วิกฤตหลังน้ำท่วม! วัดจมน้ำ 1.5 เมตร คลองเน่า-ปลาตายเกลื่อน
แม้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดเริ่มคลี่คลาย และระดับน้ำบางพื้นที่มีแนวโน้มลดลง แต่ประชาชนในหลายชุมชนยังคงเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก โดยเฉพาะจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่วัดแห่งหนึ่งยังถูกน้ำท่วมสูงถึง 1.50 เมตร ถนนเข้าออกถูกตัดขาด พระสงฆ์ต้องรอความช่วยเหลือผ่านทางเรือ ขณะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บ้านเรือนริมแม่น้ำยังจมอยู่ใต้น้ำสูงถึง 2 เมตร ส่วนจังหวัดปทุมธานี นอกจากปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังต้องเผชิญวิกฤตมลพิษทางน้ำ หลังพบปลาตายจำนวนมากและน้ำในคลองส่งกลิ่นเหม็น จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบหาสาเหตุ
สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกยังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง แม้ระดับน้ำบางจุดเริ่มลดลง แต่หลายพื้นที่ยังถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน โดยเฉพาะที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ภาพถ่ายมุมสูงเผยให้เห็นวัดอาคมสิทธาภรณ์ หมู่ 1 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ยังคงถูกน้ำท่วมล้อมรอบ หลังมวลน้ำจากแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรีไหลมาบรรจบกัน ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำบางปะกง ส่งผลให้พื้นที่วัด บ้านเรือนประชาชน และพื้นที่การเกษตรโดยรอบได้รับผลกระทบ
แม้ระดับน้ำบางจุดจะเริ่มลดลงประมาณ 30 เซนติเมตร แต่ภายในวัดยังมีน้ำท่วมสูงประมาณ 1–1.50 เมตร ถนนทางเข้าออกยังคงถูกน้ำท่วมจนรถยนต์ไม่สามารถสัญจรได้ ต้องใช้เรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง ขณะที่พื้นที่นาหลายร้อยไร่โดยรอบยังจมอยู่ใต้น้ำ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้พระสงฆ์ภายในวัดไม่สามารถออกไปบิณฑบาตได้ตามปกติ เจ้าอาวาสวัดบางน้ำเปรี้ยวจึงต้องใช้เรือยนต์ฝ่ากระแสน้ำ นำข้าวสาร อาหารแห้ง และวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารเข้าไปช่วยเหลือพระสงฆ์ที่ยังอาศัยอยู่ภายในวัด
นอกจากความยากลำบากในการดำรงชีวิตแล้ว น้ำท่วมยังสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินภายในวัดเป็นจำนวนมาก ทั้งพื้นพรม เครื่องสังฆภัณฑ์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้านบาท ขณะที่ระบบกรองน้ำได้รับความเสียหาย ห้องน้ำไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ เนื่องจากวัดไม่มีระบบน้ำประปา ทำให้พระสงฆ์ต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ พระสงฆ์บางรูปเริ่มมีอาการคันและมีตุ่มขึ้นตามผิวหนัง หลังต้องสัมผัสกับน้ำท่วมเป็นเวลานาน สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านสุขอนามัยที่อาจเกิดขึ้นเมื่อพื้นที่ถูกน้ำท่วมขังต่อเนื่อง
เจ้าอาวาสวัดอาคมสิทธาภรณ์ระบุว่า ระดับน้ำเริ่มเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน ก่อนที่มวลน้ำจะไหลเข้าท่วมอย่างรวดเร็วในวันที่ 2 ตุลาคม ทำให้ไม่สามารถเตรียมป้องกันทรัพย์สินได้ทัน เดิมทางวัดมีแผนจัดงานทอดกฐินเพื่อนำเงินไปก่อสร้างหลังคาพระอุโบสถ แต่จากความเสียหายที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องปรับแผนนำเงินมาซ่อมแซมและฟื้นฟูวัดหลังน้ำลดเป็นลำดับแรก
ขณะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถานการณ์น้ำท่วมยังคงส่งผลกระทบต่อชุมชนริมแม่น้ำหลายพื้นที่ แม้จะมีการปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนพระราม 6 เหลือ 477 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเริ่มลดลง แต่หลายชุมชนยังคงถูกน้ำท่วมสูง โดยจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีพื้นที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมทั้ง 16 อำเภอ
ที่หมู่ 1 ตำบลกระแชง อำเภอบางไทร พบว่าบ้านเรือนประชาชนริมแม่น้ำน้อยยังถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 2 เมตร แม้ระดับน้ำจะเริ่มลดลง แต่ถนนทางเข้าชุมชนยังมีน้ำท่วมขัง ทำให้ประชาชนต้องใช้เรือเดินทางเข้าออกบ้านเป็นระยะทางประมาณ 300–500 เมตร
