ไวรัสโปลิโอฟื้นคืนชีพ: สงครามครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติที่ยังไม่จบสิ้น
The Bangkok Insight
อัพเดต 22 ก.พ. 2568 เวลา 07.46 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. 2568 เวลา 07.46 น. • The Bangkok Insightศูนย์จีโนมฯ เผยไวรัสโปลิโอฟื้นคืนชีพ หลังเกิดระบาดใหม่ใน 4 ประเทศปีนี้ ลั่นเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติที่ยังไม่จบสิ้น พร้อมย้ำเดินหน้า 3 ด้านสำคัญ
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ระบุว่า แม้โลกจะก้าวใกล้ชัยชนะในการกำจัดโรคโปลิโอ แต่การระบาดใหม่ใน 4 ประเทศในปี 2568 ได้เตือนใจเราว่า ความสำเร็จที่เราคิดว่ามั่นคงนั้น อาจสั่นคลอนได้จากปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นสงคราม วิกฤตสภาพอากาศ หรือช่องว่างในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์
หากต้องการป้องกันไม่ให้โรคร้ายที่เกือบจะหมดไปกลับมาคุกคามมนุษยชาติอีกครั้ง เราจำเป็นต้องเดินหน้าพร้อมกันใน 3 ด้านสำคัญ คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข การสร้างความเชื่อมั่นในระดับชุมชน และการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ
วัคซีนโปลิโอมี 2 ประเภทหลัก: IPV (ชนิดฉีด) ใช้ไวรัสตาย ปลอดภัยแต่ป้องกันการแพร่เชื้อน้อยกว่า และ OPV (ชนิดหยอด) ใช้ไวรัสอ่อนแรง ช่วยหยุดการแพร่เชื้อแต่เสี่ยงกลายพันธุ์หากชุมชนฉีดวัคซีนไม่ครบ 80% ทั้งสองชนิดต้องให้ครบโดสเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันกลุ่มและป้องกันอัมพาตถาวร
การฉีดวัคซีนโปลิโอไม่เพียงป้องกันเด็กแต่ละคนจากอัมพาต แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่การกำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากโลก ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระดับโลก การปรับยุทธศาสตร์ตามสถานการณ์ระบาด และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงของวัคซีนในชุมชน
Global Polio Eradication Initiative (GPEI) หรือโครงการกวาดล้างโปลิโอโลก รายงานสถานการณ์ล่าสุดในสัปดาห์นี้ว่า มีผู้ป่วยโปลิโอรายใหม่เกิดขึ้นใน 4 ประเทศ ได้แก่ อัฟกานิสถาน ปากีสถาน แอลจีเรีย และกินี พร้อมกับการตรวจพบเชื้อในสิ่งแวดล้อมที่ฉนวนกาซา สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามกำจัดโรคโปลิโอให้หมดไปจากโลกยังคงเผชิญอุปสรรคซับซ้อน
วิกฤตสองด้าน: ไวรัสแท้ vs ไวรัสกลายพันธุ์จากวัคซีน
โรคโปลิโอในปัจจุบันปรากฏในสองรูปแบบหลัก ได้แก่ ไวรัสโปลิโอแท้ (Wild Poliovirus: WPV) และ ไวรัสกลายพันธุ์จากวัคซีน (Circulating Vaccine-Derived Poliovirus: cVDPV)
ไวรัสโปลิโอแท้สายพันธุ์ WPV1 ยังคงพบการระบาดในอัฟกานิสถานและปากีสถานเท่านั้น โดยในปี 2568 นี้ อัฟกานิสถานรายงานผู้ป่วยแรกที่จังหวัดบัดกีส ส่วนปากีสถานพบผู้ป่วยเพิ่ม 2 รายในจังหวัดซินด์ ส่งผลให้ยอดสะสมในปี 2567 อยู่ที่ 74 ราย และปี 2568 มีผู้ป่วยแล้ว 2 ราย
นักระบาดวิทยาชี้ว่า การอพยพข้ามพรมแดนของประชากรกว่า 7.3 แสนคน หลังปากีสถานขับไล่ผู้อพยพอัฟกัน รวมถึงผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2565 ที่ทำลายโครงสร้างสาธารณสุขในจังหวัดซินด์ เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการแพร่เชื้อ
ด้านแอลจีเรียรายงานผู้ป่วย cVDPV2 รายแรกของปี 2567 ในจังหวัดแอดราร์ ซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำกว่า 80% แม้ประเทศนี้จะหยุดใช้วัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน (Oral Polio Vaccine: OPV) ตั้งแต่ปี 2559 แต่การลักลอบนำเข้าวัคซีนจากประเทศเพื่อนบ้านและระบบเฝ้าระวังที่ล่าช้า ทำให้เกิดเงื่อนไขเพาะเชื้อกลายพันธุ์ ขณะที่กินีพบผู้ป่วย cVDPV3 สะสม 4 รายในจังหวัดคันคาน สืบเนื่องจากผลกระทบของโรคอีโบลาที่ทำให้โครงการฉีดวัคซีนหยุดชะงักนาน 18 เดือน
