สั่งฟ้องหนุ่มหึงโหด ฆ่าอินฟลูเอนเซอร์สาวยัดร่างใส่กระเป๋าเดินทาง
วานนี้ (22 ก.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศเผยความคืบหน้าในคดีฆาตกรรม สเตฟานี พีเปอร์ อินฟลูเอนเซอร์สาวสายบิวตี้ชาวออสเตรีย โดยล่าสุดทางการสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่เป็นอดีตแฟนหนุ่มวัย 31 ปีของเธอ ซึ่งได้รับการเปิดเผยเพียงชื่อย่อว่า แพทริก เอ็ม
ในวันเกิดเหตุ เอ็ม เป็นผู้รัดคอและแทง พีเปอร์ วัย 32 ปี จนเสียชีวิตภายในอพาร์ตเมนต์ของเธอที่ประเทศออสเตรียเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ก่อนจะยัดร่างของเธอใส่กระเป๋าเดินทาง ซึ่งต่อมาพบว่าถูกฝังอยู่ในป่าใกล้ชายแดนประเทศสโลวีเนีย
ร่างของพีเปอร์ถูกพบในสภาพที่มีบาดแผลบริเวณใบหน้า ซึ่งทีมสืบสวนเผยว่า อาจเป็นบาดแผลที่เกิดจากการที่เธอพยายามดิ้นรนสู้เพื่อหาทางออกจากกระเป๋าเดินทาง โดยมีความเป็นไปได้สูงมากว่า เธอยังมีชีวิตอยู่ตอนร่างของเธอถูกจับยัดใส่กระเป๋าเดินทางและนำไปฝังดิน
“อย่างไรก็ตาม ก็มีความเป็นไปได้พอๆ กันว่าเธออาจเสียชีวิตจากการถูกรัดคอก่อนหน้านั้นแล้ว ผลการชันสูตรพลิกศพไม่สามารถระบุช่วงเวลาเสียชีวิตที่แน่นอนของหญิงสาวรายนี้ได้” ทีมอัยการกล่าว
สำนักข่าวบิลด์รายงานว่า ก่อนหน้านี้ แพทริก เอ็ม รับสารภาพว่าเป็นคนลงมือสังหารอินฟลูเอนเซอร์สาว โดยอ้างว่าเป็นเพราะความหึงหวงหลังจากเลิกรากัน และเขาถูกสั่งฟ้องข้อหาฆาตกรรมอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
แต่ล่าสุด เขาถอนคำสารภาพดังกล่าว โดยยอมรับเพียงแค่ว่าเป็นคนนำร่างของพีเปอร์ไปฝังเท่านั้น นอกจากนี้ น้องชายและพ่อเลี้ยงของเขายังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนช่วยในการย้ายศพของพีเปอร์ แต่รายงานข่าวระบุว่า ทั้งสองคนจะไม่ถูกตั้งข้อหาแต่อย่างใด
มีคนพบเห็นพีเปอร์เป็นครั้งสุดท้ายในงานปาร์ตี้คริสต์มาสเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยหลังจากออกจากงาน เธอได้ส่งข้อความชวนผวาหาเพื่อนเพื่อเตือนว่ามี “คนน่ากลัวแอบซุ่มตรงบันได”
เดิมที พีเปอร์มีคิวต้องไปถ่ายแบบในวันถัดมา แต่เธอไม่ได้ปรากฏตัวตามนัด ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เกิดความสงสัย เนื่องจากหญิงสาวไม่มีประวัติยกเลิกงานโดยไม่มีเหตุผล ช่างภาพที่นัดหมายกับเธอไว้แล้วจึงตัดสินใจไปหาเธอที่อพาร์ตเมนต์ของหญิงสาว แต่ไม่พบเธอ
หลังจากนั้น จึงมีการพบศพของ พีเปอร์ ในอีกหนึ่งสัปดาห์หลังจากวันที่คาดว่าเธอถูกสังหาร
ทั้งนี้ แพทริก เอ็ม ถูกจับกุมได้ที่เมืองเชนติลีในสโลวีเนีย ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนออสเตรีย ก่อนจะถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนที่ประเทศออสเตรีย
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : IG / Stefanie Pieper