โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ใครๆ ก็รัก “วลาดิเมียร์” ทำไมทั้งยูเครนและรัสเซียต่างอ้างเป็นเจ้าของวีรบุรุษพระองค์นี้

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 ก.พ. 2565 เวลา 03.20 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. 2565 เวลา 03.20 น.
พิธีเปิดอนุสาวรีย์นักบุญวลาดิเมียร์ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2016 (AFP PHOTO / Natalia KOLESNIKOVA), (ในช่องวงกลม) วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย (AFP PHOTO / POOL )

ประวัติศาสตร์รัสเซียมีเรื่องสนุกๆ เยอะ ทีเดียว แม้ว่าหลายคนมักจะให้ความสนใจที่ประวัติศาสตร์ระยะใกล้อย่างการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ หรือช่วงท้ายของราชวงศ์โรมานอฟมากกว่า แต่จุดเริ่มต้นของการสร้างจักรวรรดิรัสเซียก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย

และนั่นก็เป็นที่มาของเรื่องที่ผู้เขียนตั้งชื่อบทความนี้ว่าใครๆ ก็รัก “วลาดิเมียร์” แต่วลาดิเมียร์ท่านนี้ ไม่ใช่ “วลาดิเมียร์ ปูติน” แต่อย่างใด (แม้ว่า ประธานาธิบดีรัสเซียปัจจุบันก็มีแฟนคลับเยอะทั้งนอกและในประเทศ และมีคะแนนนิยมอยู่ในระดับเกิน 80% มาโดยตลอด) หากเป็น “เซนต์วลาดิเมียร์” องค์ชายที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างรากฐานของจักรวรรดิรัสเซียขึ้นมา

เรื่องของ เซนต์วลาดิเมียร์ กลายเป็นประเด็นขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2016 (พ.ศ. 2559) เพราะ วลาดิเมียร์ ปูติน ได้ไปเปิดตัวอนุสาวรีย์ของนักบุญที่ชื่อเดียวกับตัวเองซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังเครมลิน ในกรุงมอสโคว จนสร้างความไม่พอใจให้กับชาวยูเครนที่รู้สึกเหมือนถูกขโมย “ฮีโร่” ไปเป็นของรัสเซีย

สาเหตุที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า นักบุญวลาดิเมียร์ หรือ วลาดิเมียร์มหาราช (Vladimir the Great) คือเจ้าผู้ครองแคว้น “เคียฟ” เมืองหลวงของยูเครนในปัจจุบัน ซึ่งพระองค์คือผู้ที่สามารถรวบรวมแคว้นเคียฟกับนอฟโกรอด (Novgorod) เข้าเป็นหนึ่ง และเป็นผู้ที่เปลี่ยนให้ดินแดนแถบนี้กลายเป็นอาณาจักรแห่งคริสเตียนออร์ธอดอกซ์

พูดง่ายๆ ว่า สำหรับชาวยูเครนแล้ว นักบุญวลาดิเมียร์ คือวีรบุรุษของชาวเคียฟ ซึ่งเชื่อมโยงกับชาวยูเครนในยุคปัจจุบันโดยตรง การที่ วลาดิเมียร์ ปูติน จงใจยกย่องนักบุญชื่อเดียวกับตัวเองพระองค์นี้ จึงทำให้ชาวยูเครนรู้สึกว่าพวกเขากำลังถูกขโมยสัญลักษณ์อันเป็นอัตลักษณ์ประจำชนชาติของตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ เราจึงน่าจะทำความรู้จักเจ้าชายซึ่งกลายมาเป็นปมความขัดแย้งของทั้งสองชาติพระองค์นี้กันสักหน่อย

อันดับแรก เจ้าชายวลาดิเมียร์ ประสูติเมื่อราวปี ค.ศ. 956 (พ.ศ. 1499) เป็นโอรสของ เจ้าชายสเวียโตสลาฟ (Sviatoslav) ตระกูลเจ้าที่มีเชื้อสายนอร์แมน (หรือพวกไวกิ้ง) และรุส (Norman-Rus) ซึ่งพระองค์ก็ยังมีเชษฐาและอนุชาร่วมบิดาอีกหลายพระองค์

เจ้าชายวลาดิเมียร์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าชายแห่งนอฟโกรอฟ เมื่อปี ค.ศ. 970 (พ.ศ. 1513) หลังจากนั้น 2 ปี เจ้าชายสเวียโตสลาฟ ก็สิ้นพระชนม์ นำไปสู่การแย่งชิงอำนาจระหว่างบรรดาพระโอรสของพระองค์

สถานการณ์บีบให้ เจ้าชายวลาดิเมียร์ต้องหนีไปยังสแกนดิเวียร์ เนื่องจากถูกเจ้าชายยาโรโพล์ก (Yaropolk) เจ้าผู้ครองแคว้นเคียฟ ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดใช้กำลังยึดอำนาจ เจ้าชายวลาดิเมียร์จึงต้องไปซ่องสุมกำลังอยู่ที่แดนไวกิง ก่อนยกทัพมายึดนอฟโกรอฟคืนจากเจ้าชายยาโรโพล์กได้สำเร็จ

