นศูนย์กลางก่อตัวขึ้น ซึ่งรวมถึงประเทศต่างๆ เช่น รัสเซีย อิหร่าน ปากีสถาน และประเทศอื่นๆ ที่สอดคล้องกับวาระเศรษฐกิจและความมั่นคงของปักกิ่ง องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) มีอิทธิพลมากขึ้น และจีนก็อาจมุ่งรวบอำนาจเหนือในทะเลจีนใต้เข้าด้วยกัน

อีกกลุ่มหนึ่งคือสหภาพยุโรปซึ่งอาจถูกกดดันให้สร้างกลไกการป้องกันที่แข็งแกร่งขึ้นซึ่งเป็นอิสระจากนาโต

อีกทั้งพยายามสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจต่อความไม่แน่นอนของอเมริกา

และส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแอฟริกาและละตินอเมริกา

อีกด้านหนึ่งประเทศต่างๆ ในละตินอเมริกาที่ผิดหวังกับนโยบายของสหรัฐ ก็จะเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับจีนและข้อตกลงการค้าในภูมิภาค เช่น พันธมิตรแปซิฟิกและเมอร์โคซูร์ ซึ่งได้รับความสำคัญมากขึ้น

และต้องไม่มองข้ามแนวทางตะวันออกกลางและแอฟริกา

เพราะตะวันออกกลางอาจเริ่มตระหนักในการเปลี่ยนแปลงของพันธมิตรเนื่องจากรัฐในอ่าวเปอร์เซียต้องการความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนและรัสเซียมากขึ้น

ในขณะที่ลดการพึ่งพาสหรัฐอเมริกา

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของแอฟริกากับจีนจะเพิ่มพูนขึ้น และองค์กรในภูมิภาค เช่น สหภาพแอฟริกาได้รับอิสระจากอิทธิพลของชาติตะวันตกมากขึ้น

แต่ฉากทัศน์ที่ 3 น่าหวาดหวั่นกว่าอีกสองภาพที่ว่ามา

นั่นคือความไม่มั่นคงของโลกและการปริแตกของเศรษฐกิจ เมื่อทรัมป์ฉีกกติกาทุกข้อของระเบียบโลกเก่า ภาพ”เลวร้ายที่สุด” คือโลกที่ล่มสลาย

นำไปสู่ความไม่มั่นคงในวงกว้าง การแบ่งแยกทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น

หากไร้ผู้นำที่ชัดเจนหรือสถาบันระหว่างประเทศที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความวุ่นวายก็อาจแพร่กระจายไปในหลายภูมิภาค

การล่มสลายของข้อตกลงการค้าพหุภาคีทำให้มีอัตราภาษีที่สูงขึ้น การแยกทางเศรษฐกิจ และการหวนกลับไปใช้นโยบายแบบพาณิชยนิยม

องค์การการค้าโลกซึ่งอ่อนแออยู่แล้วนั้นจะไร้ความหมายเพราะเศรษฐกิจหลักๆ จะตัดสินใจกำหนดข้อจำกัดทางการค้าฝ่ายเดียว

ในลักษณะ “ตัวใครตัวมัน” อย่างจะแจ้ง

มีความเป็นไปได้สูงว่าในภาวะเช่นนี้ความขัดแย้งในภูมิภาคอาจทวีความรุนแรงขึ้น

ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ไต้หวัน คาบสมุทรเกาหลี และยุโรปตะวันออกอาจปะทุขึ้น

น่าหวาดหวั่นด้วยว่าสิ่งที่จะตามมาคือวิกฤตการณ์ทางการเงิน

เพราะหากไม่มีกรอบเศรษฐกิจที่มั่นคง สงครามสกุลเงินและวิกฤตการณ์ทางการเงินจะเกิดขึ้นถี่ขึ้น

อิทธิพลของเงินดอลลาร์สหรัฐถูกท้าทายโดยระบบการเงินทางเลือก

รวมถึงสกุลเงินดิจิทัลที่อาจได้รับการหนุนหลังโดยจีนอาจจะผงาดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

มีความน่ากังวลด้วยว่าในสถานการณ์เช่นนี้ธรรมาภิบาลโลกที่อ่อนแอลง

เพราะสถาบันต่างๆ เช่น สหประชาชาติและธนาคารโลกต้องดิ้นรนเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้กุมกฎโดยประเทศต่างๆ ไม่สนใจข้อตกลงระหว่างประเทศ

ความคิดริเริ่มด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหยุดชะงัก ทำให้วิกฤตสิ่งแวดล้อมเลวร้ายลง

มองภาพที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือสถานการณ์นี้ทำให้เกิดช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน ความยากจนทั่วโลกที่เพิ่มมากขึ้น และการปกครองแบบเผด็จการก็จะเบ่งบาน

เพราะรัฐบาลหันไปใช้ลัทธิชาตินิยมและการทหารเพื่อรักษาฐานอำนาจตัวเอง

นั่นอาจจะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่จะทวีความรุนแรงขึ้น

และนำไปสู่ความไม่สงบทางสังคมที่จะเกิดขึ้นบ่อยขึ้นและหนักหน่วงกว่าเดิม

นี่แค่นักคิดเล่นๆ ว่าอนาคตของโลกจะเป็นอย่างไรในปีสองปีข้างหน้า

ถ้าคิดให้ยาวกว่านั้นสงสัยจะเกิดอาการประสาทหลอนหนักแน่นอน!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ระเบียบโลกปั่นป่วน ในยุค ‘ตัวใครตัวมัน’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...