“วิกฤตลงทุน AI” เริ่มส่งสัญญาณ หุ้น Neocloud ร่วงหนัก ความเสี่ยงหนี้พุ่ง SK Hynix ยกเลิก IPO
กระแสลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI เผชิญแรงกดดัน หุ้น Neocloud ร่วงกว่า 30% ขณะที่ความเสี่ยงเครดิต Meta, Nvidia และ Oracle พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้าน SK Hynix ยกเลิกแผน IPO ของ Solidigm ท่ามกลางความกังวลผลตอบแทนลงทุน AI ไม่คุ้มเม็ดเงินมหาศาล
วันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 05.56 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI เผชิญแรงกดดันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่ม Neocloud การพุ่งขึ้นของต้นทุนประกันความเสี่ยงด้านเครดิต การที่ Meta มีกระแสเงินสดอิสระติดลบ และการตัดสินใจยกเลิกแผน IPO ของ Solidigm บริษัทในเครือ SK Hynix
*ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในวันศุกร์ หลังเผชิญแรงขายอย่างหนักเมื่อวันพฤหัสบดี ส่งผลให้ดัชนีปิดสัปดาห์ลดลง 0.7% โดยในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ให้บริการคลาวด์ หรือ Hyperscaler หุ้น Alphabet ปรับตัวลดลงมากที่สุดถึง 6% ก่อนที่บริษัทจะประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ในสัปดาห์หน้า ขณะที่หุ้น Microsoft และ Amazon ซึ่งมีกำหนดรายงานผลประกอบการเช่นกัน ปรับตัวลดลงไม่ถึง 1%*
แม้ตลาดหุ้นเทคโนโลยีโดยรวมยังไม่เผชิญแรงเทขายครั้งใหญ่ในวงกว้าง แต่เริ่มปรากฏสัญญาณความตึงเครียดในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยเฉพาะกลุ่ม Neocloud ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สำหรับการประมวลผล AI
*หุ้น CoreWeave, Nebius และIREN ต่างปรับตัวลดลงอย่างหนักในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ราคาหุ้นของทั้ง 3 บริษัทลดลงมากกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม*
สำหรับ CoreWeave ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของกลุ่ม Neocloud ส่วนต่างราคาสัญญาประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ หรือ Credit Default Swap (CDS) ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 11% ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นระดับที่สะท้อนความเสี่ยงทางการเงินอย่างรุนแรง เนื่องจากนักลงทุนต้องจ่ายต้นทุนสูงขึ้นเพื่อซื้อความคุ้มครองจากความเสี่ยงที่บริษัทอาจผิดนัดชำระหนี้
ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไม่มีหลักประกันของ CoreWeave ที่ครบกำหนดในปี 2031 และ 2032 ปรับตัวสูงกว่า 15%
เดฟ มาซซา (Dave Mazza) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Roundhill Investments กล่าวในรายการ Squawk on the Street ของ CNBC เมื่อวันพฤหัสบดีว่า นักลงทุนกำลังเทขายหุ้นในกลุ่ม Neocloud โดยไม่แยกแยะความแตกต่างระหว่างบริษัท และมองว่าบริษัทใดก็ตามที่อยู่ในธุรกิจนี้ควรถูกปรับลดมูลค่า
ความกังวลดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดสหรัฐฯ โดยหุ้น Elice Group ผู้ให้บริการคลาวด์ของเกาหลีใต้ ปรับตัวลดลง 30% ในวันแรกของการเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเมื่อวันอังคาร ขณะที่หุ้น NextDC ผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลของออสเตรเลีย ร่วงลง 39.5% เมื่อวันพุธ หลังบริษัทปรับลดประมาณการกำไรประจำปี
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ความคาดหวังต่อการเติบโตของ AI เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้น เนื่องจากความต้องการพัฒนาโมเดลและบริการ AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลกทุ่มงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้วยเม็ดเงินระดับสูงเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ตาม เสียงเตือนจากฝ่ายที่กังวลต่อความคุ้มค่าของการลงทุนเริ่มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ผลตอบแทนจากธุรกิจ AI อาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับรายจ่ายลงทุน หรือ Capital Expenditure (Capex) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
นักวิเคราะห์จาก Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี คาดการณ์ว่า บริษัทในกลุ่ม Neocloud มากถึง 80% อาจต้องยุติการดำเนินธุรกิจหรือถูกควบรวมกิจการภายในปี 2030
อย่างไรก็ตามเจนเซน หวง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ยังคงมีมุมมองเชิงบวก โดยกล่าวระหว่างการประชุมของบริษัทที่กรุงเบอร์ลินในสัปดาห์นี้ว่า ความต้องการใช้บริการ Neocloud อยู่ในระดับสูงอย่างมาก
