โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตหลังน้ำท่วม! วัดจมน้ำ 1.5 เมตร คลองเน่า-ปลาตายเกลื่อน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สถานการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดเริ่มคลี่คลาย แต่ “ฉะเชิงเทรา” ยังมีวัดถูกน้ำท่วมสูง 1.50 เมตร ถนนถูกตัดขาด ขณะที่อยุธยาบ้านเรือนยังจมน้ำสูงถึง 2 เมตร ส่วน “ปทุมธานี” เผชิญวิกฤตน้ำเสีย พบปลาตายจำนวนมากในคลองสอง เจ้าหน้าที่เร่งเก็บซากปลาไปฝังกลบแล้วกว่า 20 ตัน ขณะที่คลองรังสิตพบฟองขาวและคราบดำผิดปกติ กรมควบคุมมลพิษเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ พบออกซิเจนในน้ำต่ำบางจุด และก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งอาจเป็นต้นตอของกลิ่นเหม็น พร้อมรอผลตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

แม้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดเริ่มคลี่คลาย และระดับน้ำบางพื้นที่มีแนวโน้มลดลง แต่ประชาชนในหลายชุมชนยังคงเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก โดยเฉพาะจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่วัดแห่งหนึ่งยังถูกน้ำท่วมสูงถึง 1.50 เมตร ถนนเข้าออกถูกตัดขาด พระสงฆ์ต้องรอความช่วยเหลือผ่านทางเรือ ขณะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บ้านเรือนริมแม่น้ำยังจมอยู่ใต้น้ำสูงถึง 2 เมตร ส่วนจังหวัดปทุมธานี นอกจากปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังต้องเผชิญวิกฤตมลพิษทางน้ำ หลังพบปลาตายจำนวนมากและน้ำในคลองส่งกลิ่นเหม็น จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบหาสาเหตุ

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกยังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง แม้ระดับน้ำบางจุดเริ่มลดลง แต่หลายพื้นที่ยังถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน โดยเฉพาะที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ภาพถ่ายมุมสูงเผยให้เห็นวัดอาคมสิทธาภรณ์ หมู่ 1 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ยังคงถูกน้ำท่วมล้อมรอบ หลังมวลน้ำจากแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรีไหลมาบรรจบกัน ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำบางปะกง ส่งผลให้พื้นที่วัด บ้านเรือนประชาชน และพื้นที่การเกษตรโดยรอบได้รับผลกระทบ

แม้ระดับน้ำบางจุดจะเริ่มลดลงประมาณ 30 เซนติเมตร แต่ภายในวัดยังมีน้ำท่วมสูงประมาณ 1–1.50 เมตร ถนนทางเข้าออกยังคงถูกน้ำท่วมจนรถยนต์ไม่สามารถสัญจรได้ ต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง ขณะที่พื้นที่นาหลายร้อยไร่โดยรอบยังจมอยู่ใต้น้ำ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้พระสงฆ์ภายในวัดไม่สามารถออกไปบิณฑบาตได้ตามปกติ เจ้าอาวาสวัดบางน้ำเปรี้ยวจึงต้องใช้เรือยนต์ฝ่ากระแสน้ำ นำข้าวสาร อาหารแห้ง และวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารเข้าไปช่วยเหลือพระสงฆ์ที่ยังอาศัยอยู่ภายในวัด

นอกจากความยากลำบากในการดำรงชีวิตแล้ว น้ำท่วมยังสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินภายในวัดเป็นจำนวนมาก ทั้งพื้นพรม เครื่องสังฆภัณฑ์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาท ขณะที่ระบบกรองน้ำได้รับความเสียหาย ห้องน้ำไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ เนื่องจากวัดไม่มีระบบน้ำประปา ทำให้พระสงฆ์ต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ พระสงฆ์บางรูปเริ่มมีอาการคันและมีตุ่มขึ้นตามผิวหนัง หลังต้องสัมผัสกับน้ำท่วมเป็นเวลานาน สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านสุขอนามัยที่อาจเกิดขึ้นเมื่อพื้นที่ถูกน้ำท่วมขังต่อเนื่อง