สถานการณ์น่าวิตกอีกแห่งเกิดขึ้นที่ฉนวนกาซา ซึ่งตรวจพบเชื้อ cVDPV2 ในตัวอย่างสิ่งแวดล้อม 3 ตัวอย่าง ท่ามกลางสภาพระบบสาธารณสุขที่พังทลายจากสงคราม โรงพยาบาล 15 แห่งเสียหายหนัก ระบบบำบัดน้ำเสียถูกทำลาย 90% ส่งผลให้เชื้อแพร่กระจายผ่านน้ำดื่มที่ไม่ปลอดภัย เด็กกว่า 7,000 คนพลาดการรับวัคซีนในปี 2567 ขณะที่อัตราทุพโภชนาการพุ่งสูงถึง 30% เพิ่มความเสี่ยงเกิดอัมพาตในเด็กติดเชื้อถึง 4 เท่า
กลไกการเกิดไวรัสกลายพันธุ์จากวัคซีน
วัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน (OPV) ที่มีไวรัสอ่อนแรง 3 สายพันธุ์ กลายเป็นดาบสองคมเมื่อใช้ในชุมชนที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำกว่า 80% กระบวนการเริ่มต้นเมื่อไวรัสจากวัคซีนแพร่สู่เด็กที่ยังไม่ได้รับภูมิคุ้มกันผ่านทางอุจจาระที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เมื่อเข้าสู่ร่างกายเด็กที่ไม่มีการป้องกัน ไวรัสจะเพิ่มจำนวนในลำไส้และสะสมการกลายพันธุ์ประมาณ 1-2 ครั้งต่อเดือน หลังการแพร่เชื้อต่อเนื่อง 12-18 เดือน จะพัฒนากลับสู่รูปแบบอันตรายได้
กรณีศึกษาจากอินโดนีเซียปี 2565 ชี้ให้เห็นผลกระทบรุนแรงเมื่ออัตราการฉีดวัคซีนต่ำเพียง 17% ในชุมชนหนึ่งของจังหวัดอาเจะห์ พบเด็ก 4 คนเป็นอัมพาตจาก cVDPV2 หลังไวรัสวัคซีนแพร่กระจายในพื้นที่นาน 2 ปี
แนวทางแก้ไขระดับโลก
องค์การอนามัยโลก (WHO) และพันธมิตรเร่งดำเนินการ 3 แนวทางหลัก ได้แก่
1. นวัตกรรมวัคซีน: การใช้วัคซีนโปลิโอชนิดรับประทานรุ่นใหม่ (novel Oral Polio Vaccine type 2: nOPV2) ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุกรรมให้เสถียรกว่าเดิม ลดโอกาสกลายพันธุ์ถึง 75% ปัจจุบัน 28 ประเทศรวมถึงอินโดนีเซียและปากีสถานเริ่มใช้แล้ว โดย WHO ตั้งเป้าผลิต 950 ล้านโดสภายในปี 2569
2. เสริมระบบเฝ้าระวัง: การตรวจตัวอย่างสิ่งแวดล้อมทุก 2 สัปดาห์ในเมืองท่าและชุมชนแออัด ร่วมกับการพัฒนาระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูลการระบาดแบบเรียลไทม์ ช่วยตรวจจับเชื้อได้รวดเร็วขึ้น
3. แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ: 12 ประเทศในแอฟริกายังขาดแคลนวัคซีนขั้นต่ำ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกขาดแคลนวัคซีน 600,000 โดส ในปี 2568 นี้ WHO จึงเร่งฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 50,000 คน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนในพื้นที่ห่างไกล
ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกกำลังผลักดันนวัตกรรมใหม่ เช่น วัคซีนโปลิโอชนิดหยอดรุ่นใหม่ (novel Oral Polio Vaccine type 2: nOPV2) ซึ่งผ่านการปรับปรุงพันธุกรรมให้เสถียรขึ้น ลดโอกาสกลายพันธุ์ได้ถึง 75% เทียบกับ OPV แบบเดิม ปัจจุบันมี 28 ประเทศเริ่มใช้แล้ว รวมถึงอินโดนีเซียและปากีสถาน
ในขณะที่หลายประเทศทยอยเปลี่ยนไปใช้ IPV เป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงจากการกลายพันธุ์ของไวรัสวัคซีน
การใช้วัคซีนโปลิโอในประเทศไทย
ปัจจุบันประเทศไทยใช้วัคซีนโปลิโอทั้งชนิดฉีด (IPV - Inactivated Polio Vaccine) และชนิดหยอด (OPV - Oral Polio Vaccine) ร่วมกัน โดยมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการให้วัคซีนเป็นสูตร "2 IPV + 3 OPV" ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นมา เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงจากการใช้วัคซีนชนิดหยอดเพียงอย่างเดียว
