ร.ย.ส.ท. ชี้ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์รถ ‘น้องพายุ’ ไม่ตรงข้อกำหนดรุ่น Cadet B
ร.ย.ส.ท. ชี้ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์รถ ‘น้องพายุ’ ไม่ตรงข้อกำหนดรุ่น Cadet B ย้ำ ประท้วงเรื่องเทคนิค ไม่ใช่ตัวนักแข่ง รอผู้จัดพิจารณาผลการแข่งขัน ห่วงกระทบจิตใจเด็กทั้งสองฝ่าย
วันนี้ (15 ต.ค. 69) ที่ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา (ร.ย.ส.ท.) ถนนรัชดาภิเษก นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคมราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายสิรวัฒน์ เจิมศิริวัฒน์ ผู้จัดการสมาคม ร.ย.ส.ท. ร่วมแถลงข่าวชี้แจงกรณีการประท้วงเกี่ยวกับเครื่องยนต์รถแข่งของ ‘น้องพายุ’ ในการแข่งขันรถคาร์ท รายการ Super Kart Thailand Championship 2026 รุ่น Cadet B สำหรับนักแข่งอายุ 8–9 ปี โดยยืนยันว่า ผลการตรวจสอบพบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไม่ตรงตามข้อกำหนดทางเทคนิคของการแข่งขัน แต่การพิจารณาผลการแข่งขันและบทลงโทษยังเป็นหน้าที่ของฝ่ายจัดการแข่งขัน
นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคมราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยื่นประท้วงถือเป็นกระบวนการปกติของการแข่งขันกีฬายานยนต์ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกติกา ผู้เกี่ยวข้องสามารถใช้สิทธิยื่นประท้วงได้ โดยกรณีนี้เป็นการประท้วงเกี่ยวกับข้อกำหนดทางเทคนิคของรถแข่งขัน ไม่ใช่การประท้วงตัวนักแข่ง เพราะเด็กทุกคนที่ลงสนามต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ
สำหรับผลการตรวจสอบทางเทคนิค พบว่าชิ้นส่วนที่เปลี่ยนเข้าไปในเครื่องยนต์ไม่ตรงกับรุ่นที่กำหนด จึงไม่เป็นไปตามกติกาการแข่งขันรุ่น Cadet B ซึ่งกำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันใช้เครื่องยนต์ตามมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ทุกคนแข่งขันภายใต้เงื่อนไขทางเทคนิคที่เท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบดังกล่าวเป็นการยืนยันความไม่ถูกต้องตามข้อกำหนดของชิ้นส่วน ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการเปลี่ยนชิ้นส่วนทำให้รถมีสมรรถนะสูงขึ้นหรือได้เปรียบคู่แข่งขัน
นายพฤฒิรัตน์ระบุว่า ตามกระบวนการปกติ การประท้วงควรได้รับการตรวจสอบและพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสนามแข่งขัน ไม่ควรปล่อยให้ข้อโต้แย้งยืดเยื้อมาถึงสมาคมฯ โดย ร.ย.ส.ท. มีหน้าที่ตรวจสอบข้อกำหนดและกติกาทางเทคนิค ส่วนการพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงการตัดสินผลการแข่งขันและบทลงโทษ เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายจัดการแข่งขันที่จะต้องดำเนินการตามระเบียบ
ทั้งนี้ การแถลงผลตรวจสอบของสมาคมฯ ยังไม่ถือเป็นการประกาศตัดสิทธิ์หรือริบตำแหน่งแชมป์ของนักแข่ง เนื่องจากต้องรอการพิจารณาและประกาศผลอย่างเป็นทางการจากฝ่ายจัดการแข่งขัน
ส่วนประเด็นการตรวจสภาพรถในสนามแข่งขัน นายพฤฒิรัตน์อธิบายว่า การตรวจสอบในขั้นตอนดังกล่าวเป็นเพียงการตรวจสภาพภายนอก ยังไม่ได้ตรวจสอบเชิงลึกถึงชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ จึงต้องพิจารณาว่าเกิดความคลาดเคลื่อนในกระบวนการตรวจสอบหรือการสื่อสารของฝ่ายจัดการแข่งขันหรือไม่
นายพฤฒิรัตน์ยังแสดงความเป็นห่วงสภาพจิตใจของนักแข่งเยาวชนทั้งสองฝ่าย รวมถึงผู้ปกครอง เนื่องจากเด็กมีอายุเพียง 8–9 ปี และยังมีโอกาสพัฒนาฝีมืออีกมาก โดยเห็นว่าข้อขัดแย้งเกี่ยวกับกฎกติกาและข้อกำหนดทางเทคนิคควรเป็นเรื่องที่ทีมแข่ง ผู้จัดการแข่งขัน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไม่ควรปล่อยให้เด็กต้องได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว
พร้อมกันนี้ นายพฤฒิรัตน์กล่าวถึงโอกาสในการพัฒนานักแข่งเยาวชนไทย โดยยกตัวอย่างอเล็กซ์ อัลบอน รวมถึงนักแข่งที่รู้จักกันในชื่อ ‘เติ้น’ และ ‘เอ็นโซ่’ พร้อมแสดงความหวังว่าจะได้เห็นนักแข่งรุ่นใหม่ของไทยพัฒนาศักยภาพและก้าวหน้าในเส้นทางกีฬายานยนต์ต่อไป
สำหรับสิทธิในการอุทธรณ์ นายพฤฒิรัตน์กล่าวว่า ทีมแข่งที่ถูกประท้วงยังมีสิทธิดำเนินการตามระเบียบ โดยมีการกล่าวถึงกรอบเวลาอุทธรณ์ 96 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม กรณีนี้จำเป็นต้องหารือเกี่ยวกับขั้นตอนดำเนินการอีกครั้ง เนื่องจากผลการตรวจสอบทางเทคนิคมาถึงสมาคมฯ ภายหลังการแข่งขันสิ้นสุดลงแล้ว จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าระยะเวลาอุทธรณ์ต้องเริ่มนับจากขั้นตอนใด
นายพฤฒิรัตน์กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันวงการมอเตอร์สปอร์ตเติบโตอย่างรวดเร็ว สมาคมฯ จึงจำเป็นต้องกำชับให้ผู้จัดการแข่งขันมีมาตรฐานที่ชัดเจน ทั้งการบังคับใช้กติกา การตรวจสอบสภาพรถ และกระบวนการตัดสินภายในสนามแข่งขัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะเดียวกันขึ้นอีก