หวงให้สัมภาษณ์กับอาร์จุน คาร์ปาล (Arjun Kharpal) ผู้สื่อข่าว CNBC ว่า ความต้องการเงินทุนในอุตสาหกรรมนี้มีมากกว่าปริมาณเงินทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างมาก แต่เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะสามารถคลี่คลายได้
แม้ผู้บริหาร Nvidia ยังคงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตของ AI แต่นักลงทุนในตลาดวอลล์สตรีทยังคงมีความกังวล
เมื่อวันพฤหัสบดี SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์อย่างมากจากกระแส AI ประกาศยกเลิกแผนนำ Solidigm บริษัทในเครือที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยให้เหตุผลถึงความผันผวนของภาวะตลาด
SK Hynix เข้าซื้อกิจการ Solidigm จาก Intel ในปี 2021 โดยบริษัทดำเนินธุรกิจผลิตหน่วยความจำ NAND และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบ SSD สำหรับศูนย์ข้อมูล
SK Hynix ระบุในแถลงการณ์ว่า แม้การนำ Solidigm เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเดิมคาดว่าจะช่วยลดภาระด้านการลงทุนและเพิ่มศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่บริษัทได้ยุติการพิจารณาแผนดังกล่าว หลังประเมินภาวะตลาดและแนวโน้มราคาหุ้น
Meta กระแสเงินสดติดลบกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ความเสี่ยงเครดิตบริษัทเทคโนโลยีพุ่ง
แม้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเผชิญความผันผวน แต่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั้งหมด ยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตในระดับลงทุน (Investment Grade) ได้ แม้จะเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการระดมทุนผ่านการก่อหนี้
อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มส่งสัญญาณกังวลต่อความเสี่ยงด้านเครดิตของบริษัทเหล่านี้มากขึ้น
*หุ้น Meta ปรับตัวลดลง 7% เมื่อวันพฤหัสบดี หลังบริษัทรายงานกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ติดลบมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3 พร้อมปรับเพิ่มกรอบล่างของประมาณการรายจ่ายลงทุนตลอดทั้งปีจาก 130,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 135,000 ล้านดอลลาร์*
นอกจากนี้ Meta ยังเปิดเผยแผนการใช้จ่ายประมาณ 825,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงหลายปีข้างหน้า สำหรับสัญญาเช่าและข้อตกลงทางธุรกิจประเภทต่าง ๆ โดยในจำนวนดังกล่าวมากกว่า 450,000 ล้านดอลลาร์ เป็นภาระผูกพันตามสัญญาแบบ Take-or-Pay ที่ไม่สามารถยกเลิกได้ ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องชำระเงินตามข้อตกลง แม้จะไม่ได้ใช้บริการหรือทรัพยากรตามปริมาณที่กำหนดไว้ก็ตาม
ความกังวลเกี่ยวกับภาระทางการเงินส่งผลให้ส่วนต่างราคาสัญญา CDS อายุ 5 ปีของ Meta เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มากกว่า 124 เบสิสพอยต์
ขณะที่ CDS ของ Nvidia และ Oracle ต่างปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยอยู่ที่ 126 และ 343 เบสิสพอยต์ ตามลำดับในสัปดาห์นี้
สำหรับ Oracle ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากกว่า 1 ใน 3 นับตั้งแต่ต้นปี และขณะนี้บริษัทยังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิต
จอห์น วิลเลียมส์ (John Williams) หัวหน้าฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ของสำนักงานกฎหมาย Milbank LLP กล่าวว่า นักลงทุนกำลังมองหาเครื่องมือหลากหลายประเภทเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนในธุรกิจ AI ไม่ได้จำกัดเฉพาะการซื้อสัญญา CDS เท่านั้น
วิลเลียมส์ ระบุว่า เมื่อมีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่อุตสาหกรรม AI การมองหาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม ไม่ว่านักลงทุนจะมีมุมมองเชิงบวกหรือเชิงลบต่อแนวโน้มของอุตสาหกรรมก็ตาม พร้อมกล่าวว่า การไม่พิจารณาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมถือเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล
ด้าน ไบรอัน สตัตแลนด์ (Brian Stutland) ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของ Equity Armor Investments กล่าวในรายการ Squawk Box Asia ของ CNBC เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ความเคลื่อนไหวของธุรกิจ AI มีความเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นโดยรวม
สตัตแลนด์เปรียบเทียบสถานการณ์ดังกล่าวกับการโยนลูกโบว์ลิงลงในสระน้ำ โดยตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่แรงกระแทกในจุดหนึ่งจะไม่ก่อให้เกิดคลื่นกระจายไปยังส่วนอื่นของสระ ซึ่งสะท้อนความกังวลว่าปัญหาในอุตสาหกรรม AI อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อหุ้นบริษัทอื่น ๆ ในดัชนี Nasdaq
อ้างอิง : www.cnbc.com