แนวทางการให้วัคซีนโปลิโอในเด็กไทย
1. เด็กอายุ 2 และ 4 เดือน จะได้รับวัคซีนชนิดฉีด (IPV) เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสโปลิโอทุกสายพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
2. เมื่ออายุ 6 เดือน 1 ปี 6 เดือน และ 4 ปี เด็กจะได้รับวัคซีนชนิดหยอด (OPV) เพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในลำไส้และลดการแพร่กระจายของไวรัสในชุมชน ซึ่งมีความสำคัญต่อการป้องกันการนำเข้าเชื้อจากต่างประเทศ
3. ผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนได้ฟรีที่สถานพยาบาลของรัฐและเอกชนที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
เหตุผลของการปรับสูตรวัคซีนเป็น '2 IPV + 3 OPV'
1. การใช้ IPV เป็นวัคซีนหลักในช่วง 2-4 เดือนแรกช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากไวรัสโปลิโอกลายพันธุ์ (cVDPV - Circulating Vaccine-Derived Poliovirus) ซึ่งอาจเกิดจากการใช้วัคซีน OPV เพียงอย่างเดียว โดย OPV แม้จะมีประโยชน์ในการป้องกันการแพร่เชื้อ แต่มีโอกาสทำให้ไวรัสในวัคซีนกลายพันธุ์กลับไปเป็นเชื้อก่อโรคได้ในบางกรณี
2. ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากการนำเข้าเชื้อโปลิโอจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศที่ยังมีการระบาด เช่น ปากีสถานและอัฟกานิสถาน การใช้ OPV ในเด็กโตช่วยลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อหากมีไวรัสเข้าสู่ประเทศ ขณะที่ IPV ช่วยให้เด็กมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อทุกสายพันธุ์
3. แนวทางนี้สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ ลดการใช้ OPV และหันมาใช้ IPV เป็นหลักเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากไวรัสกลายพันธุ์ ขณะที่ยังคงใช้ OPV ในช่วงที่เหมาะสมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่
การให้วัคซีนโปลิโอเสริมในพื้นที่เสี่ยง
1. กระทรวงสาธารณสุขดำเนินโครงการให้วัคซีนโปลิโอเสริม (Supplementary Immunization Activities - SIA) ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อ เช่น จังหวัดชายแดนหรือพื้นที่ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ เพื่อยกระดับภูมิคุ้มกันของเด็กให้สูงพอที่จะป้องกันโรคได้
2. รูปแบบการให้วัคซีนเสริมประกอบด้วยการตั้งจุดบริการวัคซีนเคลื่อนที่ในโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และชุมชน รวมถึงการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้บริการแก่เด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบตามกำหนด
3. โครงการนี้เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยรักษาสถานะ ประเทศไทยปลอดโปลิโอ และป้องกันความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นหากมีเชื้อเข้าสู่ประเทศ
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ทีมวิจัยจีน พบ 'ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่' ในค้างคาว ชี้อาจแพร่เชื้อสู่คนแบบ 'โควิด-19'
- เจาะลึกไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1, H5N5 และ H9N2 ที่กำลังระบาดทั่วโลก
- ด่วน!! อังกฤษ พบผู้ป่วยไข้หวัดนกรายแรก ในรอบ 3 ปี ยันไทยยังเสี่ยงต่ำ
ติดตามเราได้ที่
- เว็บไซต์ : https://www.thebangkokinsight.com/
- Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
- X (Twitter): https://twitter.com/BangkokInsigh
- Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
- Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yx