เจ้าอาวาสวัดอาคมสิทธาภรณ์ระบุว่า ระดับน้ำเริ่มเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน ก่อนที่มวลน้ำจะไหลเข้าท่วมอย่างรวดเร็วในวันที่ 2 ตุลาคม ทำให้ไม่สามารถเตรียมป้องกันทรัพย์สินได้ทัน เดิมทางวัดมีแผนจัดงานทอดกฐินเพื่อนำเงินไปก่อสร้างหลังคาพระอุโบสถ แต่จากความเสียหายที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องปรับแผนนำเงินมาซ่อมแซมและฟื้นฟูวัดหลังน้ำลดเป็นลำดับแรก

ขณะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถานการณ์น้ำท่วมยังคงส่งผลกระทบต่อชุมชนริมแม่น้ำหลายพื้นที่ แม้จะมีการปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนพระราม 6 เหลือ 477 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเริ่มลดลง แต่หลายชุมชนยังคงถูกน้ำท่วมสูง โดยจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีพื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมทั้ง 16 อำเภอ

ที่หมู่ 1 ตำบลกระแชง อำเภอบางไทร พบว่าบ้านเรือนประชาชนริมแม่น้ำน้อยยังถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 2 เมตร แม้ระดับน้ำจะเริ่มลดลง แต่ถนนทางเข้าชุมชนยังมีน้ำท่วมขัง ทำให้ประชาชนต้องใช้เรือเดินทางเข้าออกบ้านเป็นระยะทางประมาณ 300–500 เมตร

ผู้ใหญ่บ้านเปิดเผยว่า บ้านเรือนในชุมชนทั้งหมด 98 หลังคาเรือน ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทุกหลัง โดยปีนี้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่สามารถขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงได้ทัน โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ตามลำพังในช่วงกลางวัน ส่งผลให้ข้าวของเครื่องใช้และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย

แม้ขณะนี้จะมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนนำถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นเข้าไปให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง แต่ประชาชนจำนวนมากยังต้องใช้ชีวิตท่ามกลางน้ำท่วม และรอให้ระดับน้ำลดลงจนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

นอกจากสถานการณ์น้ำท่วมแล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่กำลังสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคกลางคือ วิกฤตมลพิษทางน้ำในจังหวัดปทุมธานี หลังพบปลาตายจำนวนมากในคลองสอง ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง พร้อมกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่กระจายไปตามแนวคลองเป็นระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลอง

เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองคลองหลวงได้เร่งเก็บซากปลาไปฝังกลบแล้วกว่า 20 ตัน พร้อมดำเนินการโรยปูนขาวและใช้น้ำหมักชีวภาพ เพื่อลดกลิ่นและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

ขณะเดียวกัน บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองรังสิต ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี ยังคงพบฟองสีขาวปะปนกับคราบสีดำลอยอยู่บนผิวน้ำ ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการสูบน้ำจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

แม้ประชาชนในพื้นที่ระบุว่า กลิ่นเหม็นเริ่มลดลงหลังมีการฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ แต่ยังคงพบฟองสีขาวผุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีคราบสีดำเกาะตามต้นไม้ริมตลิ่ง ทำให้ประชาชนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำและค้นหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความมั่นใจให้กับชุมชน

ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำคลองรังสิตประยูรศักดิ์ซ้ำจำนวน 4 จุด หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับน้ำที่มีสีดำคล้ำ เกิดฟองสีขาว และมีกลิ่นเหม็นรบกวน

ผลการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบสารหนูในตัวอย่างน้ำ แต่ตรวจพบก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์บริเวณประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของกลิ่นไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ความเข้มข้นของก๊าซที่ตรวจวัดได้ยังไม่อยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

ส่วนผลตรวจคุณภาพน้ำพบว่า ค่าออกซิเจนละลายน้ำอยู่ระหว่าง 1.50–6.41 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยบางจุดมีค่าออกซิเจนต่ำ ซึ่งหากสภาพดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำและเพิ่มความเสี่ยงต่อการตายของสัตว์น้ำ ขณะที่ค่าความเป็นกรด-ด่างยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษได้เก็บตัวอย่างน้ำเพิ่มเติมเพื่อตรวจวิเคราะห์สารอินทรีย์ แบคทีเรีย และโลหะหนัก รวมถึงค้นหาสาเหตุของปัญหามลพิษทางน้ำ โดยคาดว่าจะทราบผลการตรวจสอบภายใน 5 วัน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำที่มีสีหรือกลิ่นผิดปกติโดยตรง และติดตามผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...