ผู้ใหญ่บ้านเปิดเผยว่า บ้านเรือนในชุมชนทั้งหมด 98 หลังคาเรือน ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทุกหลัง โดยปีนี้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่สามารถขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูงได้ทัน โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ตามลำพังในช่วงกลางวัน ส่งผลให้ข้าวของเครื่องใช้และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
แม้ขณะนี้จะมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนนำถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นเข้าไปให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง แต่ประชาชนจำนวนมากยังต้องใช้ชีวิตท่ามกลางน้ำท่วม และรอให้ระดับน้ำลดลงจนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
นอกจากสถานการณ์น้ำท่วมแล้ว อีกหนึ่งปัญหาที่กำลังสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคกลางคือ วิกฤตมลพิษทางน้ำในจังหวัดปทุมธานี หลังพบปลาตายจำนวนมากในคลองสอง ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง พร้อมกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่กระจายไปตามแนวคลองเป็นระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมคลอง
เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองคลองหลวงได้เร่งเก็บซากปลาไปฝังกลบแล้วกว่า 20 ตัน พร้อมดำเนินการโรยปูนขาวและใช้น้ำหมักชีวภาพ เพื่อลดกลิ่นและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
ขณะเดียวกัน บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองรังสิต ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี ยังคงพบฟองสีขาวปะปนกับคราบสีดำลอยอยู่บนผิวน้ำ ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการสูบน้ำจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
แม้ประชาชนในพื้นที่ระบุว่า กลิ่นเหม็นเริ่มลดลงหลังมีการฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ แต่ยังคงพบฟองสีขาวผุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีคราบสีดำเกาะตามต้นไม้ริมตลิ่ง ทำให้ประชาชนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำและค้นหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความมั่นใจให้กับชุมชน
ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำคลองรังสิตประยูรศักดิ์ซ้ำจำนวน 4 จุด หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับน้ำที่มีสีดำคล้ำ เกิดฟองสีขาว และมีกลิ่นเหม็นรบกวน
ผลการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบสารหนูในตัวอย่างน้ำ แต่ตรวจพบก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์บริเวณประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของกลิ่นไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ความเข้มข้นของก๊าซที่ตรวจวัดได้ยังไม่อยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
ส่วนผลตรวจคุณภาพน้ำพบว่า ค่าออกซิเจนละลายน้ำอยู่ระหว่าง 1.50–6.41 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยบางจุดมีค่าออกซิเจนต่ำ ซึ่งหากสภาพดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำและเพิ่มความเสี่ยงต่อการตายของสัตว์น้ำ ขณะที่ค่าความเป็นกรด-ด่างยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษได้เก็บตัวอย่างน้ำเพิ่มเติมเพื่อตรวจวิเคราะห์สารอินทรีย์ แบคทีเรีย และโลหะหนัก รวมถึงค้นหาสาเหตุของปัญหามลพิษทางน้ำ โดยคาดว่าจะทราบผลการตรวจสอบภายใน 5 วัน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำที่มีสีหรือกลิ่นผิดปกติโดยตรง และติดตามผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- อากาศโลกปั่นป่วน! เอลนีโญถล่ม “ชิลี” เจอฝน 1 สัปดาห์ ตกในไม่กี่ชั่วโมง
- แอมะซอนลุกเป็นไฟ! เอลนีโญซ้ำเติม ไฟป่าพุ่ง 253%
- สินไหม 2 ล้าน! นายกฯ เป็นปธ. จ่ายเยียวยาประเดิมระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ
- บทเรียนแก้น้ำท่วม จาก “ญี่ปุ่น” ทุ่มงบป้องกัน ดีกว่าจ่ายเยียวยา!
- 3 วิธีจัดการน้ำขัง ลดกลิ่นเหม็น ลดเสี่ยงเชื้อโรคหลังน้ำลด