จากนั้น เจ้าชายวลาดิเมียร์จึงจัดทัพไปยึดเคียฟได้ภายในปี ค.ศ. 980 (พ.ศ. 1523) ก่อนสังหารเจ้าชายยาโรโพล์ก ซึ่งเป็นพี่น้องของพระองค์เองฐานทรยศ แล้วสถาปนาตัวเป็นเจ้าเหนือชาวรุสทั้งปวง และเริ่มขยายดินแดนไปยังอาณาจักรข้างเคียง

เจ้าชายวลาดิเมียร์ มีพระชายาอยู่หลายพระองค์ และแม้ดินแดนในแถบยูเครนสมัยนั้นจะมีคริสต์ศาสนาแพร่หลายอยู่แล้ว แต่พระองค์ยังคงนับถือผีสางเทวดา และยังทำการ “บูชายัญ” มนุษย์ด้วย

จนกระทั่ง จักรพรรดิบาซิลที่ 2 (Basil II) แห่งไบแซนไทน์ ทรงขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าชายวลาดิเมียร์ให้ช่วยปราบเหล่าคนเถื่อนที่ออกอาละวาดในดินแดนโรมันตะวันออกแลกกับการที่องค์จักรพรรดิจะทรงมอบ เจ้าหญิงแอนน์ ผู้เป็นพระขนิษฐาให้อภิเษกกับเจ้าชายวลาดิเมียร์ และเจ้าชายวลาดิเมียร์ก็ต้องหันมานับถือคริสต์ศาสนาด้วย (บางสำนวนอ้างว่า เจ้าชายวลาดิเมียร์คือผู้นำกองกำลังคนเถื่อนที่ยกกำลังมาบีบให้จักรพรรดิไบแซนไทน์ยกพระขนิษฐาให้เป็นชายาตัวเอง)

ทั้งสองฝ่ายยอมรับข้อตกลงดังกล่าวในปี 987 (พ.ศ. 1530) เจ้าชายวลาดิเมียร์ได้ทำพิธีรับศีลล้างบาปที่ไครเมีย ก่อนเริ่มทำลายรูปเคารพต่างๆ ของชาวบ้าน และเปลี่ยนให้พสกนิกรของพระองค์หันมานับถือศาสนาคริสต์แทน ภายหลังจึงได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญวลาดิเมียร์

และด้วยความที่ทั้งยูเครนและรัสเซียล้วนเชื่อว่า เจ้าชายวลาดิเมียร์คือต้นสายความเป็นมาของชนชาติตน ต่างฝ่ายจึงต่างอ้างว่าตน “เป็นเจ้าของ” วีรบุรุษพระองค์นี้แต่ฝ่ายเดียว (ซึ่งเรื่องนี้ก็คล้ายวิวาทะเรื่อง “ขอม” เป็นใครอยู่เหมือนกัน เพราะคนที่ตั้งคำถามว่า “Rus” เป็นบรรพบุรุษของชาวรัสเซียหรือยูเครนจริงหรือเปล่าก็มีอยู่)

แต่ก็มีคนบอกว่า เรื่องราวของเจ้าชายวลาดิเมียร์มันอยู่ในรูปของตำนานปรัมปรา และคำบอกเล่าเสียเยอะ เพิ่งจะมีการตีพิมพ์เป็นภาษารัสเซีย (Synopsis) และเผยแพร่ในวงกว้าง โดยบาทหลวงชาวเคียฟเมื่อปี 1674 (พ.ศ. 2217) นี่เอง โดยผู้แต่งท่านนี้พยายามจะบอกว่า พระเจ้าซาร์แห่งมอสโคว คือทายาทโดยธรรมที่สืบสายมาจากเจ้าชายแห่งเคียฟ ในยุคที่มอสโควยังไม่ได้ตั้งไข่ ด้วยหวังว่าจะช่วยโน้มน้าวให้พระเจ้าซาร์แห่งมอสโควในสมัยนั้นให้การปกป้องเคียฟในฐานะรัฐในอารักขา

เมื่อตำนานของเจ้าชายวลาดิเมียร์ถูกแต่งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์แอบแฝงทางการเมืองหลังรัชสมัยของพระองค์หลายร้อยปี จึงมีคนตั้งข้อสงสัยว่า เรื่องราวดังกล่าวจะมีความจริงเท็จน่าเชื่อถือประการใด (ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นลักษณะร่วมกันของพงศาวดารของหลายๆ ชาติ)

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ความหวังดีของบาทหลวงท่านนั้นได้กลายเป็นดาบสองคมทำให้รัสเซียยึดถือเป็นคัมภีร์ในการอ้างสิทธิเหนือดินแดนของชนชาติสลาฟตะวันออกทั้งหลาย และมองเห็นยูเครนเป็นรัฐที่ตกอยู่ในอาณัติมาโดยตลอด   

อย่างไรก็ดี ลำพังการอ้างว่า เจ้าชายวลาดิเมียร์แห่งเคียฟคือบรรพบุรุษของชาวรัสเซีย ก็คงยังไม่สร้างความเจ็บปวดให้กับชาวยูเครนได้เท่ากับการที่รัสเซียผนวกภูมิภาคไครเมีย สถานที่ที่ตามตำนานระบุว่าเป็นดินแดนที่เจ้าชายวาลาดิเมียร์รับศีลล้างบาป ไปเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ท่ามกลางเสียงประณามจากนานาชาติ แต่ “วลาดิเมียร์ ปูติน” หาได้แคร์ไม่

อ้างอิง :

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...